ณัฐวุฒิ ตั้งข้อสังเกต พ.ร.บ.คุ้มครองพยาน ชี้บกพร่องหลายประเด็น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔

ณัฐวุฒิ บัวประทุม ขอร่วมอภิปรายร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองพยานในคดีอาญา โดยตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาหลายด้านทั้งความไม่ครอบคลุมของกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ความกำกวมในแนวทางการดำเนินการ และการเข้าไม่ถึงสิทธิของประชาชน เสนอให้ปรับปรุงร่างกฎหมายให้รวมความผิดเกี่ยวกับเพศ แก้ไขแบบฟอร์มการขอคุ้มครองให้ประชาชนเป็นผู้ร้องโดยตรง และลดระยะเวลาบังคับใช้กฎหมายจาก 90 วันเหลือ 30 วัน พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงแนวทางแก้ไขอย่างชัดเจน

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขออนุญาตที่จะมีส่วนร่วมในการอภิปรายในขั้นรับหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. .... ใน ๔ ประเด็นใหญ่ ๆ ด้วยกันครับ

ในประการที่ ๑ ครับท่านประธาน ผมอยากจะย้อนกลับไปในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๔๔ ที่มีการพูดถึงเรื่องของการคุ้มครองพยาน สักนิดหนึ่งครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๔ ในปี ๒๕๔๐ นั้นบอกบุคคลที่เป็นพยาน ในคดีอาญามีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การปฏิบัติที่เหมาะสม และค่าตอบแทนที่จำเป็น และสมควรจากรัฐ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าในมาตรานี้มิได้พูดถึงแต่เรื่องของการคุ้มครองพยาน อย่างเดียวนะครับ แต่พูดถึงการปฏิบัติงานที่เหมาะสม และพูดถึงค่าตอบแทนที่จำเป็น และสมควรจากรัฐด้วย นั่นหมายถึงว่าตัว พ.ร.บ. คุ้มครองพยานตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ที่ใช้มาจน ปัจจุบันนี้เป็นระยะเวลา ๑๘ ปีเต็มนั้นท่านได้ตอบโจทย์นี้หรือไม่ ข้อความดังกล่าว ไม่ได้เขียนเหมือนกันเสียทีเดียวในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นะครับ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นก็วางหลักการที่เราเรียกว่าการคุ้มครองส่วนได้เสีย ซึ่งท่านแบ่งหรือบาลานซ์ (Balance) ออกเป็นใน ๓ ส่วนด้วยกัน ก็คือการคุ้มครองส่วนได้เสียของสังคม ส่วนได้เสียของบุคคล แล้วก็พิจารณาดูว่าของสังคมและบุคคลนั้นจะเป็นอย่างไรครับ ประการที่ ๑ ที่ผมอยากจะ ย้อนกลับไปให้พิจารณาก็คือว่ามันเคยมีงานวิจัยที่บอกว่า พ.ร.บ. คุ้มครองพยานในปี ๒๕๔๖ นั้นมีปัญหาอยู่ทั้งหมด ๙ ประการด้วยกัน และผมอยากจะฟังคำตอบจากผู้ชี้แจงว่า พ.ร.บ. ฉบับใหม่ที่เข้ามานั้นตอบโจทย์ทั้ง ๙ ประการหรือไม่ ๙ ประการมีตั้งแต่กรณีของอัตรากำลังพล ที่ไม่เพียงพอครับ ผมคิดว่านี่เป็นงานบริหารครับ ไม่ได้ติดใจเท่าไร ประการที่ ๒ บอกงบประมาณเครื่องมือเครื่องใช้ท่านมีข้อจำกัด ประการที่ ๓ บอกว่ามัน ต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ประเด็นตัวที่ ๓ นี้ครับที่ผมเริ่มติดใจว่ากฎหมาย ฉบับนี้จะตอบโจทย์หรือไม่ ด้วยความเคารพนะครับแค่เข้าไปใน เวิร์ดไวด์เว็บอาร์แอลพีดี ดอท จีโอ ดอท ทีเอช (www.rlpd.go.th) ผมก็ไปหน้าที่ ๒ ต่อไม่ได้แล้วครับ ติดตั้งแต่หน้า แรกว่าจะเข้าเว็บไซต์ (Website) ต่ออย่างไร ประการที่ ๔ ก็คือต้องมีการบูรณาการหรือการ แก้ไขกฎหมายระเบียบและแนวทางที่ชัดเจน ประการที่ ๕ ระยะยาวต้องมีเจ้าหน้าที่โดยตรง อย่างจำเพาะเจาะจง ประการที่ ๖ บางหน่วยมองว่าภารกิจในการคุ้มครองพยานนั้นเป็นสิ่ง ที่ไม่จำเป็น ประการที่ ๗ บอกเจ้าหน้าที่ขาดความรู้ ประการที่ ๘ บอกไม่มีการศึกษาอบรม ประการที่ ๙ เป็นสิ่งที่สำคัญนะครับ ก็คือว่าประชาชนจำนวนมากไม่ทราบหรือไม่เข้าถึงสิทธิ ที่จะได้รับการคุ้มครองพยาน ผมคิดว่าท่านต้องตอบประเด็นแรกเหล่านี้ก่อนนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ กฎระเบียบและแนวทาง ที่ไม่ชัดเจน แล้วก็ประเด็นเรื่องที่ประชาชน ซึ่งควรจะได้รับสิทธินั้นไม่ทราบหรือไม่อาจเข้าถึง สิทธิได้ ท่านประธานทราบหรือไม่ครับว่าในข้อมูลทางวิชาการนะครับ บอกตั้งแต่ ปี ๒๕๔๗ จนถึงปี ๒๕๖๔ มีบุคคลที่ยื่นคำร้องขอเข้าคุ้มครองพยานแล้วจำนวน ๒,๑๑๑ เรื่อง คิดเป็นคนคือ ๔,๐๑๐ คน แต่ในบรรดาทั้งหมด ๔,๐๑๐ คน คณะกรรมการ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในการคุ้มครองพยานยกคำร้องมากกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ คือ ๑,๑๖๘ คน มีการดำเนินการคุ้มครองในระยะสั้นจนสิ้นสุดนะครับ รวมแล้วอีก ๒,๐๐๐ กว่าคน พูดง่าย ๆ ก็คือว่าปัจจุบันเหลือบุคคลที่อยู่ในระบบคุ้มครองพยาน ไม่มากนัก อันนี้ใช่หรือไม่ที่เป็นคำตอบหนึ่งที่ท่านบอกว่าระยะเวลามีข้อจำกัด งบประมาณ มีข้อจำกัด คนมีข้อจำกัด ซึ่งเป็นโจทย์แรกที่ผมตั้งคำถามครับ

