จิราพร สินธุไพร ตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท โดยชี้ว่ารัฐบาลวางแผนล่วงหน้าแต่จงใจไม่จัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขใน พ.ร.บ. งบประมาณปกติ เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ ทั้งที่อ้างความจำเป็นเร่งด่วนแต่กลับใช้เงินเพียงส่วนน้อยในปีเดียวกัน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์การกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจจากโควิด-19 ว่าไร้ประสิทธิภาพ เน้นการแจกเพื่อผลทางการเมือง ขาดความรู้ด้านเศรษฐกิจ และก่อหนี้ซ้ำซ้อน จึงคัดค้านการออก พ.ร.ก. เงินกู้เพิ่มที่ขาดความโปร่งใส
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ดิฉันกราบเรียนว่า หลังจากที่ได้ศึกษาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๖๔ วงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทฉบับนี้แล้ว ดิฉันกราบเรียนเช่นกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยทุกท่านค่ะ ดิฉันไม่สามารถปล่อยให้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ผ่านสภาไปได้อย่างแน่นอน เพราะประการแรก การตราพระราชบัญญัติกำหนดฉบับนี้คณะรัฐมนตรีอ้างความจำเป็น เร่งด่วนตามมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งสามารถจะกระทำได้ในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ขีดเส้น ใต้คำว่า ในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ คำนี้แสดงว่าต้องจำเป็น เร่งด่วนที่จะต้องใช้เงินจนไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีแบบปกติได้ทัน แต่ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันกราบเรียนว่าถ้ามาดูที่มาที่ไปของพระราชกำหนดฉบับนี้ รวมถึงแนวทางการใช้เงินจะพบว่า แท้จริงแล้วรัฐบาลสามารถหลีกเลี่ยงการออกเป็น พระราชกำหนด และสามารถดำเนินการในรูปแบบพระราชบัญญัติได้แต่เลือกที่จะไม่ทำ กลับอ้างความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และจงใจจะใช้ประชาชนเป็น ตัวประกัน เพื่อบังคับให้สภาต้องผ่านพระราชกำหนดฉบับนี้โดยเร็ว ถ้าเราจำกันได้ ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๕ ที่เพิ่งผ่านการพิจารณาของสภา วาระที่ ๑ เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่ารัฐบาล หั่นงบกระทรวงสาธารณสุขลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศที่กำลัง เผชิญกับวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) แล้วก็มีข้อสังเกตว่าไม่มีการตั้งงบเพื่อแก้ปัญหา โควิด-๑๙ (COVID-19) เอาไว้ในงบกลางเหมือนงบประมาณ ของปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา ซึ่งตั้งไว้ จำนวนสูงถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจง กับสภาในการประชุมครั้งนั้นว่า งบด้านสาธารณสุขและงบแก้ปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) จะมาใช้เพิ่มเติมจากพระราชกำหนดกู้เงิน จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทฉบับนี้ ซึ่งก็ ปรากฏว่าถ้าดูในพระราชกำหนดฉบับนี้ก็จะมีการตั้งงบประมาณด้านสาธารณสุขเอาไว้ จำนวน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพคะ นี่จึงเท่ากับว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลมี การวางแผนเพื่อกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งแต่แรกพร้อม ๆ กับการเริ่มจัดทำ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๕ ซึ่งมีการจัดทำตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ใช่หรือไม่ จึงจงใจไม่จัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขและการจัดการ โควิด-๑๙ (COVID-19) ไว้ใน พ.ร.บ. งบประมาณปกติให้เพียงพอ แต่เก็บเอาไว้เพื่อมากู้นอก ระบบในรูปแบบของ พ.ร.ก. แทน ซึ่งจะยากต่อการตรวจสอบมากขึ้น ดังนั้นการที่รัฐบาลอ้างว่าเป็นการกู้เพราะจำเป็นเร่งด่วนจนไม่สามารถรองบประมาณปกติได้ จึงอาจฟังไม่ขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นค่ะ ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๕ เมื่อวันจันทร์ที่ ๗ มิถุนายน ที่ผ่านมานี้เองค่ะ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนกันยายนที่จะถึงปีนี้นะคะ รัฐบาลมีการวางแผน จะกู้เงินเพียง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากก้อน พ.ร.ก. เงินกู้ทั้งหมด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และที่เหลือก็จะมีการทยอยกู้ แบบนี้จึงเท่ากับว่าแท้จริงแล้วเงินที่เหลืออีกจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้จำเป็นเร่งด่วนขนาดที่จะรอใช้ใน พ.ร.บ. งบประมาณปกติไม่ได้ เพราะกว่าจะได้ใช้จริง ๆ ก็ต้องรอขึ้นปีงบประมาณใหม่แบบที่ สบน. ได้บอก คำถามคือ แล้วทำไมต้องมาขอกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่มีแผนจะใช้แบบเร่งด่วนภายใน ปีงบประมาณ ๒๕๖๔ เพียงแค่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น นี่คือข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ในรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณปี ๒๕๖๕ ท่านประธาน สามารถไปขอดู ตรวจสอบรายละเอียดได้เลย ดิฉันเรียนว่าถ้ารัฐบาลจะแสดงความจริงใจ ในการใช้เงินที่เป็นภาษีของประชาชนเพื่อบริหารจัดการด้านวัคซีนและแก้ปัญหาโควิด (COVID) จริง ท่านสามารถใส่ไว้ใน พ.