นภาพร เพ็ชร์จินดา คัดค้านการกู้เงินเพิ่ม 5 แสนล้านบาท โดยตั้งคำถามถึงความจำเป็น ประสิทธิภาพ และความโปร่งใส พร้อมชี้ว่าการกู้เงินในรอบก่อนไม่ได้ผลจริงในด้านเยียวยา ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการจัดการวัคซีน จึงเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแนวทางการบริหารเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพนะคะ ดิฉัน นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินเพิ่ม ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะในเมื่อ การออก พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทก่อนหน้านี้ยังนำมาแก้โควิด (COVID) และเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ได้เลย แล้วทำไมสภาเราจะต้องเห็นชอบในการกู้เพิ่มอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอีก ท่านควรจะตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออก การกู้เงิน ๑ ล้าน ล้านบาทครั้งที่แล้ว โครงการขนาดใหญ่ที่เน้นจ่ายเงินเป็นหลัก เช่น การจ่ายเงินในโครงการ เที่ยวด้วยกันไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากการแพร่ระบาดโควิด (COVID) ในรอบใหม่ และการทุจริตจนต้องทำให้ลดวงเงินกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ บางโครงการยังมีการเบิกจ่ายไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ และบางโครงการยังไม่ได้เบิกใช้เลย ซึ่งกระบวนการกลั่นกรองของ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้กู้เงินมันมีปัญหา ไม่สามารถกลั่นกรองโครงการที่มี ความพร้อม มีความสามารถดำเนินการได้ทันทีหลังจากที่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งมันขัดกับ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาโครงการ ๒. กระบวนการจ่ายเงินงบประมาณมีปัญหา ไม่สามารถ ตอบสนองเจตนารมณ์การกู้ในการที่เป็นกรณีฉุกเฉิน ความจำเป็นอันเร่งรีบได้ ๓. กระบวนการดำเนินการก็มีปัญหาในทางปฏิบัติอีก เช่น การไม่เข้าร่วมโครงการ การไม่มี ผู้รับเหมาโครงการ หรือการไม่มีผู้รับเหมามาทำงาน โดยการที่ถูกบีบบังคับเงื่อนเวลาให้รีบ เสนอโครงการในระยะเวลาอันสั้น ๆ ให้ผ่านการเสนอโดยสภาพัฒน์ มีการเร่งเสนอโพรเจกต์ (Project) เข้ามา สุดท้ายก็ได้แต่โครงการที่มีอยู่ในงบประมาณประจำปีอยู่แล้ว เอาของเก่า มาเล่าใหม่ เช่น งานขุดบ่อบาดาล งานอบรมสัมมนา โครงการผ่านการอนุมัติเฉพาะในกลุ่ม ของตนเองจนเกิดการคอร์รัปชัน โครงการที่ได้รับการอนุมัติก็เป็นโครงการที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ไม่ได้ฟื้นฟูอะไรเลย ท่านถามประชาชนหรือยังว่าเวลานี้ เขาอยากได้อะไรเงินกู้มาแจกแจก แบบบ้างก็ได้ บ้างก็ไม่ได้ หรือเขาอยากให้รัฐบาลเร่งรีบฉีดวัคซีนให้ทั่วถึง ให้ประชาชนได้มี โอกาสได้ทำงาน ให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ให้ทำมาค้าขายได้ ให้เปิดกิจการได้ มากกว่า การปิดสถานที่ทำงาน แล้วก็กู้เงินมาเยียวยาพวกเขา แบบนี้ระบบเศรษฐกิจจะไปต่อได้ อย่างไรคะ หากลุงตู่ยังอยู่คงต้องกู้จนตาย เชื่อว่าการกู้ครั้งนี้เป็นการกู้เฮือกสุดท้ายเพื่อต่อ อายุรัฐบาล ไม่ใช่ต่อเพื่อที่จะสร้างอายุระบบเศรษฐกิจเราให้ฟื้นฟูขึ้นมา สุดท้ายหนี้เงินกู้ทะลุ เพดาน หนี้ครัวเรือนทะลักจุดอันตราย แต่ประชาชนก็ไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ได้ เพราะ กิจการร้านค้ายังถูกปิด