วิโรจน์ ลักขณาอดิศร วิพากษ์วิจารณ์การจัดสรรงบประมาณจากเงินกู้ในช่วงโควิด-19 ที่ขาดความสมดุลและโปร่งใส โดยเฉพาะการล่าช้าในการจัดสรรงบด้านสาธารณสุขและการฉีดวัคซีน จนส่งผลให้ควบคุมการระบาดไม่ได้และกระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เหมาะสมในการใช้งบเยียวยาและโครงการเราเที่ยวด้วยกันที่ดูจะเอื้อประโยชน์ต่อต่างชาติมากกว่าผู้ประกอบการไทย พร้อมแสดงความไม่พอใจที่นายกรัฐมนตรีไม่เข้าร่วมประชุมในวาระสำคัญนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ที่มีการนับองค์ประชุมโดยท่านพิเชษฐ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม สาเหตุจริง ๆ มาจากท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าท่านให้เกียรติสภา ท่านมาฟัง ผมคิดว่าก็คงจะไม่มีใครนับองค์ประชุมหรอกครับ แต่เงินกู้สูงขนาด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทบจาก ๑ ล้านล้านบาทที่ท่านกู้มาแล้ว ใช้ไปหมดแล้ว แล้วท่านนายกรัฐมนตรีไม่มาสภา ไม่มาพบกับตัวแทนของพี่น้องประชาชนในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ผมเรียนตรง ๆ ครับ ท่านประธาน มันหยามน้ำใจประชาชนเกินไป ผมคิดอย่างนี้ครับ เมื่อสักครู่มีเจ้าหน้าที่แจ้งให้ ผมทราบว่ามีการประสานให้ท่านนายกรัฐมนตรีมา แล้วอย่างนี้ครับถ้าท่านตั้งใจจะมา ดำริจะมาจริง ๆ ภายใน ๑๘.๐๐ นาฬิกา ท่านนายกรัฐมนตรีจะมาต้องมาได้ แล้วถ้าไม่มา พรรคก้าวไกลจะขอนับองค์ประชุมเองหลังจากเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกาไปแล้วครับ ท่านประธาน ในสภาวะที่ประชาชนกำลังลำบาก จากการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) จนวันนี้ ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตไปแล้วทั้งสิ้น ๑,๓๓๒ ราย ถ้านับเฉพาะการระบาดระลอกที่ ๓ นะครับ ท่านประธาน ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายนเป็นต้นมา ตายไปแล้ว ๑,๑๙๗ ราย การตายถึง ร้อยละ ๙๐ มาจากการระบาดระลอกที่ ๓ ท่านประธานครับ การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นำมาซึ่งปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าคนตัวเล็กตัวน้อย การกู้เงินที่ประชาชนทั้งที่มี ชีวิตอยู่ในวันนี้และที่เขากำลังจะเกิดมาในวันข้างหน้าต้องรับภาระในอนาคตด้วยการชะลอ การพัฒนา ชะลอการปรับปรุงสวัสดิการสังคมให้ต่ำกว่าที่เขาควรจะได้รับ เพราะรัฐบาลต้อง เจียดเงินภาษีส่วนหนึ่งไปใช้หนี้เป็นสิ่งที่น่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วครับสำหรับการกู้ในวันนี้ ประเด็นที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ในวันนี้ไม่ใช่การกู้ครับท่านประธาน เพราะสถานการณ์อย่างนี้ อย่างไรก็ต้องกู้ แต่สิ่งที่จะไม่พูดไม่ได้ครับท่านประธาน ก็คือวิธีการใช้เงินกู้ของรัฐบาลนี้ ต่างหาก ที่ผ่านมารัฐบาลนี้ใช้เงินกู้ไปแล้วเกือบ ๑ ล้านล้านบาท เงินกู้ก้อนมหึมาขนาดนี้ ถูกแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือเงินเยียวยา งบสาธารณสุขและงบฟื้นฟู เรียกสั้น ๆ เป็นชื่อเล่น ว่าเยียวยา สาธา ฟื้นฟู เปรียบง่าย ๆ ครับท่านประธาน เหมือนกับประเทศเป็นคนที่ประสบ อุบัติเหตุร้ายแรง ขาหัก สะโพกหัก ซี่โครงหักทิ่มปอด เงินเยียวยาก็เหมือนกับการฉีดยาชา วางยาสลบแล้วให้คุณหมอผ่าตัดรักษา นั่นก็คือการใช้จ่ายงบสาธารณสุข หลังจากผ่าตัดไป แล้วก็ค่อยไปทำกายภาพบำบัดให้กลับมาเดินเหินได้เหมือนคนปกติ นั่นก็คืองบฟื้นฟู เศรษฐกิจ แต่สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำครับท่านประธาน เหมือนกับการฉีดยาชา วางยาสลบ แล้วพอ ผมตื่นขึ้นมาสะลึมสะลือครับท่านประธาน ผมตกใจครับ อ้าว คุณหมอยังไม่ผ่าตัดอะไรให้ผมอีกหรือ มองไปมีแต่ทิงเจอร์เอามาทา พอยาชาหมดฤทธิ์ ก็กลับมาเจ็บปวดเหมือนเดิม แถมยังมีหน้าลากผมลงจากเตียง พาผมไปหัดเดินทั้ง ๆ ที่ขายังหัก สะโพกยังแตก ซี่โครงยังทิ่มปอด สุดท้ายอาการมีแต่จะทรุดหนักลงกว่าเดิม เปิดสไลด์ (Slide) ครับเจ้าหน้าที่
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ต่อไปครับ งบเยียวยา ๖๘๕,๐๐๐ ล้านบาท นี่จ่ายไปแล้วนะครับ ๖๓๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็น ๙๓ เปอร์เซ็นต์ เยียวยาเบิกไปใช้แล้วเกือบเต็มวงเงิน แต่พอมาดูงบสาธารณสุขด้านขวาครับ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่ายไปแค่ ๙,๕๕๖ ล้านบาท แค่ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ นี่อย่างไรครับ ที่ผมบอก เอาแต่ฉีดยาชาวางยาสลบ แต่ไม่ยอมผ่าตัดรักษา กราฟถัดไปครับ เรามาดูกันครับ โครงการเตรียมความพร้อมด้านสถานพยาบาล กันงบเอาไว้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่าย ไปแค่ ๑๗๘ ล้านบาท คืบหน้าไปแค่ ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ เตรียมความพร้อม สถานพยาบาล ไม่เตรียม โครงการรับกับสถานการณ์ฉุกเฉินของการระบาด กันงบเอาไว้เกือบ ๑,๕๐๐ ล้านบาท เบิกจ่ายไปแค่ ๑๒๗ ล้านบาท คืบหน้าไปแค่ ๘.๕ เปอร์เซ็นต์ จะรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ยังไม่คิดจะรองรับ เห็นหรือยังครับท่านประธาน ว่าทำไมการระบาดระลอกที่ ๓ ถึงมี คนตายมากขนาดวันละ ๓๐-๔๐ คน จนเศรษฐกิจพังพินาศขนาดนี้ ตราบใดก็ตามครับ ท่านประธานที่รัฐบาลไม่สามารถที่จะสร้างความมั่นใจว่าจะควบคุมสถานการณ์การระบาด ของโควิด (COVID) ได้ ไม่รู้ว่าจะฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประเทศได้เสร็จเมื่อไร ถ้าควบคุมการระบาดไม่ได้ เศรษฐกิจก็จะเปิดไม่ได้ แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ มาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจต่าง ๆ ก็คาดหวังผลอะไรไม่ได้เลย เพราะพอการระบาดเกิดขึ้น ทุกอย่างที่ทำลงไป กำลังจะงอกจะเงยขึ้นมาก็พังพาบไปทันที เหมือนกับคนขาหักครับ แต่ยังไม่ผ่าตัดดามเหล็ก แล้วแถมไปบังคับให้เขาหัดเดิน สุดท้ายไม่แคล้วต้องตัดขาทิ้ง กราฟถัดไปครับ การรายงาน การฉีดวัคซีนไม่ใช่เอาตัวเลขจำนวนโดส (Dose) ที่ฉีดไปแล้ว ๔.