โจทย์ที่ ๒ ท่านประธานครับ ก็คือโจทย์ในเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองพยาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในรายละเอียดผมไม่ติดใจเท่าไรนะครับในการเพิ่มเติม เข้ามาแต่ผมติดใจในแง่ของการที่ท่านตัดออกกับการที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ผมยกตัวอย่างเช่นกรณีของการที่จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานนั้น เหตุผลหรือความจำเป็นใด ๆ ที่ท่านต้องตัดออกในเมื่อเขาเองถ้าเขามั่นใจและกระบวนการยุติธรรมยังสันนิษฐานว่า เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ เขาจะไม่สามารถเข้าสู่ระบบการคุ้มครองพยานแบบนี้ได้จริงหรือ หรือแม้กระทั่งในกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมความผิดในมาตรา ๖ ที่มีการแก้ไขมาตรา ๘ ท่านลง รายละเอียด ยกตัวอย่างคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ แต่ผมสงสัยว่าในเมื่อท่านบอกว่าความผิด เกี่ยวกับการก่อการร้ายความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ท่านพูดในภาพรวม แต่เพราะเหตุใด ท่านถึงไม่ยกหมวดว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเพศทั้งหมดมาเป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครอง พยาน ท่านไม่ทราบหรอกครับ ทุกวันนี้ผมยังต้องใช้เงินส่วนตัวในการดูแลผู้หญิง ที่ถูกรุมโทรมที่ไปชูป้ายในการชุมนุม เพราะว่าคดีรุมโทรมหลายคดีนั้นตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย หรือแม้คดีล่วงละเมิดทางเพศโดยทั่วไปล้วนมีอิทธิพล หรือกำลัง หรืออำนาจที่เหนือกว่า ซึ่งความผิดเหล่านี้อยู่ในมาตราต้น ๆ ของความผิดเกี่ยวกับเพศ เช่น ในมาตรา ๒๗๖ มาตรา ๒๗๗ ของประมวลกฎหมายอาญา ท่านอย่าลืมคดีนกฮูกที่อยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผมไม่อยากเท้าความนะครับ แต่นั่นก็คือส่วนหนึ่งของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในระบบ ของการคุ้มครองพยาน ไม่รวมถึงคดีของดีเอสไอ (DSI) ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง พยานในคดีที่มีการฆ่าตัดตอนที่เกิดขึ้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์หรือในภาคอีสานหลายคดี เป็นต้น นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ

ประเด็นที่ ๓ เป็นในเชิงรายละเอียดครับ ผมไม่แน่ใจท่านผู้ชี้แจงโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ท่านได้ชี้แจงหรือไม่ครับว่าใน พ.ร.บ. คุ้มครองพยานมีคำร้อง คำขอ แบบคำร้อง แบบคำขอเยอะแยะไปหมดเลยครับ ผมเป็นประชาชนไม่เข้าใจหรอกครับว่า รอบใดต้องใช้คำขอ รอบใดต้องใช้คำร้อง ทำไมถึงมีแบบฟอร์มที่เรียกว่า สคพ. ๑ สคพ. ๑ เขียนเป็นคำร้องขอในรายละเอียดบอกแบบคำร้อง ท่านใช้คำเดียวกันได้หรือไม่ ในรายละเอียดเหล่านี้ที่ทำให้เห็นชัดเจนว่ามันเป็นเรื่องหลักการแบบเดียวกันมิให้ผู้ปฏิบัติ หรือประชาชนสับสน และด้วยความเคารพนะครับ ตกลงใครเป็นซับเจกต์ (Subject) หรือ องค์ประธานแห่งสิทธิ ถ้าประชาชนเป็นองค์ประธานแห่งสิทธิเขาควรจะเป็นผู้แจ้ง ไม่ใช่ต้อง กราบหรือไปร้องขอความคุ้มครองจากพวกท่านที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับภาษีประชาชน ประเด็นเรื่องทะเบียนราษฎร์ท่านสุพิศาลพูดไปแล้ว แต่วันนี้ต้องยอมรับคนจำนวนมาก ยังเข้าถึงข้อมูลทะเบียนราษฎร์ส่วนบุคคลย้อนกลับไปสู่รู้ว่าพยานคนใดเปลี่ยนชื่อเสียง เรียงนามใด ๆ ต่าง ๆ มาได้ นั่นเป็นสิ่งที่ต้องระวังครับ

ประเด็นที่ ๔ สั้น ๆ ครับ เป็นประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ เมื่อตรวจ ร่างกฎหมายทั้งฉบับแล้ว ไม่มีการออกระเบียบใด ๆ ใหม่มากนัก มีแต่เพียงระเบียบตัวเดียว ที่ควรจะเป็นกฎกระทรวง ฉะนั้นระยะเวลาการบังคับใช้ ๙๐ วัน ผมคิดว่าค่อนข้าง มากเกินไปครับ เป็นไปได้หรือไม่ ขอแบบประมวลกฎหมายยาเสพติดนะครับท่านรัฐมนตรี ที่ท่านขอสภาแห่งนี้ ก็คือขอสัก ๓๐ วัน ก่อนที่ผมจะตัดสินใจรับหลักการกฎหมายฉบับนี้ ขอคำตอบด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