อาคม เติมพิทยาไพสิฐ หารือเรื่องการกู้เงินและหนี้สิน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการกู้เงินภายในประเทศและตลาดตราสารหนี้ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดเก็บภาษีและหนี้สาธารณะ และเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยอ้างว่าหนี้สาธารณะของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 7.9 ล้านล้านบาท หรือเทียบกับจีดีพีประมาณ 50.69 ซึ่งเท่ากับในระดับสากล
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ตลอดทั้งวันก็ได้รับฟังการอภิปรายตั้งแต่เช้ามา ซึ่งก็มี ประเด็นหลัก ๆ ประเด็นใหญ่ ๆ อยู่ ๒ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๑ ก็เป็นเรื่องของการกู้เงิน เรื่องหนี้ แล้วก็ความสามารถในการ ชำระหนี้ ส่วนประเด็นที่ ๒ นั้นก็เป็นประเด็นเรื่องของการใช้เงิน ซึ่งก็จะมีการอภิปราย กันมาก ในเรื่องของการใช้จ่ายเงินนั้นก็จะเกี่ยวข้องกับในเรื่องของสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโควิด (COVID) นั่นอันที่ ๑ กับในเรื่องของการบริหารจัดการในเรื่องของวัคซีน อันนั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเมื่อเช้าผมก็ได้กราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วการแพร่ระบาดก็เป็นสิ่งที่เราก็ ไม่ได้คาดคิดว่าจากระลอกที่ ๑ เมื่อปีที่แล้วนั้นก็จะมาเจอรอบที่ ๒ ในช่วงปลายปี ๒๕๖๓ ต่อเนื่องต้นปี ๒๕๖๔ แล้วก็มาเจอในเรื่องของระลอกที่ ๓ ในช่วงประมาณเดือนเมษายน อันนี้ก็เป็นความต่อเนื่องของการแพร่ระบาด ก็แน่นอนที่สุดว่าก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของการใช้ เงินอย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปราย ซึ่งข้อติติง ข้อเสนอแนะต่าง ๆ นั้นทางทีมงาน ก็ได้บันทึกไว้ ก็น้อมรับที่จะไปพิจารณาในเรื่องของการปรับปรุงแก้ไขให้เกิดประโยชน์สูงสุด นะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมได้เรียนเมื่อตอนเช้าว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้นั้นเป็นความจำเป็น เร่งด่วน เพราะว่าในช่วงเดือนเมษายนนั้นเราก็ประสบในเรื่องของระลอกที่ ๓ ประกอบกับ ในเรื่องของ พ.ร.ก. กู้เงิน ฉบับที่ ๑ ๑ ล้านล้านบาทนั้น ในส่วนของอนุมัติโครงการนั้น ก็ได้อนุมัติไปเกือบหมดแล้ว ก็เหลือเงินอยู่ไม่มาก เพราะฉะนั้นก็มีความจำเป็นที่จะต้อง จัดหาเงินเพื่อมารองรับสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้ว เราก็อยากให้จบเร็วครับ เพียงแต่ว่าเราก็ต้องเตรียมการไว้ในกรณีฉุกเฉินเช่นเดียวกันนะครับ นั่นก็เป็น ๒ ประเด็นหลัก ๆ นะครับ ทีนี้ก็มีประเด็นในเรื่องของการกู้ ซึ่งก็มีคำถามว่า กู้หรือยัง กู้ที่ไหน แล้วก็แผนการใช้หนี้เป็นอย่างไร ก็ขออนุญาตเรียนว่าจริง ๆ แล้วการกู้เงินของ กระทรวงการคลังนั้นโดยสำนักบริหารหนี้สาธารณะนั้นก็มีหลายรูปแบบนะครับ มีทั้งจาก การกู้เงินจากสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ การออกพันธบัตร ซึ่งก็จะมีหลายรูปแบบ พันธบัตรออมทรัพย์ พันธบัตรรัฐบาลเพื่อความยั่งยืน