สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ อภิปรายรายงานผลการดำเนินการยุทธศาสตร์ชาติประจำปี 2563 โดยเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์และดิจิทัล โดยระบุว่า 10 เรื่องไม่ผ่านเกณฑ์เป้าหมาย และ 4 เรื่องที่ผ่านเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้ยังพูดถึงการลดอุบัติเหตุในประเทศและเสนอให้ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อให้หน่วยงานดำเนินการตามนโยบายของตนเอง
สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร จากเขตบางนาและเขตพระโขนง พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขออภิปรายในส่วนของรายงานผลสรุปการดำเนินการยุทธศาสตร์ชาติประจำ ปี ๒๕๖๓ ที่ในเล่มนี้ได้แบ่งออกเป็น ๒๓ ประเด็น ผมจะเจาะในส่วนของประเด็นที่ ๗ เพียง ๑ ประเด็นเท่านั้นคือประเด็นในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์ (Logistic) และดิจิทัล (Digital) ในประเด็นนี้อยู่ในหน้า ๒๙๖-๓๓๓ ในเรื่องที่ ๗ นี้แบ่งเป้าหมาย ออกเป็น ๑๐ เรื่อง ทั้ง ๑๐ เรื่องนี้ผมจะขอสรุปและแสดงความคิดเห็นให้กับท่านประธาน และผู้ชมประชาชนนะครับ ๑๐ เรื่องนี้มี ๖ เรื่องที่ไม่ผ่านเกณฑ์เป้าหมาย มีเพียง ๔ เรื่องที่ ผ่านเป้าหมายที่วางไว้ สรุปง่าย ๆ ก็คือสอบตกครับ ใน ๖ เรื่องที่ไม่ผ่านถ้าเข้าไปดูมีถึง ๔ เรื่องที่ต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมายในขั้นวิกฤติ ผมจะขอพูดคร่าว ๆ ถึง ๔ เรื่องที่พูดถึงนะครับ
เรื่องแรก ก็คือต้นทุนโลจิสติกส์ (Logistic) ในประเทศไทยต่อผลิตภัณฑ์มวล รวมควรจะต้องลดลง ซึ่งเป้าหมายในปี ๒๕๖๕ ตั้งไว้ที่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ สถานการณ์ ในปี ๒๕๖๓ อยู่ที่ ๑๓.๔ เปอร์เซ็นต์ ลดลงจากปีที่ผ่านมาคือ ๑๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ใน ๑ ปี การดำเนินการลดลงเพียงแค่ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์
เรื่องที่ ๒ ที่ต่ำกว่าเป้าหมายในขั้นวิกฤติเช่นกัน ก็คือการขนส่งทางราง ต้องเพิ่มขึ้น เป้าหมายปี ๒๕๖๕ อยู่ที่ ๔ เปอร์เซ็นต์ ส่วนสถานะของปี ๒๕๖๓ สัดส่วน การขนส่งทางรางต่อปริมาณการขนส่งทั้งหมดภายในประเทศอยู่ที่ ๑.๖๖ เปอร์เซ็นต์ ลดลงจากปีก่อนหน้าอยู่ที่ ๑.๖๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งใน ๑ ปีก็ลดลงไปเพียงแค่ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเช่นกันครับ
เรื่องที่ ๓ คือเพิ่มสัดส่วนการเดินรถขนส่งสาธารณะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงหัวเมืองใหญ่ ตรงนี้ก็ต่ำกว่าเป้าหมายในขั้นวิกฤติเช่นกันครับ
เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องที่สำคัญเพราะเกี่ยวเนื่องกับชีวิตของประชาชนนะครับ คือเรื่องผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่จะต้องลดลง โดยมีเป้าหมายในปี ๒๕๖๕ อยู่ที่ ๑๒ คน ต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน สถานการณ์ในปี ๒๕๖๓ อยู่ที่ ๒๙.๖๘ ลดลงจากปีก่อนหน้า ๓๐.๕๓ คน ทั้ง ๔ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ ล้วนเป็นเรื่องที่อยู่ในขั้นวิกฤติใน การตรวจสอบผลนะครับ เป้าหมายตัวเลขอาจจะดูไม่มาก ไม่ท้าทาย แต่ก็ยังทำไม่ได้ ตามเป้าหมาย ผมจึงแสดงความคิดเห็นว่าควรจะยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ยกเลิก ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ ที่มีจำนวนร้อยกว่าท่านที่ได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง แต่ว่า ผลงานออกมาต่ำอย่างที่เห็น ปล่อยให้ผู้รับผิดชอบแต่ละหน่วยงาน ซึ่งมีผู้ที่ดูแลอยู่แล้ว ก็ได้ดำเนินตามแผนตามนโยบายของเขาไป แล้วก็มีโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนสถานการณ์ ตามสถานการณ์ของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างเช่นทุกวันนี้ ผมพูดถึงเรื่อง ที่ต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมายไปแล้ว ซึ่งมีทั้งสิ้น ๖ เรื่องจาก ๑๐ เรื่อง มีส่วนที่เกินเกณฑ์ เป้าหมาย ๔ เรื่อง ผมจะขอพูดใน ๑ เรื่อง ที่ผมให้ความสำคัญและเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ในประเทศไทย นั่นก็คือในเรื่องของประชาชนมีความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (Internet) เพิ่มมากขึ้น เป้าหมาย ในปี ๒๕๖๕ ก็คือครัวเรือนจะต้องมีการเข้าถึง อินเทอร์เน็ต ๗๐ เปอร์เซ็นต์ หรือร้อยละ ๗๐ สถานการณ์ในปี ๒๕๖๓ ก็อยู่ที่ ๗๔.๖ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า คือ ๖๗.๗ เปอร์เซ็นต์ จะเห็นได้ว่าเป้าหมายได้ มากกว่าเป้าหมายของปี ๒๕๖๕ ไปแล้วนะครับ เพียงแค่อยู่ในปี ๒๕๖๓ เพราะว่าเป้าหมาย เป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างจะต่ำไปและดูไม่ท้าทายที่ผมพูดถึงหมายความว่า เรา หมายถึง ประเทศไทยได้เสียเงินในการดำเนินการในเรื่องนี้ไปถึงหลักหลายหมื่นล้านบาท ผ่าน ๒ โครงการใหญ่ ๆ ก็คือ โครงการยูโซเน็ต (USO NET) ของสำนักงาน กสทช. และโครงการอินเทอร์เน็ตประชารัฐ ของกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้ง ๒ โครงการนี้ก็มีประเด็นข้อสงสัยในส่วนของการติดตั้ง การส่งมอบ หรือการใช้งานจริงว่า คุ้มค่ากับงบประมาณที่เราได้เสียไปหรือเปล่า ยังมีในเรื่องของที่มีประเด็นกันอยู่ คืออาจจะมี เรื่องของการทุจริตทั้งการเซ็นสัญญา หรือการติดตั้ง การส่งมอบที่ยังมีเรื่องค้างคากันอยู่ ในเป้าหมายของปี ๒๕๖๕ นี้ผมมองว่าควรจะอยู่ที่ไม่ต่ำจากร้อยละ ๘๐ จากเดิมที่ตั้งไว้ ร้อยละ ๗๐ และใน ๕ ปีหลังจากนี้ก็ควรจะครอบคลุมไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๙๕ ด้วยซ้ำ ไม่ต้องรอถึงยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ทั้งหมดนี้ผมจึงขอแสดงความคิดเห็นว่ายุทธศาสตร์ชาติ ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะมีมาตั้งแต่แรกแล้ว และถึงตอนนี้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะมีต่อไปครับ ควรหยุดไว้แค่นี้ ขอบคุณครับ