๖ ล้านโดส (Dose) มาหลอก ประชาชน ถ้าจะรายงานแบบนี้ ฉีดอีกแค่ ๑.๑ ล้านโดส (Dose) ก็ชนะประเทศสิงคโปร์แล้ว ครับ เพราะประเทศสิงคโปร์เขามีประชากรทั้งประเทศแค่ ๕.๗ ล้านคน อย่างไรเขาฉีด มากกว่านี้ไม่ได้ เขาฉีดวัคซีนทิพย์ไม่ได้ ถ้าเป้าหมายคือการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่ต้องการฉีด ให้กับประชากรให้ถึงร้อยละ ๗๐ การรายงานต้องรายงานสัดส่วนของประชากรที่ได้รับวัคซีน เป็นดัชนีสำคัญ ซึ่ง ณ วันนี้ประเทศไทยฉีดอย่างน้อย ๑ เข็มยังไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ฉีดครบ ๒ เข็ม เพียงแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง การฉีดวัคซีนยังล่าช้าอยู่มาก วันนี้ท่านประธานครับ ธุรกิจที่บอบช้ำที่สุดไม่แคล้วธุรกิจการท่องเที่ยวครับ ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน ในการควบคุมการระบาด ปล่อยปละละเลยให้การระบาดเกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า อย่างโรงแรมภาคใต้ครับ ปัจจุบันปิดให้บริการไปแล้วถึงร้อยละ ๙๐ ไม่ให้ปิดได้อย่างไรครับ ท่านประธาน เดือนเมษายนอัตราการเข้าพักว่าแย่แล้วนะครับ อยู่ที่ ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ เดือนพฤษภาคมลดลงมาเหลือแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ที่แย่ไปกว่าสถานการณ์ที่แย่คือไม่รู้ว่าจะแย่ แบบนี้ไปถึงเมื่อไร ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่สำคัญมาก ๆ ของประเทศไทย ในปี ๒๕๖๒ รายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง ๓ ล้านล้านบาท คิดเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) มีการจ้างงาน ตัวนี้สำคัญมากท่านประธาน คือ ๘ ล้านคน มีสัดส่วนการจ้างงานที่สูงถึง ร้อยละ ๒๐ ของการจ้างงานทั้งประเทศ และการจ้างงานถือเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ ตอนนี้การระบาดของโควิด (COVID) ทำคนตกงานไปแล้วถึง ๑ ล้านคน และอาจจะไหล ไปถึง ๒ ล้านคน รายได้จากการท่องเที่ยวเมื่อปี ๒๕๖๓ ที่มีมูลค่าสูงถึง ๓ ล้านล้านบาท เหลืออยู่เพียง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในปัจจุบันเท่านั้น และมีแนวโน้มจะลดลงไปอีก ที่น่าเศร้าที่สุดครับท่านประธาน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญผมไม่อภิปรายไม่ได้ มาตรการที่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวหวังว่าจะช่วยให้พวกเขายืนได้ด้วยลำแข้ง ของตัวเองได้บ้าง อย่างโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส (Phase) ๑ เฟส (Phase) ๒ ที่ผ่านมา โครงการนี้รัฐบาลเอาเงินไปอุดหนุนค่าที่พักให้ร้อยละ ๔๐ หรือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แทนที่จะ ช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว เจ้าของโรงแรมที่เป็นคนไทย กลับเอาเงินแผ่นดินที่เป็นภาษีของประชาชนไปดึงสภาพคล่องให้เอเจนซี (Agency) รับจอง ที่พักออนไลน์ (Online) ซึ่งเป็นเอเจนซี (Agency) ต่างชาติ
