พิสิฐ ลี้อาธรรม ชี้แจงจุดประสงค์การอภิปรายเพื่อเสนอแนะและเตือนใจรัฐบาล โดยย้ำว่าไม่ใช่การตำหนิ แต่ต้องการให้ชี้แจงแผนการใช้เงินและแนวทางชดเชยขาดดุลจากกฎหมายกู้เงินที่กระทบวินัยการคลัง พร้อมเรียกร้องให้มีการนำเสนอข้อมูลอย่างโปร่งใสเพื่อป้องกันวิกฤติหนี้และฟื้นฟูระบบงบประมาณให้มีประสิทธิภาพในการพัฒนาประเทศ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นก็ขออย่าถือว่าการที่ผมจะอภิปรายวันนี้เป็นการตำหนิติเตียน รัฐบาลนะครับ ผมตั้งใจที่จะให้ข้อแนะนำ ข้อเสนอ ข้อเตือนใจว่าสิ่งที่ท่านทำอยู่นั้น มันยังมีความไม่สมบูรณ์ประการใดบ้างนะครับ ประการที่ ๑ สไลด์ขึ้นเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
การที่เรามีการใช้กฎหมายกู้เงิน ถือว่ามันเป็นการขัดกับหลักการงบประมาณที่ดี ในหลักการแล้วการที่เรามีงบประมาณ เป็นระบบเราก็เข้าสภาเปิดเผยข้อมูล มีกรรมาธิการงบประมาณมาตรวจสอบดูแล ในรอบ ๖๐ ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นระบบที่ดีนะครับ แต่อยู่ ๆ การที่รัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งจะเอา กฎหมายเพียงด้วยกระดาษไม่กี่แผ่น แล้วก็ผ่านสภาโดยไม่มีรายละเอียดมันเป็นการทำให้ กลไกการทำงานของสภาของระบอบประชาธิปไตยหรือกลไกของระบบการคลังมันเสียหาย ถ้าท่านอยากจะออกกฎหมายกู้เงินจริง ผมขอให้ท่านหารายได้มาชดใช้เงินกู้ที่ก่อ โดยไม่มารบกวนงบประมาณ ถ้าอย่างนั้นผมพอรับได้ แต่การที่ออกกฎหมายกู้เงิน โดยที่ต้องมารบกวนงบประมาณ ตั้งงบชำระคืนมันเป็นการเบียดบังงบประมาณที่ควรจะใช้ ในอนาคตต่อไปนะครับ สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ายังขาดในการที่จะนำเสนอเรื่องนี้ก็คือเรื่องของ การแสดงข้อมูลและตัวเลขต่าง ๆ ผมก็เพียรพยายามที่จะขอดูนะครับ แล้วก็ได้ข้อสรุปว่า ที่ผ่านมานั้น ๒ ปีนี้เรามีการขาดดุลการคลังติดต่อกันเกินกว่า ๑ ล้านล้านบาท เป็นเวลาถึง ๓ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ แล้วก็ปี ๒๕๖๕ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันก็ เหมือนกับเป็นฟางเส้นสุดท้ายอีกเส้นหนึ่งที่จะทำให้กลไกของการมีวินัยการคลัง ที่ท่านพยายามจะเอ่ยถึงก็คือไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ที่เป็นเรื่องของหนี้ มันจะขาดนะครับ ผมจะแสดงตัวเลขต่อไปครับ ท่านดูนะครับว่าฐานะการคลังในรอบ ๔ ปีนี้ มันมีการเปลี่ยนอย่างมากนะครับ ตอนปี ๒๕๖๒ ยังอยู่ในภาวะที่อาจจะปกติ ก็คือว่ามีการขาดดุลงบประมาณพอ ๆ กับ การขาดดุลเงินสดนะครับ อาจจะมีการเกินดุลเล็กน้อยนะครับ ในส่วนของเงินนอกในส่วน ของการจัดเก็บก็อาจจะเกินนิดหน่อย หนี้ต่อจีดีพี (GDP) ก็ถือว่า ๔๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ก็ถือว่าเป็นปกตินะครับ แต่ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา ท่านดูปีสุดท้ายนะครับ ปี ๒๕๖๕ ที่เรากำลังพูดถึงนี่ โดยเฉพาะเมื่อมีพระราชกำหนด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาสำทับใส่นะครับ ก็เปรียบเหมือนกับที่ผมกล่าวถึงครับ ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อูฐหลังหัก ก็คือจะทะลุ ๖๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เพราะว่าในรอบ ๒ ปีนี้ ในปี ๒๕๖๓ และ ปี ๒๕๖๔ เราจะมีการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายปีละ ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีการออกพระราชกำหนดกู้เงินสำทับไปอีก รวมกันแล้ว ๒-๓ ปีนี้รวมกัน ๑.