แล้วแต่ประเภทที่เราจะระดมเงิน เพื่อลงทุนหรือเพื่อมาใช้จ่าย หรือการออกในเรื่องของตัวเงินคงคลัง ตัวเงินคงคลังนั้นก็เพื่อ เจตนาในเรื่องของการสนับสนุนในเรื่องของสภาพคล่องของภาครัฐบาล อันนั้นก็เป็น หลายรูปแบบ อย่างไรก็ตามการกู้ในขณะนี้ถ้าเทียบระหว่างกู้ภายในประเทศกับกู้ ต่างประเทศ ขณะนี้เราก็กู้ในประเทศ ๙๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการกู้ภายในประเทศก็มี ประเด็นที่เราจะต้องมีการหารืออยู่ตลอดเวลากับธนาคารแห่งประเทศไทย ในการกู้เงิน หรือการออกพันธบัตรต่าง ๆ ก็เพื่อไม่ให้ไปกระทบในเรื่องของสภาพคล่องทางการเงิน ภายในประเทศของเรา ซึ่งก็จะมีผลถ้าหากเราดูดเงินออกมามากมาใช้จ่ายมากก็อาจจะไป กระทบในเรื่องของภาคเอกชนที่เขามีความต้องการใช้จ่ายเงินเช่นเดียวกัน ซึ่งเราก็ทราบกันดี อยู่ว่าขณะนี้สภาพคล่องในตลาดการเงินของเรานั้นมีสูงมากนะครับ
ประการที่ ๒ ในเรื่องการออกตลาดตราสารหนี้หรือพันธบัตรนั้น ด้วย จุดประสงค์ของนโยบายการคลังก็คือต้องการพัฒนาในเรื่องของตลาดทุนโดยเฉพาะตลาด ตราสารหนี้ อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เราพยายามที่จะออกในเรื่องของพันธบัตร แล้วก็ เรื่องของตราสารหนี้ต่าง ๆ ซึ่งอายุของพันธบัตรนั้นก็แตกต่างกันไปนะครับ สั้น ยาว ๓ ปี ๕ ปี ถ้าเป็นโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ก็จะมีอายุที่ค่อนข้างที่จะยาวหน่อย นะครับ อันนั้นก็เป็นแหล่งเงินกับในเรื่องของวิธีการ ซึ่งแหล่งเงินนั้นอย่างที่เรียนก็คือว่า ที่เรา พูดในต่างประเทศนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารโลก ซึ่งธนาคารโลกเรา เหลือเงินที่ต้องชำระคืน เป็นหนี้อยู่แค่ ๔ โครงการเท่านั้นเอง เรากู้น้อยจากธนาคารโลก ส่วนของธนาคารพัฒนาเอเชีย ขอโทษครับ ธนาคารพัฒนาเอเชียเรามีอยู่แค่ ๔ โครงการ ธนาคารโลกนั้นเราไม่ได้กู้แล้วนะครับ อันนี้ก็เรียนว่าเรากู้น้อยในต่างประเทศนะครับ เพราะ เราต้องการอาศัยสภาพคล่องภายในประเทศเป็นหลัก อันนั้นก็เป็นแหล่งเงินแล้วก็วิธีการ ซึ่งก็มีการหารือกับทางธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ตลอดเวลา
ประการที่ ๓ ถามว่า พ.ร.ก. ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตรงนี้กู้หรือยัง ก็ขออนุญาตเรียนว่ายังไม่ได้กู้นะครับ การกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก. หรือการกู้เงินภายใต้ พ.ร.บ. เพื่อชดเชยการขาดดุลต่าง ๆ พวกนี้นั้นจะกู้เมื่อมีความต้องการใช้เงิน เมื่อมีแผนงานโครงการ ที่เสนอมา แล้วก็มีความพร้อมอนุมัติแล้วแล้วเริ่มดำเนินการ เราถึงจะกู้เงินออกมา เราจะ ไม่กู้เงินมากองไว้ ซึ่งมันก็เสียดอกเบี้ยมีต้นทุนทางการเงินอีกต่างหากนะครับ อันนี้ก็เรียนว่า ไม่ได้กู้มาในทันทีนะครับ
