สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔

คารม พลพรกลาง หารือเรื่องพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. …. โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับการข่มขู่พยานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และขอให้กระทรวงยุติธรรมประชาสัมพันธ์และคุ้มครองพยานให้เหมาะสม

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ด ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสและให้เวลาผมอภิปราย ต่อร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ต้องเรียนอย่างนี้ว่า ประเทศไทยเป็นระบบที่ดำเนินคดีในระบบกล่าวหา การที่เรามีพยานที่เป็นพยานจริง ไม่ใช่ พยานเท็จ เป็นเรื่องสำคัญ ไม่อย่างนั้นการที่มีพยานเท็จมาให้การปรักปรำจนจำเลยหรือ ผู้ต้องหาต้องถูกดำเนินคดีขัดกับเรื่องสิทธิมนุษยชน ขัดกับหลักการดำเนินการคดีอาญา ซึ่งเราจะเห็นอยู่แล้วว่าคดีใหญ่ ๆ ที่มีการปั้นพยานขึ้นมานี้ นั่นคือตัวทำลายระบบ กระบวนการยุติธรรม ประเด็นที่ผมจะพูดอาจจะแตกต่างจาก ๒ ท่าน เพื่อจะไม่ได้ซ้ำประเด็น และเพื่อเป็นประโยชน์ กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นผู้เสนอกฎหมายฉบับนี้ กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายปฏิรูป ซึ่งดูเนื้อหาสาระ และความจำเป็นแล้วก็เห็นว่าจำเป็น ผมดูหลักการแล้วก็สนับสนุนได้ เห็นชอบได้ เพียงแต่ว่า ต้องเรียนนะครับว่าการประชาสัมพันธ์หรือการที่จะคุ้มครองพยาน รวมทั้งบุพการีญาติเขา ที่เกี่ยวข้องและเป็นวัตถุประสงค์ในการแก้กฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานครับในต่างจังหวัด คดียาเสพติด ท่านรัฐมนตรีครับ เยอะมากครับ เยอะจริง ๆ สมมุติว่าในชุมชนนั้นตำรวจค้ายา อันนี้พูดหลักการนะครับ ไม่ได้กล่าวหาบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อยู่ในเขตตำบลอำเภอนี้ จังหวัดนี้ แล้วมีพยานรู้เห็น แล้วเขาจะให้ข้อมูลเริ่มต้นคดีด้วยการแจ้งความ ท่านประธานลองคิดดู ครับ คนที่จะข่มขู่พยานคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นการร้องเรียนมายัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองคดีอาญา ซึ่งต้นเรื่องคือ ปี ๒๕๔๖ อันนี้สำคัญกว่าที่จะบอกว่า สำคัญเหมือนกันครับ ขยายฐานความผิดแต่ความ มั่นคง ความผิดฐานก่อการร้าย เรื่องอื่นจำเป็น เพราะคดีอาญาก็คือคดีอาญา การกล่าวหาว่า คนทำผิดอาญาต้องพิสูจน์แน่ชัด ปราศจากข้อสงสัยจึงจะลงโทษเขาได้ ผมวกกลับมาครับ การที่พยานถูกข่มขู่แล้วเขาต้องร้องมานี้มีสักกี่คนครับท่านรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพ ที่จะรู้ ถ้าไม่ใช่วงการกฎหมายรู้น้อยครับ เพราะฉะนั้นกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สำนักงานคุ้มครองพยาน ต้องประชาสัมพันธ์นะครับ ผมก็ตรวจดูเท่าที่ดู ผมจะดูงบประมาณ ว่าท่านใช้ในเรื่องนี้สักเท่าไร ปีงบประมาณ ๒๕๖๔ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้ไป ๗๐๐ กว่าล้านบาท ตัวเลข ๗๗๗,๖๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ปี ๒๕๖๕ ลดมาเหลือ ๖๗๔ ล้าน บาท ท่านมีค่าใช้จ่ายอื่นที่เป็นค่าใช้จ่ายในการตอบแทนพยานและคุ้มครองพยาน ๑๕ ล้านบาท ท่านไปดูอยู่ในหน้า ๗๐ ซึ่งท่านต้องดูนะครับ บริหาร สถิติคดีอาญาของประเทศ ไทยที่สำนักงานศาลยุติธรรมดูตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา สถิติเข้ากว่าจะไปจบ แล้วมีทั้งลงโทษและยกฟ้องเยอะมาก ฟังข้อมูลของท่าน ส.ส. ณัฐวุฒิ ไม่กี่พันคนเองที่ได้ เข้ากระบวนการคุ้มครอง ประเด็นคืออะไร ประเด็นคือเขาไม่รู้เรื่อง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำไป ถ้าเขา ให้ข้อเท็จจริงต่อกระบวนการยุติธรรมไป ค่าตอบแทนได้ แต่เขาปลอดภัยไหม เขาจะได้รับ ผลกระทบอย่างไร อันนี้ท่านต้องพยายามที่จะตอบคำถามผมด้วยว่าสำนักคุ้มครองพยานซึ่งมีหน้าที่โดยตรง จะต้องทำอย่างไร เพราะเหตุว่าถ้าเราทำหลักการขึ้นดีแต่ประชาชนไม่รู้สิ่งที่ได้รับผลกระทบ จริง ๆ คือไม่ได้สัมฤทธิ์ตามกฎหมายนี้ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเห็นในต่างจังหวัดมันคดีอาญา ท่านจะเห็นนะครับตามข่าว คดีรุนแรงขึ้น คดีเพศก็รุนแรงขึ้น คดีความผิดความมั่นคงก็รุนแรงขึ้น สิ่งที่กฎหมายฉบับนี้ จะต้องทำให้ได้มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือคุ้มครองพยานเพื่อให้สถิติคดีนั้น ๆ คดีอาญานั้น ๆ ลงโทษคนกระทำผิดจริง ไม่ใช่ไปยกฟ้องเพราะว่าปราศจากพยานที่จะมาเยือน คือพยานบุคคล คือประจักษ์พยาน พยานเอกสารไม่สำคัญเท่าพยานบุคคลในบางกรณี บางกรณีพยานเอกสารเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่พยานบุคคลเท่านั้นที่จะยืนยันได้ว่าคนนั้น กระทำผิดจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นจึงขออภิปรายต่อพระราชบัญญัตินี้ว่าเป็นหลักการที่ดี แต่ผมอยากให้ท่านประชาสัมพันธ์แล้วก็ให้ค่าป่วยการคุ้มครองกับพยานและบุพการี ให้เหมาะสมนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับท่านประธานครับ