สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ตั้งข้อสังเกตการตั้งงบประมาณของสำนักงาน กสทช. ที่สูงเกินจำเป็น จนก่อให้เกิดปัญหาเงินเหลือค้างจ่ายและขาดประสิทธิภาพในการใช้จ่าย พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตความคลาดเคลื่อนของรายได้แผ่นดินที่ต่างกันถึงเกือบ 3,000 ล้านบาทระหว่างรายงานของ กสทช. กับผลตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เรียกร้องคำชี้แจงและติดตามความคุ้มค่าของโครงการยูโซเน็ต รวมถึงวิพากษ์กรณี กสทช. ถูกฟ้องละเว้นหน้าที่ที่อาจต้องชดใช้ค่าปรับสูงลิ่ง และท้วงติงการจัดวางเอกสารประกอบการประชุมที่ไม่เพียงพอและล่าช้า ซึ่งกระทบต่อสิทธิในการตรวจสอบและแสดงความเห็นของสมาชิกสภา
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากกรุงเทพมหานคร เขตบางนา และเขตพระโขนง พรรคก้าวไกลครับ และสวัสดีท่านสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินนะครับ วันนี้ผมจะขออภิปรายงบการเงินของสำนักงานคณะกรรมการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือที่เราเรียกกันว่าสำนักงาน กสทช. ปี ๒๕๖๐ โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ในปี ๒๕๖๐ นี้ทางสำนักงาน กสทช. ตั้งงบประมาณ รายจ่ายอยู่ที่ ๕,๔๘๕ ล้านบาท ในข้อสังเกตของผู้ตรวจการแผ่นดินมีข้อสังเกตไว้ว่า ใน ๓ ปีหลังนั้นสำนักงาน กสทช. ได้ตั้งงบประมาณมากเกินไป ทำให้การเบิกจ่ายจริงเบิกได้ ไม่เกิน ๕,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ๓ ปีหลังทุก ๆ ปีก็จะมีเงินเหลือค้างที่เบิกจ่ายไม่ได้มากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ข้อสังเกตก็ยังได้อภิปรายไว้ว่าการตั้งเงินที่สูงเกินไปของสำนักงาน กสทช. นั้น ทำให้มีการจ่ายเงินอย่างไม่ระมัดระวัง ไม่รอบคอบ ไม่ประหยัด และไม่รักษาวินัยการคลัง นอกจากนี้การตั้งงบประมาณเป็นจำนวนเงินที่เหมาะสมนั้น ก็จะทำให้สามารถนำเงินไปส่ง แผ่นดินได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพครับ
ในส่วนข้อสังเกตที่ ๒ คือสำนักงาน กสทช. เองอาจจะมีศักยภาพในการ ตั้งงบประมาณและเบิกจ่ายงบประมาณเพียงแค่ประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น เพราะว่า กระบวนการหรือพนักงานอาจจะมีไม่เพียงพอหรือเปล่า ตรงนี้ผมเข้าไปดูในงบรายจ่าย ปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา กสทช. เองก็ตั้งงบอยู่ที่ ๖,๕๐๐ ล้านบาท ผมก็มีคำถามอยู่ว่า ข้อสังเกต ที่ทางผู้ตรวจการแผ่นดินสังเกตให้ไปนั้นมีผลถึงการตั้งงบประมาณหรือไม่ เพราะว่ายังไม่มี การเปลี่ยนแปลงที่ดีเกิดขึ้น ผมขอเปรียบเทียบคร่าว ๆ งบประมาณของสำนักงาน กสทช. ใน ๑ ปีของปีที่ตรวจอยู่นะครับ คือปี ๒๕๖๐ ๕,๔๐๐ ล้านบาทนั้น ถ้าเทียบกับสำนักงาน เขตบางนาเพียงแค่เขตเดียวของจังหวัดกรุงเทพมหานครที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรอยู่นั้น ก็คือ เปรียบเทียบได้ว่าสามารถใช้งบประมาณที่เขามีอยู่ ปี ๒๕๖๔ ๓๐๐ กว่าล้านบาท สามารถใช้ งบประมาณได้ถึง ๑๘ ปีเลยทีเดียว ถ้าเทียบเป็นระดับจังหวัด เทียบง่าย ๆ คือจังหวัด อ่างทองประมาณ ๓๐๐ ล้านบาทก็ใช้ได้ประมาณ ๑๘ ปีเช่นกันครับ
