สมชาย ชี้แนวคิดเศรษฐกิจไม่ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ ต้องเปลี่ยนทิศทางพัฒนา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๔

สมชาย ฝั่งชลจิตร วิพากษ์วิจารณ์แนวทางเศรษฐกิจและแผนพัฒนาประเทศที่ขับเคลื่อนโดยสภาพัฒน์ซึ่งเน้นเสรีนิยมและลดบทบาทของรัฐ จนส่งผลให้เกษตรกรและคนกลุ่มล่างได้รับผลกระทบ พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปแนวคิดของผู้กำหนดนโยบายเพื่อตอบสนองประชาชนส่วนใหญ่และสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

นายสมชาย ฝั่งชลจิตร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าในสภาแห่งนี้มีทั้งนักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐกิจ หรือผู้ที่มีความรู้ในเรื่องของเศรษฐกิจหรือการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติหรือสภาพัฒน์ แต่ผมก็อาจจะขอพูดในเชิงเศรษฐกิจที่มาจากฐานราก หรือคนชายขอบ อาจจะบอกว่ามาจากท้องไร่ท้องนา หรืออาจจะมาจากกองขยะก็ได้ สภาพัฒน์ซึ่งเป็นผู้ชี้นำทางการพัฒนาประเทศมาตั้งแต่ก่อตั้งและมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ๑) ก็คงจำได้ว่าท่านพูดว่าโครงสร้างเศรษฐกิจจะต้องเป็นการผลิตเพื่อ ทดแทนการนำเข้า และมันก็สร้างระบบเศรษฐกิจในเชิงของทฤษฎีแบบเสรีนิยม มาตลอดเวลา ผมจำได้ว่าในโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มันกำลังเป็นบทชี้นำภายใต้สภาพัฒน์ ของสังคมไทยอยู่ มันมีบทเรียนที่สำคัญก็คือเมื่อปี ๒๕๒๓ ที่เราเรียกว่าวอชิงตัน คอนเซนซัส (Washington Consensus) ก็คือแนวคิดเสรีนิยมใหม่ ที่พยายามที่จะให้บทบาทและ สร้างแนวคิดการตลาดเสรีขึ้นมาในประเทศ พยายามลดบทบาทของอำนาจรัฐลง แต่สังคมไทยมันเดินไปข้างหน้าไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถสร้างผู้นำที่มีปัญญา แบบวิทยาศาสตร์ได้ มาได้สักพักก็ถูกฆ่าตัดตอนด้วยการรัฐประหาร และเอาผู้นำ ที่ไร้วิสัยทัศน์ แต่มีกองกำลังติดอาวุธหนุนมาเป็นผู้นำประเทศอยู่ตลอดเวลา มันคั่น กระบวนการพัฒนาระบบประชาธิปไตยในประเทศ การวางแผนทางเศรษฐกิจที่จะบรรลุ เป้าหมายเพื่อประชาชนมันจึงเดินไปข้างหน้าไม่ได้ โครงสร้างอำนาจรัฐรวมศูนย์ที่หลายคน พูดมันก็ยังดำรงอยู่ แนวคิดสภาพัฒน์วันนี้ไม่ได้ตอบสนองคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่มันตอบสนองความมั่งคั่ง หรือความสำเร็จของคนกลุ่มน้อย ผมจำได้เมื่อปี ๒๕๓๕ หลังจากการรัฐประหารของ คณะ รสช. นายกรัฐมนตรีพูดว่าจะต้องลดกำลังการผลิตในภาคเกษตรกรรม ถามว่าลดทำไม ก็ลดเพื่อให้เกษตรกรรมหรือคนที่เป็นแรงงานในภาคเกษตรกรรมเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม ซึ่งมีการพัฒนาโครงสร้างตอบสนองอยู่ที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล นั่นคือการวางแผน ต้อนคนชนบทเข้ามาเป็นแรงงาน และแนวคิดตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ ที่เข้ามาก็คือวาทกรรมเรื่อง ความสามารถทางการแข่งขัน แน่นอนครับ ประเทศนี้ไม่ได้วางแผนว่าจะเอาประเทศไปสู่ ความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า ไม่ได้วางแผนว่าจะสร้างกองทัพที่ทันสมัย กองทัพก็ยังเป็น กองทัพที่ล้าหลังอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้วางแผนว่าวิทยาศาสตร์ทันสมัย