ดนุชา แจงแผนใช้จ่าย พ.ร.ก. 1 ล้านล้าน ย้ำโปร่งใส-เยียวยาทั่วถึง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๔

ดนุชา พิชยนันท์ ชี้แจงต่อที่ประชุมเกี่ยวกับความคืบหน้าการกลั่นกรองและเบิกจ่ายงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท โดยเน้นการใช้จ่ายในด้านสาธารณสุข การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งเกษตรกร ผู้มีอาชีพอิสระ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และร้านค้าผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น เราชนะ และม.33 เรารักกัน พร้อมรายงานผลการดำเนินการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านโครงการกระตุ้นการบริโภคและสร้างงาน รวมถึงอธิบายสาเหตุการเบิกจ่ายต่ำจากการระบาดและการปรับโครงสร้างโครงการ พร้อมรับข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของคณะกรรมการต่อไป

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่าน กระผม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะขออนุญาตชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการกลั่นกรองโครงการและการใช้จ่ายเงินภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท

ประเด็นแรก คือเรื่องของการพิจารณากลั่นกรองโครงการ การกลั่นกรอง โครงการภายใต้ พ.ร.ก. ดังกล่าวดำเนินการในรูปของคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วย หน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาร่วมกันพิจารณากลั่นกรองโครงการ ซึ่งตั้งแต่ที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อปีที่แล้ว คณะกรรมการกลั่นกรองก็ได้มีการตั้ง อนุกรรมการขึ้นมา ๒ คณะ เพื่อช่วยในการกลั่นกรอง คณะแรก จะเป็นคณะอนุกรรมการที่มี หน้าที่รับผิดชอบในการกลั่นกรองโครงการที่เกี่ยวข้องกับแผนงานที่ ๑ คือสาธารณสุข และแผนงานที่ ๒ คือแผนงานด้านการเยียวยา ซึ่งองค์ประกอบก็จะเป็นผู้แทนหน่วยงาน กลางที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยในการกลั่นกรอง เป็นอนุกรรมการเพื่อช่วยในการกลั่นกรองโครงการ ชุดที่ ๒ ก็จะเป็นอนุกรรมการที่จะช่วย กลั่นกรองในแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งองค์ประกอบก็จะเป็นลักษณะเดียวกัน ก็คือ ประกอบด้วยหน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้ามาช่วยในการกลั่นกรอง เช่นกัน ในการกลั่นกรองโครงการนั้นเป็นการกลั่นกรองจากข้อเสนอโครงการที่หน่วยงาน ต่าง ๆ เสนอเข้ามา เพราะฉะนั้นในการกลั่นกรองก็จะพยายามกลั่นกรองอย่างรัดกุม คณะอนุกรรมการและคณะกรรมการก็ได้มีการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ แล้วก็รัดกุมที่สุด เพราะว่าเราตระหนักดีครับว่าเรื่องการใช้เงินตรงนี้เป็นเงินกู้ ซึ่งก็พยายามที่จะให้เกิด ประโยชน์สูงสุด สำหรับเรื่องของการใช้จ่ายเงิน กระผมขออนุญาตชี้แจงข้อมูลดังนี้ ในส่วน ของแผนงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ในการกลั่นกรองโครงการนั้นก็ได้มีการ กลั่นกรองโครงการตามที่หน่วยงานเสนอเข้ามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน หน่วยงานเสนอโครงการเข้ามาเพื่อพิจารณากลั่นกรองทั้งหมด ๗ ครั้ง โดยในแต่ละครั้ง คณะอนุกรรมการและคณะกรรมการก็ได้มีการกลั่นกรองโครงการแล้วก็นำเสนอ คณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นระยะ ๆ ผมขออนุญาตแยกเป็น ๒ ช่วง เพื่อให้เห็นภาพ ช่วงที่ ๑ ก็คือช่วงตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๓ ในช่วงนั้นมีการเสนอ โครงการจากหน่วยงานเข้ามาทั้งหมด ๔ ครั้ง ในครั้งแรก เสนอโครงการเข้ามา แล้วในช่วง ต้นเดือนกรกฎาคม คณะกรรมการก็เร่งกลั่นกรองแล้วก็นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ซึ่งก็มีการอนุมัติโครงการไปบางส่วน และบางส่วนก็ได้ ขอให้หน่วยงานช่วยทำข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งก็เป็นโครงการทั้งหมด วงเงินประมาณ ๔๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่ได้ขอให้หน่วยงานช่วยทำข้อมูลเพิ่มเติมให้แล้วก็เร่งเสนอกลับมา ในครั้งที่ ๒ ก็มีการพิจารณากลั่นกรองโครงการจากข้อเสนอที่หน่วยงานเสนอเข้ามาในช่วง เดือนสิงหาคม แล้วเราก็ได้มีการกลั่นกรองแล้วก็เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาไป ในวันที่ ๒๒ กันยายน ครั้งที่ ๓ ก็คือที่หน่วยงานเสนอมาในช่วงกลางเดือนกันยายน เราก็นำเสนอ คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติไป ในวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๓ และครั้งสุดท้ายในช่วง ของเดือนธันวาคม ครั้งที่ ๔ ก็จะเป็นโครงการที่หน่วยงานเสนอกลับมา อย่างที่ผมเรียนว่า ในกลุ่มโครงการที่มีวงเงินประมาณ ๔๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่ขอให้ทำข้อมูลเพิ่มเติมให้ หน่วยงานก็เสนอกลับเข้ามาในวันที่ ๑ ธันวาคม แล้วเราก็เร่งกลั่นกรอง แล้วก็นำเสนอ คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ ๒๙ ธันวาคม แล้วก็วันที่ ๑๒ มกราคม ซึ่งถ้าดูในวงเงินที่มี การอนุมัติในช่วงตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคมก็จะมีวงเงินที่อนุมัติไปแล้ว ในแผนงานด้านสาธารณสุข ๑๓,๘๘๑ ล้านบาท แล้วก็มีการเบิกจ่ายไปในส่วนนี้ในช่วงนี้ โครงการที่อนุมัติในช่วงนี้มีการเบิกจ่ายไป ๗,๓๓๘ ล้านบาท หรือว่าประมาณ ๕๒.๘๖ เปอร์เซ็นต์ โดยในวันที่ ๒๙ ธันวาคมที่ผมเรียน ซึ่งเป็นการอนุมัติครั้งที่ ๔ ในปี ๒๕๖๓ ในครั้งนั้นก็มีการอนุมัติห้องความดันลบ ไปประมาณ ๑,๔๕๐ ห้องนะครับ แล้วก็มีเครื่องช่วยหายใจอีก ๑,๐๕๗ เครื่อง ด้วย ในการ เบิกจ่ายของวงเงินที่มีการอนุมัติในช่วงนั้น ๑๓,๘๘๑ ล้านบาท ก็จะเป็นวงเงินค่าตอบแทน บุคลากรพวก อสม. ต่าง ๆ นะครับ ซึ่งก็มีการเบิกจ่ายไปแล้วประมาณ ๙๘ เปอร์เซ็นต์ การจัดหาอุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วก็การวิจัยวัคซีนในวงเงินประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็มี การเบิกจ่ายไป ๓๔ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายที่เป็นเรื่องของการบำบัดรักษา การกักตัว การเตรียมความพร้อมของสถานพยาบาลก็มีการเบิกจ่ายไปเต็มจำนวนแล้วนะครับ สำหรับ ในช่วงที่ ๒ ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงปัจจุบันก็มีการอนุมัติไปทั้งหมด ๓๐,๕๙๖ ล้านบาท โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๒ มกราคม ก็มีการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติไปครั้งหนึ่งใน วงเงินประมาณ ๕,๘๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็มีข้อเสนอจากหน่วยงานเข้ามาในวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ เราก็เร่งกลั่นกรอง