ประการที่ ๔ ในเรื่องของ แล้วจะใช้เงินคืนเมื่อไร ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ ต้องขอกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วเมื่อเรากู้เงินแล้วทั้งหมดนั้นก็จะไปรวมอยู่ในเรื่องของ จำนวนหนี้ที่เรามีอยู่ทั้งหมด การใช้หนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตรงนี้ก็อาจจะไม่ได้ใช้ในทันที เราต้องดูในเรื่องของหนี้ที่ครบชำระก่อน นั่นประการที่ ๑ ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องของ ต้นทุน เราดูว่าต้นทุนของการปรับโครงสร้างหนี้หรือการสวิตช์ (Switch) หนี้ในระหว่าง แหล่งเงินหนึ่งไปอีกแหล่งเงินหนึ่งนั้นมีความถูกลง เราก็ต้องหาต้นทุนที่ถูกที่สุด อันนั้น ก็เป็นหลักการในเรื่องของการชำระหนี้ แต่ทั้งหมดก็จะรวมกัน มาอีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของ ขีดความสามารถในการชำระหนี้นั้น แน่นอนที่สุดขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจ ของเราเติบโตอย่างสม่ำเสมอ รายได้การจัดเก็บภาษีของเราก็จะสม่ำเสมอ แต่ไม่ได้ หมายความว่ารายได้จัดเก็บภาษีของเรานั้นจะเพิ่มขึ้นโดยตลอดนะครับ อาจจะเพิ่มขึ้น ไม่เต็มศักยภาพ เหตุผลที่ไม่เต็มศักยภาพนั้นก็เพราะว่าในเรื่องของมาตรการภาษีส่วนหนึ่งนั้นเราก็มีการ ลดหย่อน มีการยกเว้นต่าง ๆ นานา ซึ่งในช่วงของโควิด (COVID) ปีที่แล้ว เราก็มีการ ลดหย่อนให้ครับ มีการลดหย่อน ยกเว้น ยืดเวลายื่นแบบชำระภาษี อันนั้นก็มีประเด็น พวกนี้นะครับ ซึ่งถามว่าเมื่อเช้าก็ได้มีการอภิปรายว่ารายได้ภาษีของเรา หรือรายได้ การจัดเก็บของเรานั้นเมื่อเทียบกับจีดีพี (GDP) แล้ว เราค่อนข้างที่จะต่ำ ประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) อันนี้ก็ยอมรับนะครับว่าถ้าเราไปดูในอดีตแล้ว รายได้จัดเก็บ ภาษีของเราต่อจีดีพี (GDP) นั้น แม้ว่าเศรษฐกิจจะเติบโต แต่ว่าสัดส่วนนั้นก็ไม่ได้โตตาม แต่ก่อนนั้นจะอยู่ประมาณ ๑๗-๑๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็อยู่ที่ประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าในเรื่องของการหารายได้ของเรา ประสิทธิภาพในการจัดเก็บกับในเรื่อง ของการขยายฐานภาษีของเรานั้นค่อนข้างที่จำกัด
ในการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี ๒๕๖๕ ผมก็ได้อธิบาย ไปแล้วนะครับว่า ขีดความสามารถในการชำระหนี้อีกประการหนึ่งก็คือว่าในเรื่องของแผน ในเรื่องของการจัดหารายได้ ซึ่งก็คือแผนปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ ซึ่งส่วนที่สำคัญก็คือรายได้ ภาษีนะครับ ซึ่งแน่นอนที่สุดเราต้องใช้ในเรื่องของเทคโนโลยีหรือดิจิทัลเข้ามาให้มากที่สุด เพื่อจะดึงในเรื่องของฐานภาษีที่เป็นขนาดเล็ก คนที่อาจจะอยู่ในระบบ ไม่ได้อยู่ในระบบแล้ว เข้ามาอยู่ในระบบตรงนี้ก็ให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ หรือในเรื่องของการใช้ออนไลน์ แทกซ์ (Online Tax) พวกนี้กับภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นการลงทุนในเรื่องของการเชื่อมโยงในเรื่อง ของระบบการชำระภาษีโดยไม่ต้องมาที่กรม ไม่ต้องมาที่สำนักงานนะครับ นั่นก็เป็น อีกอันหนึ่ง ส่วนการขยายฐานอีกอันหนึ่งคือฐานภาษีใหม่ ๆ เช่น ภาษีออนไลน์ (Online) ซึ่งเราก็ได้มีการเสนอกฎหมายต่อสภาแห่งนี้นะครับ เป็นเรื่องของการจัดเก็บภาษีออนไลน์ (Online) ด้วย แล้วก็ภาษีออนไลน์ (Online) ระหว่างประเทศนะครับ อันนี้ก็เป็นอีกเรื่อง หนึ่งที่เราจะดำเนินการนะครับ อันนั้นก็เป็นเรื่องของการขยายฐาน ส่วนประสิทธิภาพนั้นเน้น ในเรื่องของการทำอย่างไรที่จะให้เม็ดเงินของการจัดเก็บภาษีนั้นไม่รั่วไหลออกไป เข้ามาสู่ ในระบบให้มากที่สุดนะครับ นั่นก็เป็นในเรื่องของขีดความสามารถในการชำระหนี้นะครับ