เกษตรทันสมัย ก็ไม่ได้พูดถึง หรืออาจจะพูดว่าปี ๒๕๒๓ ประเทศมหาอำนาจที่อยู่ตอนเหนือของเรา ก็พูดวาทกรรมวิทยาศาสตร์ทันสมัย เทคโนโลยีทันสมัย เกษตรทันสมัย กองทัพทันสมัย และวัฒนธรรมที่ทันสมัย เขาจึงพาประเทศรอดมาจนปัจจุบันนี้ แต่เราสิครับเปลี่ยนผ่าน ที่ไม่เป็นกระบวนการประชาธิปไตยมาตลอด จนกระทั่งว่าแนวคิดในการวางโครงสร้าง เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจมันจึงอยู่ที่การชี้นำของสภาพัฒน์มาโดยตลอด แล้วภายใต้แนวคิด เพื่อที่จะเพิ่มตัวเลขในจีดีพี (GDP) ของประเทศ ผ่านกระบวนการการลงทุนของต่างประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่มันเป็นวาทกรรมที่ซ้ำเติมชาวบ้านหรือชาวไร่ ชาวนาอยู่ตลอดเวลา ก็คือทำให้ ภาคเกษตรกรรมล้มเหลว พี่น้องจึงต้องย้ายมาเป็นแรงงานราคาถูกในเมืองใหญ่หรือในเขต ที่เขาประกาศว่าเป็นเขตอุตสาหกรรม แล้วมันตอบสนองประโยคที่ว่าความสามารถทาง การแข่งขันอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือต้นทุนภาคเกษตรของพี่น้องต้องต่ำ เพื่อให้มีสินค้าราคาถูก ไปขายแข่งกับต่างประเทศ ลงบนหัวพี่น้องชาวไร่ ชาวนา และกรรมกรของเราทั้งนั้น นี่คือบทบาทที่สภาพัฒน์จะต้องเปลี่ยนวิธีคิด วันนี้ถ้าจะปฏิรูปประเทศจะต้องเปลี่ยน เพื่อปลดปล่อยความคิดของคนที่ทำงานในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติหรือสภาพัฒน์ เสียก่อน ท่านเป็นเทคโนแครต (Technocrats) ที่รับแนวคิดจากตะวันตกมาโดยตลอด แต่ท่านไม่เคยปกป้องโครงสร้างของคนข้างล่างที่บอบช้ำ ที่อ่อนแอมาตลอดเวลา ท่านไปดู ว่าสิ่งที่ได้ทำมาในโครงการหรือดูนโยบายที่ผ่านงบประมาณของรัฐบาล ปีนี้โครงการที่เป็น ลักษณะงบประมาณบูรณาการน้ำ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ไปดูเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ๒๐,๐๐๐ กว่าแห่ง ทำไมสภานี้ยังต้องพูดเรื่องขาดน้ำในฤดูแล้งและ น้ำท่วมในฤดูฝนตกตลอดเวลา มันเกิดความผิดพลาดอะไรในโครงการจัดการน้ำ โดยเฉพาะ กรมชลประทานและกรมทรัพยากรน้ำในปัจจุบัน มันจึงเห็นประตูระบายน้ำพัง เห็นอ่างเก็บน้ำพัง เห็นตรงโน่นตรงนี้ใช้งานไม่ได้ โครงสร้างสูบน้ำด้วยเครื่องไฟฟ้าใช้ไม่ได้ เมื่อเช้าก็หารือกันอยู่ นี่คือความล้มเหลวในการจัดการ แล้วมันก็ไปทำร้ายโครงสร้าง ที่เป็นธรรมชาติ อ่างเก็บน้ำก็สร้างในพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ตลอดเวลา แล้วนโยบาย ยุทธศาสตร์ที่ ๕ ที่ว่าจะให้อยู่กับธรรมชาติ พัฒนาภายใต้การอยู่ร่วมกับธรรมชาติที่ยั่งยืน มันหายไปไหน การสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่สมบูรณ์มันทำลายป่า โดยเฉพาะพื้นที่ที่มันเป็น แหล่งผลิตน้ำของข้างล่าง ทำลายโครงสร้างธรรมชาติของระบบน้ำ สภาพัฒน์ยังปล่อยอยู่ได้ และไม่ตรวจสอบว่าเป้าหมายมันสำเร็จได้อย่างไร เพราะว่า ๒๑,๘๙๑ โครงการ มันมีแต่ สีแดง สีเหลือง สีส้ม สำเร็จน้อยมาก เพราะฉะนั้นการผ่านนโยบายในการพัฒนาประเทศโดยสภาพัฒน์เป็นผู้กำกับ แน่นอนครับ โครงสร้างรัฐบาลที่ผู้นำขาดวิสัยทัศน์ท่านชี้นำมาตลอด ท่านคือผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะ สภาพัฒน์ ประเทศนี้มันถอยหลังเข้าคลอง เพราะการวางแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ผิดพลาด ขอบคุณครับ