ณัฐวุฒิ ชี้ยุทธศาสตร์ชาติไม่สอดคล้องเศรษฐกิจจริง-เรียกร้องปฏิรูปความเหลื่อมล้ำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๔

ณัฐวุฒิ บัวประทุม ขอร่วมอภิปรายรายงานผลการดำเนินยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องของยุทธศาสตร์กับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากภาคเกษตรสู่บริการ พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนทิศทางการพัฒนาให้สอดรับกับความเป็นจริงและผลกระทบจากโควิดที่ส่งผลต่อแรงงานภาคบริการ รวมถึงเน้นย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมในด้านรายได้ ที่ดิน การศึกษา และเสรีภาพส่วนบุคคล พร้อมท้าทายให้รัฐทบทวนนโยบายที่ขาดความชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นผู้สูงอายุ ความหลากหลายทางเพศ และความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมที่เอื้อประโยชน์ชนชั้นนำ รวมถึงการปฏิรูปแนวคิดของผู้มีอำนาจเพื่อสร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรมในสังคมอย่างแท้จริง

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทองครับ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานสรุปผล การดำเนินการยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศประจำปี ๒๕๖๓ อยู่ทั้งหมด ๔ ประการใหญ่ ๆ ด้วยกันครับ

ประการที่ ๑ ท่านประธานครับ ผมพยายามที่จะพิจารณาแล้วก็ดูเนื้อหาสาระ ในเอกสารของท่าน ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายคนได้ชื่นชมว่าเอกสารปีนี้รูปเล่มท่านสวยงาม ชัดเจน ภาพประกอบที่ท่านใช้นั้นน่าจะมีมูลค่าสูงทีเดียวสำหรับบริษัทที่รับจ้างท่านในการ ดำเนินการทำรายงานฉบับดังกล่าว แต่ความสวยงามดังกล่าวผมไม่ได้หมายถึงว่าเราจะรับ หรือไม่ยอมรับยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศของท่านได้ ผมคิดว่ามีหมุดหมายอยู่ ๒ ประการที่จำเป็นต้องพูด แล้วก็ยืนยันจากตัวเลขของท่านเอง อย่างแรกเลยนะครับ ท่านพูดถึงเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ พูดถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มีตัวเลข ที่เพิ่มขึ้น เช่น มีการเปรียบเทียบว่าภาคเกษตรในปี ๒๕๖๑ นั้นมีมูลค่าเศรษฐกิจรวมอยู่ ที่เท่าไร คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในนี้ท่านเขียนว่าเป็น ๘.๑๓ เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่า ทางเศรษฐกิจทั้งหมด ในขณะที่ในปี ๒๕๖๒ นั้นมูลค่าของภาคเกษตรลดลงอยู่ที่ ๗.๙๘ เปอร์เซ็นต์ ที่ผมต้องปักหมุดทางภาคเกษตรกรขึ้นมาก่อนเพราะอะไร เพราะผมคิดว่า รายงานฉบับนี้มีการให้ตัวเลขข้อมูลถือว่าชัดเจน สอดคล้องกับสิ่งที่นักวิชาการรุ่นใหม่เกือบ ทั้งประเทศให้ความเห็นตรงกันว่าเราไม่อาจเรียกว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม อีกแล้ว เราไม่อาจเรียกว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่เรียกว่า นิก (NICs) หรือเสือตัวที่ ๕ ของเอเชียอีกแล้ว เพราะมูลค่าส่วนใหญ่ของการพัฒนาประเทศนั้น อยู่ที่การพัฒนาเศรษฐกิจด้านภาคบริการ และภาคอื่น ๆ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง ๖๑.๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๖๒ หรือมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจาก ๙,๑๕๑ ล้านบาท เป็น ๑๐,๓๑๑ ล้านบาทเศษ นี่เป็นหมุดหมายประการสำคัญที่ท่านต้องวางและกำหนดยุทธศาสตร์ของ ชาติว่าท่านจะพัฒนาโคก หนอง นา ใด ๆ ต่าง ๆ นั้น ตกลงมันตอบโจทย์ต่อปัญหาของ ประเทศจริงหรือไม่ แต่ปัญหาของประเทศที่พัฒนามาสู่การพัฒนาด้านงานบริการนั้น วันนี้ที่สภาแห่งนี้ก็มีพี่น้องที่เป็นนักดนตรี คนทำงานกลางคืน มาพบผู้แทนของเขาที่สภา เพื่อเรียกร้องสิทธิของเขาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด (COVID) นั่นเป็นความจริงของประเทศ ไทยที่ต้องยอมรับว่าเรามิใช่ประเทศในน้ำมีปลา ในนามีข้าวอีกแล้ว แต่เราต้องพึ่งพิงกลไก หรือตัวจักรขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจบนพื้นฐานภาคงานบริการ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ในข้อมูลเกี่ยวกับความเท่าเทียมและ ความเสมอภาคของสังคม ซึ่งในนี้ท่านแบ่งความเสมอภาคทางสังคมออกเป็น ๓ มิติ ก็คือ ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ก็คือความเป็นดีอยู่ดีที่เรียกว่าเวลล์ บีอิง (Well-Being) ก็คือเรื่องของโอกาส โอกาสตรงนี้ที่เป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดในประเทศไทย ตราบใดที่เรายังมี ความเหลื่อมล้ำด้านการกระจายรายได้ ตราบใดที่เรายังมีความเหลื่อมล้ำด้านการกระจาย การถือครองที่ดิน ตราบใดที่เรายังมีความเหลื่อมล้ำระหว่างความเป็นเมืองกับความเป็น ชนบทซึ่งไม่มีทางที่จะพัฒนาเท่าเทียมกันได้ วันนี้คนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มากกว่าคน กรุงเทพฯ ที่จะออกไปใช้ชีวิตในต่างจังหวัด ไปพัฒนาตัวเอง ไปให้ครอบครัวได้อยู่ใน ต่างจังหวัด ข้อมูลที่ท่านใช้ที่เรียกว่าโซเชียล โปรเกรสส์ อินเดกซ์ (Social Progress Index) หรือเอสพีไอ SPI บอกว่าประเทศไทยอยู่อันดับที่ ๗๙ จาก ๑๖๓ ประเทศ ท่านเขียนไว้ ตรงใดในนี้หรือไม่ครับว่าจะมีการพัฒนาไปที่มีความก้าวหน้าแบบนี้เป็นประการใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตกต่ำของการไม่มีโอกาสที่เท่าเทียมกันนั้น ส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับ สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับการแสดงออก ส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาการมีส่วนร่วม และรวมถึงการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ซึ่งวันนี้รายงานของกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษาบอกว่ากำลังจะมีเด็กนักเรียน อย่างน้อย ๖๕,๐๐๐ คน ที่ต้องออกจากระบบการศึกษา ในปลายปีการศึกษา ๒๕๖๔ ที่กำลังจะถึงนี้ครับ

