อัครเดช อภิปรายชี้แจง "ติเพื่อก่อ" ยืนยันกู้เงิน 5 แสนล้านแก้วิกฤต พร้อมเสนอให้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๔

อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ อภิปรายชี้แจงเจตนารมณ์ว่า การติเตียนเพื่อเสนอแนะคือ "ติเพื่อก่อ" ยืนยันว่าการลงมติผ่านกฎหมายกู้เงิน 500,000 ล้านบาทเป็นการใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤต ไม่ควรบิดเบือนเจตนารมณ์ และหารือปัญหาความล่าช้าในการจัดหาและฉีดวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุข โดยเสนอให้ อบจ. ช่วยฉีดวัคซีนเพื่อเร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลปรับแผนและใช้เงินกู้ 30,000 ล้านบาทอุดหนุน อบจ. เพื่อกระจายวัคซีนทั่วถึง

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะได้ อภิปรายถึงพระราชกำหนดกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในครั้งนี้ ผมขออนุญาตท่านประธาน ได้พูดถึงการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝั่งรัฐบาลหรือฝ่ายรัฐบาล เนื่องจาก เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ก็มีในโซเชียล (Social) มีกลุ่มการเมืองนำไปบิดเบือนว่าการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายรัฐบาลนั้นมีการพูดติติงให้ข้อเสนอแนะ ให้ความคิดเห็นต่อรัฐบาลแล้วทำไมถึงไปลงมติ ผ่านให้ในส่วนของพระราชบัญญัติงบประมาณ อยากให้ทางพี่น้องประชาชนได้ทราบว่าการที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลนั้นมีการพูดติติงเป็นการติเพื่อก่อ เพื่อให้ทางรัฐบาลนั้น ได้รับไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุง ส่วนการจะลงมติให้ผ่านหรือไม่ผ่านนั้นเป็นการพิจารณา ในการใช้ดุลยพินิจให้เกิดความรอบคอบว่ากฎหมายนั้นมีความสำคัญต่อบ้านเมือง มีความสำคัญต่อพี่น้องประชาชนในการที่รัฐบาลนั้นจะได้ใช้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการ แก้ไขปัญหาวิกฤติให้กับพี่น้องประชาชนนะครับ ตรงนี้ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ก็ไม่อยากให้กลุ่มการเมืองนำการทำหน้าที่ของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลนั้นไปบิดเบือน ในเจตนารมณ์ในการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ขอให้กำลังใจสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายรัฐบาลที่ได้อภิปรายติติงแล้วก็ชี้แนะข้อเสนอแนะดี ๆ ให้กับฝ่ายรัฐบาลด้วยครับ

ท่านประธานครับ ในเรื่องของพระราชกำหนดกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาทที่ผ่านมา นั้นแบ่งเป็น ๓ ก้อน เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ในส่วนของงบเยียวยานั้นก็ถือว่ารัฐบาล ได้ใช้จ่ายเงินไปตามโควตากรอบวงเงินที่ ครม. ได้อนุมัติไป แล้วก็ได้ขอต่อสภาไป ที่มีปัญหา ก็คือในส่วนของแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ทางรัฐบาลนั้นได้ขอกรอบวงเงินไปแล้วก็มีการเบิกจ่ายช้า ผมเองในฐานะที่เป็นกรรมาธิการงบประมาณติดตามเงินกู้ตรงนี้ก็ต้องเรียนกับท่านประธาน ว่ารัฐบาลนั้นก็ขอเสนอทางรัฐบาลโดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึง คณะรัฐมนตรี แล้วก็สภาพัฒน์ที่เป็นหน่วยงานที่ดูแลเงินงบประมาณก้อนนี้โดยตรงว่า ท่านต้องเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการ เพราะว่าถ้าท่านยังบริหารจัดการเหมือนเดิมปัญหาก็จะ เกิดเหมือนเดิม ก็คือโครงการนั้นล่าช้า เงินไม่ไปถึงระบบเศรษฐกิจและมันจะฟื้นฟูเศรษฐกิจ ได้อย่างไร ฉะนั้นก็ขอให้ทางรัฐบาลโดยเฉพาะสภาพัฒน์ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลงบตรงนี้ โดยตรงได้เปลี่ยนวิธีการทำงานด้วย เพราะว่าผมเองในฐานะ ส.ส. เคยนำปัญหาของพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมนำปัญหาความเดือดร้อนเข้าไป ซึ่งกรรมาธิการก็มีความเห็นครับว่าสามารถที่จะใช้เงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจงบโควิด (COVID) นี้ได้ แต่พอไปถึงอนุกรรมการกลั่นกรองของสภาพัฒน์ก็ไม่ให้ผ่าน ทำให้เสียเวลาพี่น้องประชาชน ในการที่จะนำงบประมาณไปช่วยเหลือ เพื่อจะนำงบตรงนี้ไประบายน้ำนมดิบของพี่น้อง เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม สุดท้ายก็ต้องใช้เงินงบกลางของทางสำนักนายกรัฐมนตรี ก็เลย อยากจะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาว่า อยากให้เปลี่ยนวิธีในการบริหารจัดการงบก้อนนี้ แล้วที่สำคัญอยากให้ท่านได้รับฟัง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนผ่าน ส.ส. ด้วย ส.ส. อยู่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาถึง ส.ส. แล้ว อยากให้ท่านรับฟังแล้วนำไปทำเป็น โครงการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่มีสภาแล้วท่านก็ฟัง พอถึงเวลามาท่านก็ ไม่ทำอะไร มองสภาเป็นตรายางมันก็ไม่ถูกต้อง เพราะเราปกครองกันด้วยระบอบประชาธิปไตย ฉะนั้นท่านก็ต้องรับฟังปัญหาผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย

เรื่องที่ ๒ ก็คือแผนงานในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขงวดที่แล้วที่อนุมัติไป ก็ใช้เบิกจ่ายกันเป็นไปอย่างล่าช้า ถ้าท่านใช้เร็วและตรงประเด็นในการจัดหาวัคซีนมาให้กับ พี่น้องประชาชน รัฐบาลสามารถกระจายวัคซีนได้ตามเวลาที่นัดหมายกับพี่น้องประชาชนไว้ ระบบเศรษฐกิจก็กลับมาสู่สภาพสังคมและเศรษฐกิจที่ปกติโดยเร็ว พี่น้องประชาชนก็ทำมา หากินได้โดยเร็ว เงินกู้ที่จะกู้ไปฟื้นฟูก็ไม่จำเป็นต้องใช้มากมายขนาดนี้ ฉะนั้นก็อยากจะเรียน กับท่านประธานครับว่าการใช้เงินในส่วนของแผนกระทรวงสาธารณสุขนั้นอยากให้ท่านไปเร่ง ในส่วนของวัคซีน ซึ่งที่จังหวัดราชบุรีของผมนะครับท่านประธาน เมื่อ ๒ วันที่ผ่านมา มีการฉีดตามแผนก็คือวันที่ ๗ วันที่ ๘ แต่วันนี้วันที่ ๙ วันที่ ๑๐ วันที่ ๑๑ ๓ วัน ยกเลิก การฉีดวัคซีนไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่จังหวัดราชบุรีมีคลัสเตอร์ (Cluster) ใหม่ เกิดขึ้นหลาย คลัสเตอร์ (Cluster) จำเป็นที่จะต้องมีการฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชน แต่วันนี้วัคซีน ยังไปไม่ถึงโรงพยาบาลที่เป็นจุดที่จะนัดฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชน ก็ขอให้ทางรัฐบาล ได้ปรับแผนในการฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชน แล้วที่สำคัญอยากจะกราบเรียนครับว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. นั้น มีความพร้อมในการที่จะฉีดวัคซีนให้กับ พี่น้องประชาชน มีบุคลากร มีงบประมาณ แล้วทางรัฐบาลก็กลัวเรื่องความเหลื่อมล้ำ จังหวัดไหนมีงบเยอะ จังหวัดไหนมีงบน้อย กลัวจะไม่ทั่วถึงผมก็ขอเสนอนะครับว่าให้ อบจ. มาช่วยในการฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชนอีกช่องทางหนึ่ง แล้วก็เชื่อมฐานข้อมูล เพื่อป้องกันการซ้ำซ้อน ระยะเวลาในการฉีดวัคซีนที่จะผ่านกระทรวงสาธารณสุขอย่างเดียว จาก ๖ เดือนก็จะได้กลายเป็น ๓ เดือน หรือ ๔ เดือน เพื่อที่จะได้ให้พี่น้องประชาชนได้รับ วัคซีนอย่างทั่วถึง สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ แล้วสภาพเศรษฐกิจและสังคมจะได้กลับมาโดยเร็ว ฉะนั้นเมื่อ อบจ. ใช้เงินงบประมาณไป ท่านกลัวเรื่องความเหลื่อมล้ำในจังหวัดที่มี งบประมาณไม่เพียงพอ ท่านก็ใช้งบ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่านขอไปมาอุดหนุนให้ อบจ. คืนงบประมาณให้เขาไป เพื่อให้ อบจ. ทุกจังหวัดสามารถที่จะเป็นช่องทางในการฉีดวัคซีน ให้กับพี่น้องประชาชนได้ ท่านก็บอกว่าวัตถุประสงค์อาจจะไม่ได้ใน พ.ร.ก. ผมไม่เชื่อหรอกครับ ว่าจะแก้ไขไม่ได้ อยู่ที่ท่านจะแก้หรือไม่แก้ ให้เงินก้อนนี้สามารถอุดหนุนเงินสำหรับฉีดวัคซีน ให้กับพี่น้องประชาชนผ่านองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั่วประเทศได้ ฉะนั้นก็ขอเสนอแนะ ให้กับทางรัฐบาลได้รับไปดำเนินการด้วย ท่านประธานครับขอบพระคุณครับ