ท่านประธานครับ จากข้อมูลวันที่ ๒๘ พฤษภาคม จากวงเงินงบประมาณ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่ายไปได้ ๙,๐๑๐ ล้านบาท ตามผม ให้ทันนะครับ โดยคาดว่าเป็นเงินที่จะนำไปอุดหนุนค่าโรงแรมที่พักประมาณ ๕,๖๐๐ ล้านบาท อุดหนุนไป ๙,๐๑๐ ล้านบาท คาดว่าจะเอาไปใช้อุดหนุนค่าที่พักประมาณ ๕,๖๐๐ ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้เป็นเงินอุดหนุนค่าที่พักในอัตรา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เทียบบัญญัติไตรยางค์ครับ เท่ากับว่างบประมาณก้อนนี้จะถูกนำไปใช้เหนี่ยวนำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยจ่ายเงินค่าที่พัก เองอีกร้อยละ ๖๐ ซึ่งตีคร่าว ๆ ว่ามีมูลค่าประมาณ ๘,๔๐๐ ล้านบาท ในจำนวนนี้มากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์จะจองที่พักผ่านเอเจนซี (Agency) ต่างชาติ ซึ่งถ้าตีเป็นมูลค่า เอา ๗๐ เปอร์เซ็นต์คูณ ๘,๔๐๐ ก็จะได้ราว ๆ ๖,๐๐๐ ล้านบาท กว่าผู้ประกอบการโรงแรมที่เป็น คนไทยจะได้เงินก้อนนี้จากเอเจนซี (Agency) ต่างชาติต้องรอถึง ๑ เดือนนับจากวันที่ นักท่องเที่ยวคนไทยเข้าพัก เท่ากับว่าเงิน ๖,๐๐๐ ล้านบาทนี้แทนที่จะเอามาเสริมสภาพ คล่องให้กับนักธุรกิจเจ้าของโรงแรม ผู้ประกอบการชาวไทยที่กำลังเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า กลับถูกเอาไปให้เอเจนซี (Agency) ต่างชาติหมุนนานกว่า ๑ เดือนถึงจะได้เงิน แม้ว่าเอเจนซี (Agency) ต่างชาติจะแจ้งว่าไม่เก็บค่าคอมมิชชัน (Commission) แต่ปัจจุบันก็ทราบดี อยู่แล้วว่าคนที่จองที่พัก จองโรงแรม ส่วนใหญ่จะจองผ่านแอปพลิเคชัน (Application) บน มือถือ สุดท้ายนโยบายนี้ก็เท่ากับบีบให้ผู้ประกอบการโรงแรมของไทยต้องไปแข่งขันกันบน แอปพลิเคชัน (Application) ของเอเจนซี (Agency) ต่างชาติ แม้ว่าจะไม่เก็บค่าคอมมิชชัน (Commission) แต่ผู้ประกอบการโรงแรมชาวไทย จำนวนไม่น้อยก็ต้องจ่ายค่าการตลาด ค่าโฆษณาให้กับแอปพลิเคชัน (Application) ต่างชาติ แม้ว่าเราเที่ยวด้วยกันจะให้จอง ตรงกับทางโรงแรมได้ แต่ถ้าโรงแรมจะลดราคา ให้ต่ำกว่าราคาบนแอปพลิเคชัน (Application) ก็ทำไม่ได้ต้องขายในราคาเดียวกัน จะให้ส่วนลดพิเศษกับลูกค้าที่จองตรงก็ทำไม่ได้ เพราะจะ ถูกเอาชื่อออกจากแอปพลิเคชัน (Application) ทันที สุดท้ายแทนที่ผู้ประกอบการเจ้าของ โรงแรมจะได้กำไรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากเงินแผ่นดิน หรืออย่างน้อย ๆ ก็เอาส่วนลดไป ให้กับลูกค้าที่เป็นคนไทย กลับต้องไปยอมจ่ายค่าโฆษณาให้กับเอเจนซี (Agency) ต่างชาติ ผมไม่เข้าใจครับท่านประธานว่าจะเอางบประมาณไปกระตุ้นให้คนไทยไปลองใช้ แอปพลิเคชั่น (Application) ของเอเจนซี (Agency) ต่างชาติทำไม ทั้ง ๆ ที่ภาษีรายได้ นิติบุคคลแม้แต่บาทเดียว รัฐบาลไทยก็เก็บจากเขาไม่ได้ เปิดเว็บไซต์ (Website) เราเที่ยว ด้วยกัน แทนที่จะเจอเอเจนซี (Agency) ของคนไทยก่อน กลับเจอเอเจนซี (Agency) ต่างชาติก่อนเอเจนซี (Agency) ไทย ปกติแล้ว เอเจนซี (Agency) ต่างชาติยังมีเรื่อง ที่น่าสนใจอีก ปกติเอเจนซี (Agency) ต่างชาติจะมีการจ่ายค่านายหน้าที่เรียกว่า ค่าแอปครีเอต (App Create) อีก ๘ เปอร์เซ็นต์ให้กับเว็บไซต์ (Website) ต่าง ๆ ที่แนะนำให้นักท่องเที่ยว มาจองที่พักกับเขา แต่โครงการเราเที่ยวด้วยกันนี่แปลกครับไปโพรโมท (Promote) ให้ คนไทยไปลองใช้แอปพลิเคชัน (Application) ของเอเจนซี (Agency) ต่างชาติแบบฟรี ๆ และยังให้เขาได้เงินราว ๆ ๖,๐๐๐ ล้านบาทไปหมุนก่อน ได้เก็บค่าโฆษณาจากผู้ประกอบการ โรงแรมชาวไทย แทนที่จะเอาเงินก้อนนี้มาสนับสนุนแอปพลิเคชัน (Application) ของ คนไทย กลับเอาเงินแผ่นดิน เอาภาระของประชาชนคนในชาติทั้งที่เกิดอยู่แล้วและยังจะเกิด ในอนาคตไปกระตุ้นให้คนไทยไปลองใช้แอปพลิเคชัน (Application) ของเอเจนซี (Agency) ต่างชาติ มันน่าน้อยใจไหมครับท่านประธาน เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท เปรียบง่าย ๆ ครับ ท่านประธาน เหมือนกับค่ารักษาพยาบาลที่ต้องกู้มาจ่าย แล้วจ่ายไปแล้ว ๑ ล้านบาท โรงพยาบาลจันทร์โอชาแห่งนี้ได้แต่ฉีดยาชา วางยาสลบเฉย ๆ แต่ไม่ยอมผ่าตัดรักษาให้ แถม ลากเราไปหัดเดินจนขาที่หักต้องมาตัดขาทิ้ง แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าจะขอเก็บเงินอีก ๕๐๐,๐๐๐ เพื่อขอวางยาสลบเราอีกรอบ เราจะยอมหรือครับ ท่านประธานครับ ค่ารักษาอีก ๕๐๐,๐๐๐ จำเป็นต้องจ่ายแน่ แต่ควรเปลี่ยนไปรักษา ที่โรงพยาบาลอื่นที่ไม่ใช่โรงพยาบาลจันทร์โอชา รัฐบาลนี้ที่ผ่านมากู้มาถลุงไปแล้ว ๑ ล้านล้านบาท ขาดสติปัญญาในการจัดลำดับความสำคัญในการใช้จ่าย ไม่คำนึงถึง ความเดือดร้อนของประชาชน ล้มเหลวในการกระจายความเสี่ยงในการจัดซื้อจัดหาวัคซีน จัดฉีดวัคซีนก็ล่าช้า กระจายวัคซีนก็เหลื่อมล้ำ ยังมีหน้าไปโทษโรงพยาบาลว่าที่ต้องเลื่อน การฉีดวัคซีนเพราะโรงพยาบาลฉีดเร็ว ผมก็สงสัยครับท่านประธานว่าถ้าโรงพยาบาลฉีดช้า แล้วสต็อก (Stock) วัคซีนมันจะงอกออกมาตามธรรมชาติหรืออย่างไร ต้องจัดส่งวัคซีน ให้แต่ละแห่งเท่าไร ดูจากยอดจองผ่านหมอพร้อมที่ตัวเองเป็นคนออกแบบระบบมา ก็รู้อยู่แล้ว กระจายวัคซีนให้โรงพยาบาลบางแห่งไม่พอ ก็ยังจะไปตั้งกรรมการสอบเขาอีก ล้มเหลวในการบริหารระบบสาธารณสุขจนทำให้ประชาชนป่วยตายคาบ้านเพราะหาเตียง ไม่ได้ ล้มเหลวในการเยียวยาประชาชน แถมใช้จ่ายเงินกู้ที่ประชาชนต้องแบกรับในอนาคต แทนที่ผู้ประกอบการไทยจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับรั่วไหลไปสร้าง ประโยชน์ให้กับบริษัทต่างชาติที่รัฐบาลเก็บภาษีรายได้นิติบุคคลเขาไม่ได้เลยแม้แต่บาทเดียว ท่านประธานครับ เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จำเป็นครับ แต่จะปล่อยให้รัฐบาลนี้กู้ไปถลุง ต่อไปแบบนี้ไม่ไหว จะปล่อยให้ลุงกู้ไปผลาญแล้วให้ลูกหลานตามใช้หนี้แบบนี้ไม่ได้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต้องกู้ แต่รัฐบาลที่จะกู้ต้องไม่ใช่รัฐบาลนี้ และนายกรัฐมนตรีที่จะกู้ ต้องไม่ใช่คนที่ชื่อว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอบพระคุณครับท่านประธาน