แล้วก็นำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ ๙ มีนาคม แล้วก็อีกครั้งหนึ่งในช่วงปลายเดือนมีนาคม วันที่ ๒๓ มีนาคม ก็มีการเสนอเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง จากหน่วยงาน แล้วเราก็มีการกลั่นกรอง และเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ ๓๐ มีนาคม และครั้งสุดท้ายในวันที่ ๒๑ พฤษภาคมที่ผ่านมาก็มีการเสนอเข้ามา แล้ว คณะกรรมการก็เร่งกลั่นกรองแล้วก็เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ ๑ มิถุนายน นะครับ ซึ่งในส่วนของวงเงินในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคมถึงปัจจุบันก็อนุมัติไปทั้งหมด ๓๐,๕๙๖ ล้านบาท มีการเบิกจ่ายไปแล้ว ๔,๒๘๔ ล้านบาท หรือว่าประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ของวงเงินที่อนุมัติ โดยที่ท่านสมาชิกได้แสดงข้อมูลว่าหลาย ๆ โครงการยังไม่ได้มี การเบิกจ่ายก็ต้องเรียนว่าส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่มีการอนุมัติในวันที่ ๙ มีนาคมนะครับ เพราะฉะนั้นก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งยังไม่ได้มีการเบิกจ่าย อันนี้ก็เรียนเพื่อ ท่านสมาชิกนะครับ

ในส่วนต่อไปในเรื่องของแผนงานเยียวยาประชาชน ในส่วนนี้มีการอนุมัติ เพื่อการเยียวยาไป ๒ รอบ รอบแรกคือในช่วงปีที่แล้วจากการระบาดในช่วงที่ ๑ ในรอบนั้นก็ มีการอนุมัติเยียวยาประชาชนแยกออกเป็นกลุ่ม ๆ เป็นกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้มีอาชีพอิสระ กลุ่มเปราะบาง แล้วก็กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งก็ครอบคลุมประชาชนทั้งหมด ประมาณ ๔๑ ล้านคน และในรอบที่ ๒ ก็ได้มีการอนุมัติเยียวยาประชาชนในการระบาด เมื่อเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผ่านโครงการเราชนะ โครงการ ม. ๓๓ เรารักกัน แล้วก็ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้ที่มีความต้องการช่วยเหลือเป็นพิเศษ ซึ่งอันนี้ ก็เป็นการครอบคลุมประชาชนทั้งหมดประมาณ ๔๑ ล้านคนเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีการ ช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ด้วย ซึ่งการเยียวยาทั้ง ๒ รอบ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะรอบสุดท้าย ในรอบที่ ๒ นอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของ ประชาชนแล้ว ในส่วนของการเยียวยารอบที่ ๒ ที่มีการจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน (Application) ก็ช่วยให้ร้านค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าหาบเร่ แผงลอย หรือว่าร้านค้าราย ย่อยก็ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ตามไปด้วย ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับมา มีร้านค้าที่อยู่ใน โครงการทั้งหมดประมาณ ๑,๑๓๗,๐๐๐ ร้านค้า เป็นร้านธงฟ้าและร้านรายย่อยอยู่ประมาณ ๕๑๓,๑๓๐ ร้านค้า แล้วก็เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มอยู่ที่ประมาณ ๖๒๔,๕๐๐ ร้านค้า

