นิยม เวชกามา เสนอแนะแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพยาน โดยเฉพาะให้เพิ่มค่าตอบแทนให้กับพยานบุคคลที่ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนและอัยการ และให้สำนักงานคุ้มครองพยานตั้งอยู่ในกระทรวงยุติธรรม และมีหน่วยงานที่กระจายไปทั่วประเทศ เพื่อให้การคุ้มครองพยานครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมให้ความสนใจมากเกี่ยวกับการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพยาน ในคดีอาญาฉบับนี้ ผมเองไม่ใช่ภาคราชการ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งส่วนใด แต่ขอกราบเรียน ท่านประธานเพื่อจะแสดงความคิดเห็นในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน ท่านประธาน เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ผมก็ต้องยอมรับว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ มาถึงวันนี้ปี ๒๕๖๔ ก็ ๑๘ ปี ก็ถือว่าสมควรที่จะมีการแก้ไข คือกฎหมายคุ้มครองพยานเดิมทีเดียวมันก็ไม่มีแบบนี้ ผมเองอยู่ในลักษณะเป็นพยานหลายครั้งในยุคที่ผมเป็นนิติกรขึ้นเป็นพยานหลายครั้ง ก็ไม่มี การคุ้มครองพยานอะไรผมจึงให้ความสำคัญว่าถ้ากฎหมายนี้ออกมาแล้วพี่น้องประชาชน ซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่แต่ว่าอยู่ในที่เกิดเหตุ ดูรู้เห็น มีความจำเป็นต้องเป็นพยาน ท่านประธาน นี่ คือปัญหาว่าผมเห็นด้วยในลักษณะต้องแก้ไข แล้วก็มีกฎหมายคุ้มครองพยาน จากที่ผมกล่าวว่า ในยุคที่ผมเป็นนิติกรเป็นหน่วยงานของรัฐต้องขึ้นเบิกความเป็นพยานในศาลหลายครั้ง ในฐานะเป็นนักกฎหมายของสำนักงาน ไม่มีกฎหมายคุ้มครองพยานครับ ไปคนเดียวแล้ว ขึ้นเบิกความ ส่วนใหญ่เป็นคดีทุจริตใน สปจ. อันนี้คือเป็นปัญหามา ผมเห็นแล้วผมให้ความ สนใจมาก เสนอแต่แรกว่าขออภิปรายด้วย เห็นด้วยแต่ก็มีข้อติติงหลายประเด็นซึ่งต้อง ฝากไปถึงกรรมาธิการซึ่งดำเนินแก้ไข โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมซึ่งเป็น ผู้มีส่วนได้เสียในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้โดยตรง ผมจึงขอกราบเรียนว่าจะกำหนด ๙๐ วัน ผมก็เห็นด้วย ยิ่งใช้เร็วขึ้นเท่าไร เพราะมีการแก้ไขในบางมาตราซึ่งไปเพิ่มในส่วนที่มันดีขึ้น ท่านประธาน ร่างเดิม กฎหมายเดิมในปี ๒๕๔๖ โดยเฉพาะมาตรา ๗ ในมาตรา ๗ มายกเลิก มาตรา ๑๐ แล้วใช้ข้อความใหม่ ในกฎหมายเดิม (๒) ไม่ได้ระบุชัดเจน นี่คือผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งในลักษณะแบบนี้ เพราะของเดิมยังพูดคลุมเครืออยู่ ผมเอง ต้องกราบเรียนว่าถ้าบุคคลซึ่งเป็นพยาน โดยเฉพาะพยานบุคคลคือประจักษ์พยานที่สำคัญนี้ ภาคราชการซึ่งเป็นหน่วยงานสำนักงานคุ้มครองพยานให้ความสำคัญแก่บุคคลเหล่านี้ ให้มากที่สุด จากการที่ผมเคยไปเป็นพยานขึ้นไปคนเดียวแล้วก็กลับมาคนเดียว สุดท้ายศาล ก็บอกว่าให้พยานไปรับค่าตอบแทนใส่ซองมาให้ ๒๐๐ บาท สมัยนั้นนะครับ ๓๐ กว่าปี ผมก็บอกว่าพยานแทบจะไม่มีสิทธิอะไรเลยเขาเรียกไปอย่างไรก็ไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ในมาตรา ๗ ยกเลิกมาตรา ๑๐ ใส่ข้อความใหม่บอกว่า จ่ายค่าเลี้ยงชีพพอสมควรแก่พยาน สามี ภรรยา บุพการี ผู้สืบสันดานคือบุตรนี่ล่ะ บุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องสนับสนุน เพราะในกฎหมายเดิมไม่ได้เขียนแบบนี้ แต่ต้องติติง นิดหนึ่งฝากไปถึงกรรมาธิการซึ่งจะดำเนินการต่อไปในลักษณะสำนักงานคุ้มครองพยาน ก็ให้ตั้งอยู่ในกระทรวงยุติธรรม ประเทศไทยไม่ใช่อยู่ที่กรุงเทพฯ ที่เดียว ผมเกรงว่าต่อไปนี้ หน่วยงานคือสำนักงานคุ้มครองพยานมีอยู่ที่กรุงเทพฯ ที่เดียว แล้ววิธีการที่จะไปดูแลพี่น้อง ซึ่งเป็นพยานในต่างจังหวัดไกล ๆ แบบบ้านผมจังหวัดสกลนครนี้แล้วจะทำอย่างไร ท่านบอกว่า ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวให้ฝากเจ้าหน้าที่ตำรวจไป เพราะฉะนั้นบางทีมันก็ไม่ใช่ ท่านประธาน พยานเขามาบางทีไม่ได้อะไรเลย แต่มาเพื่อให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้น ในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะต้นน้ำจากพนักงานสอบสวนคือตำรวจ ผมยังสงสัยว่า พยานที่จะให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนในกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เขียนไว้ว่าให้มีค่าตอบแทน ด้วยหรือไม่ จากบ้านนอกเดินเข้ามาบางทีเกิดเหตุอยู่สถานีตำรวจในเมืองต้องมีค่าพาหนะมา ผมยังไม่เห็นเขียนไว้นะว่า เห็นบอกให้ศาลเท่านั้น ขึ้นศาลจึงได้ แต่การมาให้ปากคำ ซึ่งเป็นกระบวนการต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรมคือตำรวจ แล้วพยานไม่มีค่าตอบแทนเลย หรือท่านประธาน ฝากถึงคณะกรรมาธิการกลับไปดูสิว่าในลักษณะของชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นอัยการได้ไหม อันนี้ผมก็ติดใจอยู่นะ ผมพยามอ่านดูในลักษณะของกฎหมายฉบับนี้ ความจริงกฎหมายฉบับนี้ส่วนใหญ่ก็ล้อกฎหมายปี ๒๕๔๖ มาส่วนใหญ่ จะมีเพิ่มเติมบ้าง บางมาตรา โดยเฉพาะในมาตรา ๙ แก้ไขมาตรา ๑๓ แล้วก็มาตรา ๗ แก้ไขในวรรคท้าย ๆ ก็เขียนไว้ค่อนข้างละเอียด เพียงแต่ว่าผมต้องคำนึงถึงพี่น้องประชาชนบ้านผมซึ่งเป็นพยาน เป็นบุคคลสำคัญของคดี พยานบุคคลนี้สำคัญมากครับโดยเฉพาะคดีอาญา เพราะฉะนั้น ถ้าพยานบุคคลไม่ได้รับการคุ้มครองแล้วจะให้เขายืนอยู่มุมไหน นี่ผมพูดถึงว่าในส่วน ชั้นพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการด้วย ไม่ใช่ชั้นศาลอย่างเดียวที่ผมไปขึ้นในชั้นศาล แล้วก็รับค่าตอบแทน ๑๐๐ บาท ๒๐๐ บาทที่หลายปีผ่านมา อันนั้นอยู่ชั้นศาล ผมจึงเห็นว่า วันนี้ถ้าจะทำกฎหมาย จะแก้กฎหมายอยากจะให้ไปถึงต้นน้ำด้วยท่านประธาน ต้นน้ำ หมายถึงพนักงานสอบสวนและอัยการ บุคคลที่มาให้การเป็นพยานทั้งนั้นควรมีสิทธิที่จะ ได้รับค่าตอบแทน ขอบคุณครับท่านประธาน