ร.บ. งบประมาณปกติได้ตั้งแต่แรก แต่ท่านไม่ทำ เพราะอยากใช้เงินแบบหลีกเลี่ยงการตรวจสอบใช่หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพคะ ก่อนหน้านี้มีการกู้เงินจำนวน ๑ ล้านล้านบาท โดยกำหนดว่าจะใช้ในการเยียวยา ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าสุดท้ายแล้ว กลายเป็นว่าเงินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการเยียวยา ซึ่งไม่ใช่ว่าเราไม่อยากให้พี่น้องประชาชน ได้รับการเยียวยานะคะ เราเข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชน ก็ถึงได้ยอมให้ท่านได้กู้เงิน ไปแก้ปัญหาก้อนนั้น แต่การที่รัฐบาลออกเพียงมาตรการเสริม ไม่มีมาตรการหลักที่เหมาะสม มันไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศดีขึ้นได้ นอกจากนี้ในจำนวนเงิน ๑ ล้านล้านบาทที่เคยกู้ไป มีการใช้เงินในด้านสาธารณสุขจำนวน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่า ที่ผ่านมาปรากฏว่าวัคซีนซึ่งเป็นหัวใจในการสร้างความเชื่อมั่นด้านสาธารณสุขและฟื้นฟู เศรษฐกิจประเทศกลับไม่มีตัวเลือก มีตัวเลือกที่จำกัดมากค่ะ มีความล่าช้าแล้วก็ไม่เพียงพอ มีปัญหาในการดำเนินการมากมาย ท่านประธานที่เคารพคะ ในการกู้ครั้งแรกจำนวน ๑ ล้านล้านบาท แทบไม่มีรายละเอียดโครงการต่าง ๆ ให้สภาพิจารณาค่ะ ทางสภา ก็อนุโลมให้เพราะว่าเข้าใจได้ว่าเป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นกะทันหัน เป็นโรคระบาดที่เราไม่เคย พบเจอมาก่อน ยากต่อการประเมินสถานการณ์เพื่อเตรียมโครงการต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา แต่เราอย่าลืมค่ะว่าในการกู้เงินครั้งนี้รัฐบาลได้ผ่านประสบการณ์การระบาดมาแล้วถึง ๓ ครั้ง ตั้งแต่การระบาดระลอกแรกในประเทศไทย จนถึงวันนี้ผ่านมากว่า ๑ ปี ๔ เดือน จนถึง ตอนนี้การออก พ.ร.ก. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังไม่มีรายละเอียดโครงการที่ชัดเจน ให้สภาได้พิจารณาเหมือนเดิมค่ะ มีกระดาษแค่ ๕ แผ่นให้อ่าน ดิฉันถามว่าประสบการณ์ ที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยให้ท่านเรียนรู้อะไรบ้างเลยหรือคะ แล้วจะให้สภาไว้ใจให้ท่านไปใช้เงิน จำนวนมหาศาลก้อน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เพิ่มอีกได้อย่างไร
ท่านประธานที่เคารพคะ ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากวิกฤติ โควิด-๑๙ (COVID-19) เราเข้าใจได้ค่ะว่ารัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาความเสียหาย ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น แต่ปัญหาก็คือว่า การใช้เงินจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจ จะฟื้นได้เสมอไป เพราะหัวใจสำคัญคือวิสัยทัศน์และประสิทธิภาพการใช้เงินของผู้นำ ประเทศ ตราบใดที่คนใช้เงินยังเป็น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ของประเทศที่ไม่เคยมีความรู้ความเข้าใจทางด้านเศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย เงินแต่ละก้อนที่ พลเอก ประยุทธ์กู้มา แทนที่จะช่วยในการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ช่วยฟื้นประเทศจากวิกฤติ ก็จะถูกใช้ไปกับโครงการแจกต่าง ๆ อย่างไม่จบสิ้น เพิ่มหนี้ให้กับประเทศโดยที่ประชาชน ผู้เป็นเจ้าของภาษีต้องมาแบกรับภาระหนี้ก้อนใหญ่แบบนี้แบบไม่มีอนาคต ซึ่งเมื่อหัวค่ำ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ถามสภาว่า รู้จักคำว่า อนาคต ไหม ดิฉันกราบเรียนว่าดิฉันรู้จักค่ะ แต่ดิฉันไม่เห็นมันภายใต้การบริหารประเทศของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วเรายังจะ กล้าปล่อยให้คนที่บริหารประเทศล้มเหลวมาตลอด ๗ ปี แล้วก็ยังพิสูจน์ความด้อยประสิทธิภาพของตัวเองมาแล้ว ในการบริหารจัดการเงินกู้มหาศาล จำนวน ๑ ล้านล้านบาท ทำให้เกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ เราจะให้ผู้นำที่ไร้ความรู้ความสามารถ อย่างร้ายแรงคนนี้ได้มีโอกาสใช้เงินก้อน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพิ่มอีกหรือคะ ดังนั้น ขอให้รัฐบาลหยุดอ้างความจำเป็นเร่งด่วน หยุดเอาประชาชนเป็นตัวประกัน เอาความ เดือดร้อน เอาความเป็นความตายของประชาชนเป็นข้ออ้างเพื่อให้รัฐบาลสามารถออก พ.ร.ก. เงินกู้แบบมัดมือชกสภาให้ต้องผ่าน พ.ร.ก. ฉบับนี้ เพื่อให้รัฐบาลได้ใช้เงิน อย่ามือเติบไปกับโครงการแจกต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง สร้างฐานเสียงให้กับตัวเอง แบบหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ออก พ.ร.ก. เงินกู้ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยเอา ผลประโยชน์ของพรรคพวกตัวเองเป็นที่ตั้งโดยไม่ได้คำนึงถึงความยากลำบากที่แท้จริง ของประชาชนเหมือนที่ผ่านมา และยังเป็นการโยนหนี้ก้อนโตนี้ให้กับคนทั้งประเทศต้องมา แบกรับภาระแทน แบบนี้ดิฉันไม่สามารถให้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ผ่านได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