ประการที่ ๓ ครับ ยุทธศาสตร์ชาติที่ผมพยายามจะเน้นก็คือเรื่องของพลัง ทางสังคม เรื่องของความเสมอภาคและกระบวนการยุติธรรม ท่านเขียนประเด็นเรื่องของ ผู้สูงอายุค่อนข้างเยอะ แต่ท่านเขียนตัวเลข ท่านมีข้อมูล ท่านมีสถิติ ท่านมียุทธศาสตร์ชาติ ระดับชาติ แต่ท่านเห็นไหมครับว่าข่าวคุณยาย ๔ คนที่จังหวัดสุโขทัย ที่โดนหลาน เอาที่ดินไปจำนอง จำนำ ไม่ได้บอกว่าต้องเขียนในรายงานฉบับนี้ครับ แต่ตรงนั้นท่านจะ ปฏิรูปอย่างไร ข่าวของคุณยายหลายคนที่รับบำเหน็จบำนาญซ้ำซ้อนและถูกรัฐเรียกเงินคืน ฟ้องร้องดำเนินคดี อยู่ตรงใดในยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ กรณีของความไม่ยุติธรรม ดังกล่าว หมายรวมถึงการดำเนินการในด้านหลักประกันทางสังคมที่ท่านแบ่งกลุ่มเป้าหมาย ต่าง ๆ ท่านใช้คำว่า ต้องเข้าถึงด้วยกันทุกเพศสภาพ แต่ด้วยความเคารพนะครับ ผมพยายามจะย้ำและถามนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันแรกที่ท่านแถลงนโยบายว่า ตกลงประเทศ นี้มีคำว่า ความหลากหลายทางเพศหรือไม่ ตกลงกรรมการยุทธศาสตร์ชาติรู้จักไหมครับว่า บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศคือใคร ไม่ใช่เกย์ (Gay) ไม่ใช่เลสเบี้ยน (Lesbian) แบบยุคสมัยนี้อีกแล้วนะครับ ไม่ใช่แค่แอลจีบีที (LGBT) แต่เขากำลังจะพูดถึง แอลจีบีที คิวไอเอเอ็น บวก (LGBTQIAN+) ซึ่งไม่เคยมีตัวตนในยุทธศาสตร์ชาติและ แผนปฏิรูปประเทศ นั่นเป็นประการที่ ๓