สำหรับในส่วนแผนงานที่ ๓ ซึ่งเป็นแผนงานด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม กระผมขอเรียนอย่างนี้ครับว่าตั้งแต่ พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาทมีผลบังคับใช้ ได้มีนโยบาย ในการที่จะพิจารณาอนุมัติโครงการในส่วนของแผนงานนี้ โดยจะพิจารณาเป็นช่วง ๆ ตาม สถานการณ์เพื่อในกรณีที่ ถ้าหากมีเหตุการณ์การระบาดเกิดขึ้นนะครับ ก็จะได้สามารถนำวงเงินส่วนนี้โยกไปใช้จ่ายในส่วนของแผนที่ ๒ และแผนที่ ๓ ได้ ถ้าหากไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นในการพิจารณากลั่นกรองโครงการของคณะกรรมการก็ได้ มีการกลั่นกรองโครงการทั้งหมด ๓ ช่วงเวลา ในช่วงที่ ๑ ก็จะเป็นช่วงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๓ ซึ่งในช่วงนั้นก็จะเน้นไปที่โครงการที่เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพ ในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวกับการจ้างงานโดยตรง ซึ่งในช่วงนั้นก็มีการอนุมัติ โครงการไปทั้งหมด ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท โดยโครงการหลัก ๆ ในช่วงนั้นก็จะเป็นเรื่องของ โครงการปรับโครงสร้างการผลิตของสถาบันเกษตรกรเพื่อที่จะช่วยให้เขาสามารถที่จะ ปรับปรุงระบบการผลิตได้ดีขึ้น การยกระดับแปลงใหญ่ เรื่องของโครงการระดับจังหวัด แล้วก็เรื่องของโครงการที่เป็นการจ้างงานโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงการอาสาสมัคร บริบาลท้องถิ่น โครงการพัฒนาตำบลแบบบูรณาการที่เป็นการจ้างนักศึกษาจบใหม่ตำบลละ ๒ คน ทั้งหมดก็ ๗,๐๐๐ ตำบล โครงการพวกจ้างงานใหม่โคเพเมนต์ (Co-Payment) ของ กระทรวงแรงงาน และนอกจากนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวเนื่องจากเป็นช่วงที่มีการระบาด อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เพราะฉะนั้นก็ได้มีการดำเนินโครงการที่เป็นลักษณะการกระตุ้น การบริโภคไปด้วย โดยผ่านโครงการ อย่างเช่นโครงการเราเที่ยวด้วยกันหรือโครงการ คนละครึ่ง ซึ่งในส่วนของโครงการเราเที่ยวด้วยกันหลังจากที่ได้มีการเริ่มดำเนินโครงการ ก็พบว่าโครงการนี้ก็จะช่วยให้อัตราการเข้าพักโรงแรม ทั้งโรงแรมใหญ่ โรงแรมขนาดเล็ก มีอัตราการเข้าพักโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมที่อยู่ระดับประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ในเดือนเมษายน ๒๕๖๓ ก็ขยับขึ้นมาสูงสุดที่ประมาณ ๓๔ เปอร์เซ็นต์ในช่วง เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แล้วก็ตกลงเนื่องจากเกิดการระบาดในช่วงปลายเดือนธันวาคม สำหรับการเบิกจ่ายในช่วงนั้นสำหรับช่วงที่ ๑ ที่มีวงเงินอนุมัติไปแล้วประมาณ ๘๐,๖๐๐ กว่า ล้านบาท ก็มีการเบิกจ่ายไปแล้วประมาณ ๔๗,๗๘๘ ล้านบาท หรือว่าประมาณ ๕๙.๒๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ต้องขอเรียนอย่างนี้ว่าโครงการที่มีการอนุมัติในช่วงนั้นและมีการ เบิกจ่าย ในโครงการที่เป็นการจ้างงานโดยตรงก็จะเป็นการเบิกจ่ายเงินเดือนค่าจ้างเป็นราย เดือนตามแผนการเบิกจ่าย และตามจำนวนคนที่ได้เข้ามาทำงาน เพราะฉะนั้นก็ทำให้ การเบิกจ่ายก็จะเป็นการเบิกจ่ายไปตามช่วงเวลาเช่นกัน

สำหรับในช่วงที่ ๒ ก็คือช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๓ ในช่วงนั้น ก็จะมีการอนุมัติโครงการไป๓๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งก็เป็นเรื่องของการกระตุ้นการบริโภค แล้วก็เรื่องของการจ้างงานเช่นกัน ในโครงการที่อนุมัติในช่วงนั้นก็จะมีอย่างเช่นโครงการหนึ่ง ตำบลหนึ่งมหาวิทยาลัยของกระทรวงอุดมศึกษา เรื่องของโครงการคนละครึ่งระยะที่ ๒ เรื่องของการสร้างอาชีพด้วยการนวดไทย ซึ่งในส่วนนี้ที่ในช่วงที่ ๒ ที่มีการอนุมัติไป ๓๕,๐๐๐ กว่า ล้านบาท ก็มีการเบิกจ่ายไปอยู่ที่ ๒๓,๓๕๖ ล้านบาท หรือว่าประมาณ ๖๖ เปอร์เซ็นต์ สำหรับในช่วงที่ ๓ ก็คือช่วงเดือนมีนาคม ๒๕๖๔ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาด ก็ได้มีการพิจารณากลั่นกรองโครงการแล้วก็นำเสนอ ครม. เพื่อพิจารณา โดยหลัก ๆ มีการ อนุมัติไปแล้ว ๑๓,๔๐๒ ล้านบาทเศษ ซึ่งในส่วนนี้โดยหลักโครงการส่วนใหญ่ก็จะเป็น โครงการเพื่อเตรียมไว้สำหรับการกระตุ้นการบริโภคเมื่อสถานการณ์การระบาดคลี่คลาย ลงอยู่ในระดับที่สามารถที่จะดำเนินโครงการพวกนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ ๓ โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้หรือว่าโครงการทัวร์เที่ยวไทย ซึ่งอันนี้ก็จะดำเนินการ เมื่อสถานการณ์การระบาดคลี่คลายลง ซึ่งในส่วนนี้เองก็ทำให้ยังไม่มีผลเบิกจ่าย เพราะเพิ่ง มีการอนุมัติโครงการกันไป ดังนั้นก็ทำให้เมื่อเรารวมโครงการที่อนุมัติไปทั้งหมดกับ การเบิกจ่ายมันก็เลยทำให้ในภาพรวมดูว่าจะเบิกจ่ายน้อยที่ ๒๖.๑๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าดูแยก ตามช่วงเวลาก็จะพบว่าก็มีการเบิกจ่ายส่วนใหญ่ก็จะเป็นไปตามแผนงาน แต่แน่นอนครับ ยังมีโครงการที่เบิกจ่ายได้ล่าช้า และบางโครงการที่ในช่วงการกลั่นกรอง เราก็มี การกลั่นกรองแล้วก็ขอคำยืนยันจากหน่วยงานว่ามีความพร้อมที่จะดำเนินการได้ทันที ซึ่งหน่วยงานก็ยืนยันกลับมา แต่เมื่อมันเป็นการปฏิบัติจริงพบว่าโครงการไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้า คณะกรรมการ ก็ได้หารือกับหน่วยงาน แล้วมีการเรียกเงินคืนบางส่วนกลับมา อย่างเช่นโครงการ ๑ ตำบล ๑ กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเดิมอนุมัติไป ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง เรามองว่าโครงการนี้อาจจะไม่ได้ตามเป้า ก็ได้มีการหารือกับหน่วยงานแล้วก็ได้ตัดลดวงเงิน ลงมา เพื่อที่จะให้อยู่ในจุดที่เขาสามารถทำงานได้จริงสำเร็จจริง ๆ ก็เลยตัดลดวงเงินลงมา เหลืออยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือว่าโครงการ อย่างโครงการโคเพเมนต์ (Co-Payment) จ้างงานใหม่ ที่เดิมอนุมัติไป ๑๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท เมื่อผ่านมาระยะหนึ่ง ก็พบว่าการจ้างงานไม่ได้เป็นไปตามเป้า ก็ได้มีการหารือกับหน่วยงาน แล้วก็ดึงวงเงินกลับมา อีกประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งวงเงินที่ดึงกลับมาก็มาใช้ในการบริหารจัดการสำหรับ โครงการที่มีความพร้อมอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งในท้ายที่สุดนี้กระผมขอเรียนว่าวงเงินใน พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาท ในขณะนี้ ณ วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ ก็ได้มีการอนุมัติไปทั้งหมด มีวงเงิน คงเหลืออยู่ทั้งหมดอยู่ที่ ๑๙,๑๗๑ ล้านบาท สุดท้ายนี้กระผมต้องขอขอบพระคุณ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้ให้คำแนะนำในการปรับปรุง การทำงานของคณะกรรมการกลั่นกรอง ผมเรียนว่าการกลั่นกรองเป็นไปในรูปแบบของ คณะกรรมการ เพราะฉะนั้นกระผมก็จะนำความเห็นต่าง ๆ ที่ได้ในวันนี้ไปแจ้งกับทาง คณะกรรมการกลั่นกรอง และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการกลั่นกรองโครงการ เพื่อที่จะปรับระบบการทำงานต่อไป ขอบพระคุณครับ