สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔

กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ หารือเรื่องพระราชบัญญัติคุ้มครองพยาน และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายที่อาจทำให้เกิดพยานเท็จ

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นราธิวาส

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ นราธิวาส พรรคประชาชาติ ขอบคุณท่านประธานครับที่ให้โอกาสผมได้อภิปรายเกี่ยวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองพยาน โดยหลักการเบื้องต้นผมเห็นด้วยครับที่จะให้มีการแก้ไขกฎหมายลักษณะคุ้มครองพยาน แต่ที่ผมจะอภิปรายผมอยากฟังคำชี้แจงของท่านรัฐมนตรีถึงข้อห่วงใยที่จะสะท้อนเผื่อเป็น ประโยชน์ในการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมจะอภิปรายประเด็นแรกเลย นะครับ เพราะว่าตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพยานในมาตรา ๓ ได้ให้ความหมายของคำว่า พยาน ต่างออกไปจากความหมายของคำนิยามคำว่า พยาน ของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เราทราบกันดีว่าพยานในที่นี้ก็คือบุคคลซึ่งจะให้ข้อเท็จจริงในคดี บุคคลซึ่งทราบข้อเท็จจริง ในคดีและจะไปให้การต่อศาล แต่ในมาตรา ๓ ของ พ.ร.บ. ฉบับแก้ไขนี้นะครับ ใช้ความหมายคำนิยามของคำว่า พยาน หมายความว่าบุคคลซึ่งจะมาให้หรือได้ให้ข้อเท็จจริง ต่อพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงาน ผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา หรือศาลในการดำเนินคดีอาญา รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ ถ้าอ่านความหมาย ตามคำนิยามของมาตรา ๓ นั่นหมายความว่าคนที่จะได้รับการคุ้มครองเป็นพยานตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ใช้คำว่า บุคคลซึ่งจะมาให้หรือได้ให้ข้อเท็จจริง ผมนึกภาพเหมือนกับว่าเขาเหล่านั้น กำลังจะเดินไปหาพนักงานสืบสวนหรือพนักงานสอบสวน เหมือนที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย ก่อนนี้ว่าการตั้งคำนิยามความหมายของคำว่า พยาน ที่จะได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ. นี้ ในทางปฏิบัติเราจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดพยานเท็จ ผมเป็นห่วงมากครับ เพราะว่า เกี่ยวข้องในมาตรา ๖ ที่ท่านแก้ไข เกี่ยวข้องกับความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง แห่งราชอาณาจักร แล้วก็ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ประชาชน เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยประสบการณ์ ผมจะเล่าให้ท่านประธานทราบผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี มันเคยเกิดกรณีการต่อรองบุคคล ผู้ต้องสงสัยที่ยังไม่ใช่ผู้ต้องหา เพราะว่าวิธีพิจารณาความอาญาเขาห้ามไม่ให้โจทก์อ้างจำเลย เป็นพยาน แต่กรณีบุคคลที่ต้องสงสัยตามกฎหมายพิเศษไม่ว่าจะเป็นกฎอัยการศึกหรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่ถูกควบคุมตัว ๓๗ วันนี้นะครับมีการต่อรองให้มาเป็นพยานกับบุคคลที่จะตกเป็นผู้ต้องหา ในอนาคต จริงเท็จแค่ไหนไม่ทราบ แต่ในระหว่าง ๓๗ วันที่มีการต่อรองเพื่อให้มาเป็นพยาน ผมเกรงว่าจะเกิดกรณีการสร้างพยานเท็จมากขึ้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกประเด็นหนึ่งครับ ท่านประธาน กฎหมายทุกฉบับที่มีการร่างผ่านสู่สภาจนบังคับใช้ เราจะเห็นว่ามีการแก้ไข อยู่ตลอดเวลา เพราะเวลานำไปปฏิบัติแล้วมันก่อให้เกิดปัญหาจึงมีการแก้ไข ผมดู พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้ว หากกฎหมายที่มีการแก้ไขผ่านสภาแล้วจะมีระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ผมก็เลยอยากเรียนถามท่านรัฐมนตรีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด พยานเท็จ ยกตัวอย่างครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ถ้าดูหลักจริง ๆ แล้วกระทรวงที่เกี่ยวข้องก็คือ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานคุ้มครองพยานอยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรม แต่ว่าประตูด่านแรก ที่คนจะได้รับการคุ้มครองตามความหมายของพยาน ในมาตรา ๓ ก็จะไปอยู่ในมาตรา ๕ ก็คือระเบียบที่จะออกมาหลังจากนี้เราไม่ทราบเลยว่าเป็นอะไร เป็นอย่างไร แต่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องก็คือ มาตรา ๕ ได้กำหนดให้ระเบียบที่จะกำหนดในการที่จะระบุว่าบุคคลใด ที่จะได้รับการคุ้มครองเป็นพยานกลับเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ใช่กระทรวง ยุติธรรมหรือสำนักงานคุ้มครองพยาน ผมก็เลยอยากเรียนถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธาน นะครับว่าเหตุใดในมาตรา ๕ จึงให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ออกระเบียบ ในการกำหนดบุคคลที่จะได้รับการคุ้มครองพยานนั้นให้เป็นไปตามระเบียบที่กำหนด โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพราะเหตุใดกระทรวงยุติธรรมหรือสำนักงานคุ้มครองพยาน จึงไม่ออกระเบียบกฎเกณฑ์กำหนดให้ชัดแจ้งโดยหน่วยงานของตนเองไว้เลย เพราะผม เกรงว่าจะเกิดปัญหาความขัดแย้งระเบียบระหว่างหน่วยงาน ท่านประธานครับ ผมในฐานะ ที่อยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าหลังจากกฎหมายฉบับนี้ ผ่านสภาเราแล้ว เวลานำไปปฏิบัติแล้วมันจะก่อให้เกิดการต่อรองเพื่อให้มีการลงโทษ ผู้กระทำความผิดโดยอ้างพยานซึ่งไม่ใช่เป็นพยานที่รู้เห็นจริงในเหตุการณ์ แต่เป็นพยาน ที่ได้รับการคุ้มครองพยานตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะถูกข่มขู่ ข่มเหง หรือเกรงว่าตัวเอง จะถูกดำเนินคดีจึงได้รับการคุ้มครองตามความหมายของมาตรา ๓ ตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ขอขอบคุณครับ