ประการที่ ๔ ในแผนปฏิรูปด้านสังคมและด้านกฎหมาย ผมพยายามจะแตะ แต่เพียงบางประการนะครับ เช่นกรณีของสวัสดิการถ้วนหน้า ซึ่งไม่เคยถูกเขียน หรือวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นระบบหรือเป็นทางการ กระบวนการด้านการปฏิรูปกฎหมาย หรือกระบวนการยุติธรรม ท่านประธานทราบไหมครับว่าประเทศนี้มีความเหลื่อมล้ำ แม้กระทั่งการคัดเลือก หรือการสอบเป็นผู้พิพากษา หรืออัยการ ท่านประธานทราบไหมครับ ว่าการคัดเลือกเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการนั้นแบ่งออกเป็นสนามใหญ่ สนามเล็ก สนามจิ๋ว และสนามจิ๋วที่วางไว้ให้กับลูกท่านหลานเธอ สถิติปี ๒๕๖๑ บอกคนสามารถเข้าสู่สนามจิ๋วได้ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ลูกตาสีตาสาที่จบคณะนิติศาสตร์บัณฑิต เนติบัณฑิตไทย สามารถ เข้าสู่กระบวนการนี้ได้แค่ ๑.๗๖ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๖๒ คนที่เป็นลูกท่านหลานเธอที่ไปจบ ปริญญาจากต่างประเทศ เข้าสอบเป็นผู้พิพากษา อัยการ ได้ ๑๗.๓๑ เปอร์เซ็นต์ แต่คนที่จบ เนติบัณฑิตไทย เข้าได้แค่ ๒.๖๙ เปอร์เซ็นต์ ท่านเห็นไหมครับ ความเหลื่อมล้ำหรือการเข้า ไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม มันไม่ได้เริ่มที่กฎหมายหรือที่ศาลนะครับ แต่มันเริ่มตั้งแต่ คนจะสอบเป็นผู้พิพากษา อัยการด้วยซ้ำ ซึ่งผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ และรวมถึงกฎหมาย ดั้งเดิม พ.ร.บ. ควบคุมการเรี่ยไร ปี พ.ศ. ๒๔๘๗ พ.ร.บ. ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่อง เสียงปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ที่ท่านเอามาใช้ดำเนินคดีกับเด็ก ๆ และเยาวชนที่ชุมนุม ท่านไม่ได้เสนอ ที่จะปฏิรูปหรือแก้ไขหรือครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะจบแบบนี้ครับว่า ผมไม่จำเป็นต้องฟังหรือรับฟังคำชี้แจงในเชิงรายละเอียด เพราะผมไม่ได้เห็นด้วยกับ ยุทธศาสตร์และแผนปฏิรูปเช่นนี้ แต่ผมคิดว่าหากท่านจะกรุณาอยู่บ้าง ช่วยปฏิรูปในใจ ของกรรมการปฏิรูปให้เห็นคนเท่าเทียมกันเสียก่อน ถ้าท่านปฏิรูปใจแบบนั้นได้ ไม่จำเป็นต้องมีเลยครับ แต่การปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติก็จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ขอบคุณครับท่านประธาน