สุดท้ายต้องไปกู้นอกระบบเพิ่ม หนี้ครัวเรือนจึงไม่มีทางจะลดได้เลย หนี้สาธารณะก็เพิ่มมากขึ้น จีดีพี (GDP) ก็ไม่มีทางที่จะโตได้ เมื่อรวมกับหนี้เงินกู้อื่นอีก หลาย ๆ ล้านบาท ถามว่ารัฐบาลจะหารายได้จากที่ไหนมาคืนคะ มาครั้งนี้รัฐบาลแยก ประเภทการใช้เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ออกเป็น ๓ กรอบ ซึ่งกรอบแรกการใช้จ่ายด้าน สาธารณสุข ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท จะมีหลักประกันอะไรว่าท่านจะใช้เงินได้ตรงตามเป้าหมาย จัดหาวัคซีนมาได้อย่างเพียงพอ หลากหลายและทั่วถึง และเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ภายในสิ้นปีนี้ ด้วยความที่ด้อยประสิทธิภาพในเรื่องการบริหารจัดการวัคซีนที่ผ่านมาจึงแทบเป็นไปไม่ได้ เลยที่จะฉีดได้ตามเป้าหมาย นั่นหมายความว่าการขอกู้ครั้งใหม่ครั้งนี้อาจจะไม่บรรลุ เป้าหมายเหมือนกับที่เคยกู้มาก่อนหน้านี้
กรอบที่ ๒ ในส่วนการกระตุ้นทางด้านเศรษฐกิจ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เช่นเดียวกัน นายกรัฐมนตรีก็จะทำเหมือนตอนกู้ครั้งที่แล้วอีก นั่นก็คือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ มีอยู่แค่ในกระดาษ แต่ไม่สามารถทำได้จริง ผ่านไป ๑ ปี ผู้ประกอบการ ห้าง ร้าน โรงงาน นักลงทุน เอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็กทั้งหลายปิดตัวกันระนาว โดยที่รัฐบาลแทบจะไม่ได้ขยับอะไรเลย นอกจากจะเยียวยาแบบหว่านแห สารพัดโครงการ ที่คิดกันออกมาแทบจะไม่มีผลอะไรเลยที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการหรือภาคธุรกิจได้บ้าง ถ้าผู้ประกอบการตาย ลูกจ้างก็ไปต่อยากนะคะ ท่านอย่าลืมในประเด็นนี้ กรอบที่ ๓ งบเยียวยา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ไม่มีกรอบที่ชัดเจนว่าท่านจะเยียวยาอย่างไร เยียวยา คนกลุ่มไหน เยียวยาแล้วพวกเขาจะอยู่ได้หรือไม่ ช่วยให้พวกเขาพ้นจากความยากลำบาก ในช่วงตกงาน ปิดกิจการได้หรือไม่ ผ่านไป ๑ ปีทำไมมีแต่เสียงเรียกร้องของเอสเอ็มอี (SMEs) หรือผู้ประกอบการขอให้รัฐบาลช่วยเหลือหลังจากถูกปิดหรือได้รับผลกระทบจาก มาตรการป้องกันโควิด (COVID) ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องตอบให้ได้ว่ารัฐบาลมีแนวทาง ในการใช้หนี้ที่กู้มาจนท่วมหัวประชาชนอย่างไร แผนการสร้างรายได้ หารายได้เข้าประเทศ ได้จากทางไหน อย่าบอกนะคะว่าท่านจะขึ้นภาษีในยุคที่ประชาชนกำลังจะอดตาย ท่านกู้ มาใช้เยอะมากขนาดนี้ชาติไหนกันถึงจะใช้หนี้หมด จากพฤติกรรมความล้มเหลว ในทุก ๆ ด้านตลอด ๗ ปีที่ผ่านมาดิฉันจึงขอคัดค้านการกู้เงินเพิ่มอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในครั้งนี้ แต่หากจะสร้างหนี้เพิ่มขึ้นอีกก็ได้ค่ะ แต่ก็ควรต้องเปลี่ยนตัวผู้นำเลยค่ะ ต้องเปลี่ยน ผู้นำก่อนเลยถ้าคิดจะกู้ เพราะว่าหากยังเป็นนายกรัฐมนตรีประยุทธ์คนเดิม ของเราปัญหา ทุกอย่างก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม กู้แล้วแจก แจกแล้วกู้ไปเรื่อย ๆ เพื่อหวังให้คนให้ประชาชน พึ่งพิงการสงเคราะห์ คุ้นชินกับการเยียวยาที่ไม่จบไม่สิ้น จนมีคำที่ใช้เปรียบเปรยกัน ในยุคนี้ว่า กดให้จนแล้วแจก นอกจากที่ดิฉันจะไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินเพิ่มแล้ว ดิฉันคิดว่า นายกรัฐมนตรีก็ควรลาออกด้วยค่ะ เพราะท่านนำความลำบากสู่รุ่นลูกรุ่นหลานที่จะต้องคอย ตามใช้หนี้ไปอีกนานแสนนาน ขอบพระคุณค่ะ