อีกประการหนึ่งนั้น คือเรื่องของหนี้สาธารณะ ซึ่งท่านสมาชิกหลายท่าน ก็ได้พูดถึงว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน หนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) ของเราจะอยู่ที่ประมาณ ๕๘.๕๖ ขออนุญาตเรียนว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของการคาดประมาณ ประมาณการนะครับ โดยที่ว่าอยู่ที่สมมุติฐานว่าแน่นอนที่สุดเดือนกันยายนนี้เราต้องดูว่าเราจะขาดเงินไปเท่าไร ก็จะมีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลนะครับ
ประการที่ ๒ ในส่วนที่ พ.ร.ก. ฉบับที่แล้ว ๑ ล้านล้านบาทเรายังกู้ไม่หมด ใน พ.ร.ก. กำหนดไว้ว่ามีระยะเวลาของการกู้ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน เพราะฉะนั้น เมื่อความต้องการใช้เงินภายในวันที่ ๓๐ กันยายนนั้นก็จะมีอีกส่วนหนึ่งที่เราจะกู้ตรงนี้ นะครับ
ส่วนที่ ๓ นั้นที่เรียนว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้กู้หรือยัง ยังไม่ได้กู้นะครับ เพียงแต่ว่าเราสมมุติว่าภายในเดือนกันยายนนี้ถ้าเราต้องใช้เงินนั้นเราก็คิดว่าเราน่าจะ กู้อยู่ในวงเงินประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของสมมุติฐาน เราถึงจะ รู้ว่า ณ วันที่ ๓๐ กันยายนนั้น เราคาดว่าตัวหนี้สาธารณะของเราจะเป็นเท่าไร แต่ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษว่ามันยังไม่เรียลไรซ์ (Realize) คือยังไม่เกิดขึ้นจริงเป็นสมมุติฐาน ซึ่งอาจจะ ต่ำกว่านี้ อาจจะสูงกว่านี้ก็ได้นะครับ อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนนะครับ ส่วนเรื่องของหนี้ สาธารณะอีกประการหนึ่งที่เมื่อเช้าผมก็ได้พูดถึงว่าถ้าเทียบกับ นานาประเทศนั้นของเราสูง ไหม เมื่อเช้าผมพูดถึงตัวเลข ๕๐.๖๙ หนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) นั้นเป็นไปตามคำนิยาม ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งเขาใช้เปรียบเทียบกัน จะแตกต่างจากคำจำกัดความของหนี้สาธารณะที่ปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ. หนี้สาธารณะของเรา หนี้สาธารณะของเรานั้นรวมทุกประเภท แต่คำนิยามของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งใช้กันทั่วโลกเขาก็จะพูดไว้แค่ ๓ เรื่องด้วยกัน คือหนี้ของรัฐบาลกลาง อันที่ ๑ อันที่ ๒ ก็คือหนี้ของหน่วยงานนอกงบประมาณและกองทุนประกันสังคม เพราะกองทุนประกันสังคม นั้นก็มีส่วนที่รัฐบาลกลางนั้นรับผิดชอบอยู่นะครับ ส่วนหนี้อันที่ ๓ ที่นับไว้เป็นหนี้สาธารณะ ในความหมายของไอเอ็มเอฟ (IMF) นั้นก็คือหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น เพราะฉะนั้นของเรา ในเรื่องของคุ้มรวมมันจะคุ้มมาก คุ้มรวมมากกว่าของไอเอ็มเอฟ (IMF) เพราะฉะนั้นถ้าเรา เทียบกับระหว่างประเทศแล้วเราต้องดึงหลายตัวออกไป อย่างน้อยก็ ๒ ตัว ก็คือในเรื่องของ หนี้ที่รัฐบาลกู้มาให้รัฐวิสาหกิจกู้ต่อ เพราะฉะนั้นภาระในการชำระหนี้นั้นเป็นภาระของ รัฐวิสาหกิจไม่ใช่ของรัฐบาล ประการที่ ๒ ที่เราจะไม่นับรวมก็คือหนี้ของสถาบันการเงินของ รัฐที่ดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์ อันนี้ก็จะไม่นับ เพราะฉะนั้นอย่างน้อย ๒ ตัวนี้ต้องเอาออกไป เพราะฉะนั้นถ้าหากเราเอาออกไปแล้วหนี้ของสาธารณะของเรานั้นในความหมายของสากล ก็จะอยู่ที่ประมาณ ๗.๙ ล้านล้านบาท หรือเทียบกับจีดีพี (GDP) ก็ประมาณ ๕๐.๖๙ อันนั้น ก็เป็นตัวเลขที่ถ้าหากเราจะเทียบในระดับสากลเราจะไม่เอาตัวเลข ๕๔.๙๑ ณ เดือนเมษายน ไปเทียบกับตัวเลขของประเทศอื่น ๆ นะครับ ถามว่าถ้าเมื่อเป็นความหมายคำนิยาม ตามสากลแล้วระดับหนี้ของเราอยู่เท่าไร ผมขออนุญาตเทียบเคียงในประเทศเพื่อนบ้าน นะครับ ประเทศสิงคโปร์ อยู่ที่ ๑๗๐.๕๙ เดฟฟินิชัน (Definition) เดียวกัน นิยามเดียวกัน ประเทศมาเลเซียอยู่ที่ ๗๔.๔๙ ประเทศมาเลเซียนั้นเศรษฐกิจของเขาจริง ๆ แล้วประชากร เขาน้อยกว่าเราแต่ว่า เพอร์แคปิตา (Per Capita) หรือรายได้ต่อหัวเขาสูงกว่าเราเยอะ เพราะฉะนั้นถามว่าในช่วงโควิด (COVID) นั้นเขาประสบปัญหามากกว่าเราไหม จริง ๆ แล้ว ในเรื่องของคลัสเตอร์ (Cluster) ที่เกิดขึ้นที่ประเทศมาเลเซียนั้นก็เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) แรก ๆ ของเราตามหลังมา เพราะฉะนั้นผลกระทบในเรื่องของการขาดดุลของเขาก็ค่อนข้าง สูงเช่นเดียวกัน การกู้ของเขาก็กู้สูงเหมือนกันอันนี้ก็ขออนุญาตเรียน เพราะฉะนั้นของเรา จะอยู่ที่ประมาณ ๕๐.๖๙ ประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ ๔๖.๙ ประเทศเวียดนามอยู่ที่ ๔๒.๗๒ ประเทศอินโดนีเซียอยู่ที่ ๔๑.๖๓ อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่าถ้าเทียบกันในฐานเดียวกันแล้ว ของเราก็ตามหลังประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย แล้วก็ประเทศไทย ซึ่ง ๓ อันดับนี้ก็จะ อยู่เรียงกันอย่างนี้ ในกรณีอื่น ๆด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน อันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ประเทศสิงคโปร์เขาก็มาอันดับ ๑ เรื่องความยากง่าย ของการทำธุรกิจก็วัดโดยธนาคารโลก ประเทศสิงคโปร์ก็มาอันดับ ๑ ประเทศมาเลเซียก็มา อันดับ ๒ เราก็อันดับ ๓ แต่เรื่องหนึ่งที่ผมเถียงอยู่เสมอก็คือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานว่า เราไม่น่าจะเป็นอันดับ ๓ รองจากประเทศมาเลเซีย เพราะโครงข่ายในเรื่องของโครงสร้าง พื้นฐานของเราดีกว่าเขาเยอะ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นข้อถกเถียงกันว่าวิธีการวัดในเรื่อง อันดับความสามารถในการแข่งขันนั้นแม่นยำแค่ไหน แล้วใช้ในเรื่องของเกณฑ์เดียวกัน หรือไม่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องคุยกันต่อว่าวิธีการวัดต่าง ๆ พวกนี้มันสามารถที่จะใช้ฐาน เดียวกันได้หรือเปล่าตรงนี้ก็ขออนุญาตเรียนในประเด็นต่าง ๆ ที่มีการพูดกันเมื่อเช้านี้ ตลอดทั้งวัน ก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้ข้อแนะนำต่าง ๆ ขอบคุณครับ