มาที่ข้อสังเกตถัดมาครับ ในหนังสือเอกสารเล่มสีฟ้ามีระบุไว้ว่างบการเงิน ประจำปีของ กสทช. สำนักงาน กสทช. ที่นำส่ง ในส่วนของเงินเหลือนำส่งรายได้แผ่นดิน ระบุไว้ที่ ๓,๓๗๘.๙๕ ล้านบาท ส่วนงบการเงินที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ตรวจสอบนั้น จะต้องนำส่งรายได้แผ่นดิน ๖,๓๔๘.๗๕ ล้านบาท ทำให้ตรงนี้มีผลต่างถึง เกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาท คือ ๒,๙๖๙.๘๐ ล้านบาท ตรงนี้มีข้อมูลอยู่ แต่ว่าไม่ได้มีสเตป (Step) ถัดไปว่าหลังจากที่ตรวจพบผลต่างถึงเกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว เกิดอะไรขึ้น หรือดำเนินการอะไรต่อ ขอคำชี้แจงนะครับ สำหรับหน่วยงานสำนัก กสทช. ที่ผมอภิปราย ก็เพราะว่าเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญระดับประเทศในการขับเคลื่อนเทคโนโลยี หรือโทรคมนาคมของประเทศ เป็นหน่วยงานที่ส่งเงินเข้ากองทุนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ สังคมด้วย โครงการหนึ่งที่พูดถึงในรายงานงบการเงินนี้ คือโครงการยูโซเน็ต (USO Net) หรือโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ต (Internet) ความเร็วสูง ในพื้นที่ชายขอบ ในปี ๒๕๖๐ ใช้เงินงบประมาณไปทั้งสิ้น ๑๒,๙๘๙ ล้านบาท จำนวน ๑๐ สัญญา ครอบคลุมหมู่บ้านทั้งสิ้น ๓,๙๒๐ หมู่บ้าน อันนี้เป็นโครงการเฉพาะปีเดียว แต่ว่าโครงการยูโซเน็ต (USO Net) เป็นโครงการต่อเนื่องที่ดำเนินการไปถึงปี ๒๕๖๔ ที่ถึงนี้ จะครอบคลุมไปถึงหมู่บ้านทั้งสิ้น ๑๕,๗๓๒ หมู่บ้าน ในข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ก็มีข้อสังเกตไว้อยู่แล้ว และโครงการนี้จริง ๆ เป็นโครงการที่มีความสำคัญทำให้ประชาชน ในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (Internet) เข้าถึงเทคโนโลยีได้ดีขึ้น แล้วความเหลื่อมล้ำ ก็จะลดน้อยลงนะครับ อยากให้ในปีถัด ๆ มาที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ใส่ใจ ลงรายละเอียดก็ติดตามเรื่องนี้นะครับ เพราะมีข่าวมาว่าในการตรวจรับหรือในการใช้งานจริง อาจจะไม่คุ้มค่ากับเงินที่ใส่ลงไปในระยะเวลาโครงการทั้งหมดหลายหมื่นล้านบาทนะครับ
ผมมีข้อสังเกตอีก ๑ เรื่องเท่านั้นครับ คือในเรื่องที่ทางสำนักงาน กสทช. เอง ถูกฟ้องในฐานความผิดเกี่ยวกับการละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า คืองบประกอบการเงิน ข้อ ๔๐ หน้าย่อย ๒.๒๔ ในหนังสือเล่มสีฟ้า ในเรื่องนี้ได้ปรากฏไว้ว่า กสทช. เองอาจจะต้องมีการถูกปรับเงินเป็นจำนวนทั้งสิ้นถึง ๑๙,๖๔๘.๓๗ ล้านบาท ย้ำนะครับ ๑๙,๖๔๘.๓๗ ล้านบาท อยากทราบว่าปัจจุบันนี้ตัวเลขดังกล่าวได้มีการสูญเสียไป จริง ๆ หรือไม่ และสำนักงาน กสทช. ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง ผมขอพูดถึงที่ทาง ท่านประธานได้กล่าวไว้เล็กน้อย ในวาระการประชุมผมได้ทราบประมาณปลายสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนเอกสารที่ผมสนใจและเข้าไปตรวจสอบมันสามารถที่จะดาวน์โหลด (Download) ได้ คือ หนังสือเล่มสีฟ้านี้ แต่เมื่อวานผมเข้ามาดูเพื่อที่จะดูเป็นเล่มจริง ๆ มันไม่มีถูกวางไว้ ก็เลย เข้าไปขอที่สำนักการประชุมก็ได้เล่มนี้มา แต่แตกต่างจากเล่มอื่น ๆ ที่มีวางไว้ แต่ตรงนั้น ผมไม่ได้สนใจ ยังไม่ได้ใส่ใจที่จะอภิปราย ก็เลยได้ทราบว่ามีหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่เป็น เล่มสีชมพูนี้ที่เป็นหนังสือเล่มลับ แต่ว่าจะถูกวางไว้เพียงแค่ภายในเช้าวันนี้เท่านั้น ก็ทำให้ ผมตั้งข้อสังเกต ผมไม่ได้วิพากษ์ถึงหลักเกณฑ์ แต่ตั้งข้อสังเกตว่าก็ทำให้เพื่อนสมาชิกทุกคน ที่สนใจที่จะตรวจสอบดู มีเวลาในการเตรียมตัว มีเวลาในการวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็น น้อยลง ขอบคุณท่านประธานครับ