๕ ล้าน ล้านบาท ก็ย่อมทำให้ภาระหนี้หรือวงเงินหนี้มันต้องสูงขึ้นแน่นอน ประจวบกับจีดีพี (GDP) ก็ตกต่ำด้วยติดลบนะครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยประกาศไว้ตาม พ.ร.บ. หนี้ พ.ร.บ. วินัยการคลัง ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่อยู่ในกฎหมาย แต่ก็เป็นไปตามกฎหมายก็คือ กฎหมายบอกให้ประกาศตัวนี้นะครับ มันก็ต้องเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์แน่นอน แน่นอนครับ ผมอยากจะเรียนว่าทั้งหมดนี้มันเป็นการทำให้รัฐบาลหรือท่านนายกรัฐมนตรีเสี่ยงต่อการที่จะ ทำผิดประกาศที่ว่านี้ เราไม่อยากเห็นท่านผู้นำมีการดำเนินการที่สุ่มเสี่ยงอย่างนี้ อยากจะให้ ท่านได้ระมัดระวังในส่วนนี้ ซึ่งผมเตือนมาตั้งแต่ปีที่แล้วนะครับ ท่านรัฐมนตรีเมื่อตอน อภิปรายเมื่อเช้านี้ได้มีการโชว์ตัวเลขว่าสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี (GDP) เราไม่ได้สูงกว่าที่อื่นเลย สูงกว่าประเทศต่าง ๆ ในโออีซีดี (OECD) ยังสูงกว่าเราเยอะ แน่นอนครับท่านดูสัดส่วนของ รายได้ต่อจีดีพี (GDP) สิครับ ของเราแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๐๑๙ ในตารางนี้นะครับ แล้วก็กำลังไถลลงมาเหลือ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าประเทศในโออีซีดี (OECD) ทั้งหมด งบประมาณของเรากำลังเข้าสู่กับดักหนี้นะครับ ก็คือภาระหนี้มันจะพันตัวเราเอง สบน. ของบชำระหนี้ไป ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่งบจัดให้เพียง ๒๙๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ละปี ในข้างล่างจะมีการชำระหนี้เพิ่มไปอีกปีละประมาณ ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่า ภาระหนี้ที่งอกขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราอยากเห็นระบบงบประมาณมีประสิทธิผลมากกว่านี้ นะครับ เพราะว่าที่ผ่านมานั้นมีแต่งบชำระหนี้ และงบสวัสดิการ งบประมาณจึงล้มเหลวที่จะ เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศนะครับ กระทรวงการคลังเองก็พยายามจะบอกว่า เอาโครงการดี ๆ มาใส่เงินกู้ อันที่ไม่ดีก็คงจะอยู่กับงบประมาณเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากเห็น ผมไม่ได้คัดค้านการที่จะปรับตัวเลขขึ้นไป ท่านคงทำในเร็ว ๆ นี้ แล้วก็ในการใช้เงินผมก็เห็น ความจำเป็นครับ ประชาชนกำลังเดือดร้อนก็ต้องใช้เงิน แต่สิ่งที่ท่านต้องแสดงมี ๒ ประการครับ ระยะสั้นคือต้องแสดงวิธีการใช้เงิน วิธีการขาดดุลว่าต้องชดเชยด้วยวิธีไหน เพื่อจะไม่ให้เกิด ภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในหลายที่ในโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย นะครับ และสุดท้ายก็คือเราจะต้องมีการปฏิรูประบบการคลังและระบบงบประมาณเสียใหม่ เพื่อให้ระบบงบประมาณและการคลังมีความเข้มแข็ง แล้วก็กลับมาเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคตครับ ขอบพระคุณมากครับ