เกียรติ สิทธีอมร อภิปรายร่างพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่ม 50,000 ล้านบาท โดยไม่คัดค้านวงเงิน แต่เสนอให้เรียนรู้จากปัญหาการใช้งบประมาณที่ผ่านมา ทั้งการเบิกจ่ายล่าช้าและโครงการเยียวยาที่ไม่ครอบคลุม พร้อมเรียกร้องให้มีความชัดเจนในการดำเนินงาน โดยเฉพาะการกระจายวัคซีนเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน รวมถึงตั้งข้อสังเกตต่อมาตรา 6 ที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติวงเงิน ซึ่งต้องพิจารณาขีดความสามารถของรัฐในการชำระหนี้และคุณภาพของโครงการอย่างรอบคอบ เสนอให้ปรับย้ายงบประมาณระหว่างการระบาด การเยียวยา และการฟื้นฟูอย่างยืดหยุ่น วิพากษ์ระบบการจัดสรรงบประมาณแบบเดิมที่ไม่ตอบโจทย์ปัญหาจริง จากประสบการณ์ พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท และเสนอแนวทางใหม่ที่ให้กลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมในการออกแบบโครงการ พร้อมผลักดันให้มีหน่วยงานติดตามประเมินผลอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันการสูญเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ หารือปัญหาความไม่ชัดเจนของโครงการโคเพเมนต์ที่ยังไม่ลดภาระผู้จ้าง จึงเสนอปรับเป้าหมายการจ้างงานเด็กจบใหม่ พร้อมผลักดันการตั้งกองทุนไทยแลนด์ฟู้ดฟันด์และออกแบบซอฟต์โลนร่วมกับธนาคารพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอาหาร ร้านคาเฟ่ ภัตตาคาร และแรงงานอิส
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ก็ขอ ร่วมอภิปราย พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คือพูดง่าย ๆ ท่านขอไปแล้วปีที่แล้ว ๑ ล้านล้านบาท วันนี้กลับมาขอกู้วงเงินเพิ่มนะครับ หลายท่านอภิปรายไปแล้วว่าที่ผ่านมาใช้ ไม่หมด แล้วก็ท่านมีความจำเป็นที่จะต้องโยกกรอบการใช้ระหว่างฟื้นฟูกับเยียวยา อันนี้เข้าใจได้ครับ ช่วงวิกฤติท่านต้องมีเงินท่านถึงจะแก้ปัญหาได้ ฉะนั้น พ.ร.ก. นี้ ท่านขอ วงเงินเพิ่มผมไม่ติดใจนะครับ แต่ผมมีข้อเสนอแนะค่อนข้างเยอะ แต่เราก็ต้องเรียนรู้จาก บทเรียนที่เกิดขึ้นในอดีตว่าตอนที่เราได้ออก พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาทไปนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตัวเลขฟ้องนะครับท่านประธานครับ ฟ้องนิดหนึ่งครับว่าอย่างกรณีการแก้ปัญหาการระบาด เราอนุมัติโครงการไปได้แค่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เบิกจ่ายจริง ๆ ได้ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ เป็นปัญหาเป็นตัวชี้ เรื่องการเยียวยาคงไม่เป็นประเด็นครับ มันทำง่าย ทำเร็ว แจกเงิน นี่มันไปถึงมือจบ จบแล้วก็จบกัน แต่การฟื้นฟูก็มีปัญหาอีกเช่นกันครับ กรอบการฟื้นฟู เพิ่งอนุมัติไป ๔๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง อันนี้เป็นตัวเลขของสภาพัฒน์ ณ วันที่ ๗ มิถุนายน ที่ผ่านมา แล้วก็เบิกจ่ายไปเพียง ๒๖ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้ววันนี้เราจะแก้ปัญหาวิกฤติของ ประเทศมันมี ๒ ปัจจัยครับ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมันขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการกระจาย วัคซีน ถ้าท่านจะต้องใช้วงเงินเพิ่มเติมในการที่จะทำให้การกระจายวัคซีน การได้มาและ การกระจายวัคซีนของท่านดีขึ้นทำเลยครับ รีบทำเลยครับ แต่ตรงนี้โครงการท่านไม่ชัด พอไม่ชัดสังคมก็ต้องรู้สึกว่ายังไม่มั่นใจ อันนี้ท่านรัฐมนตรีต้องช่วยตอบนิดหนึ่งว่าจะทำให้เรา รู้สึกมั่นใจได้อย่างไร
อีกประการหนึ่งที่สำคัญครับ ภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้ มาตรา ๖ ระบุ ไว้ชัดครับ อันนี้ผมอยากฟังท่านรัฐมนตรีช่วยชี้แจงนิดหนึ่งว่าท่านในฐานะการอนุมัติ จะอนุมัติเท่าที่จำเป็นโดยคำนึงถึงขีดความสามารถของรัฐในการชำระหนี้คืนประกอบด้วย ตรงนี้ในพระราชกำหนดไม่มีนะครับ ในเนื้อหายังไม่เห็น ขอฟังรัฐมนตรีชี้แจงนิดหนึ่งครับ ความสามารถในการชำระหนี้คืน ตรงนี้มันก็โยงมากับสิ่งที่ผมกำลังจะเสนอ เพราะความสามารถในการชำระหนี้คืนก็คือคุณภาพของโครงการที่ท่านอนุมัติ ถ้าท่านอนุมัติ ไม่ดีก็มีปัญหา ถ้าฟื้นฟูทำได้ดี โครงการดีเยียวยาลดลงนะครับ เพราะฉะนั้นท่านเองต้อง สามารถโยกระหว่างเงิน วงเงิน ระหว่างการระบาด การเยียวยา การฟื้นฟู ท่านต้องโยก กันไปโยกกันมาได้ ตรงนี้ผมไม่ติดใจ แต่ผมมีข้อเสนออย่างนี้ครับ ๓ เรื่องเท่านั้นที่ผมเสนอ
ประการแรกจากบทเรียนใน พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาท เห็นได้ชัดว่ากระบวนการ ได้มาซึ่งโครงการท่านใช้ระบบราชการล้วน ๆ เลยครับ คือมาตามขั้นของกระทรวง อนุมัติ โดยรัฐมนตรีถึงจะไปกรรมการที่สภาพัฒน์ดูแล แต่ไม่ใช่เป็นการเริ่มต้นจากกลุ่มปัญหา ผมเสนอนะครับ เสนอท่านปรับเถอะครับ วิธีนี้พิสูจน์แล้วว่ามันไปไม่ถึงดวงดาว ไม่แก้ไข ปัญหา ไม่ตรงจุด ปรับเลยครับ เอากลุ่มเฉพาะมาเลย กลุ่มท่องเที่ยวที่เป็นปัญหา กลุ่ม อาหาร กลุ่มอาชีพอิสระ กลุ่มขนส่ง เอาให้มันชัดครับ เรียกคนเหล่านี้มามีส่วนร่วมในการ ออกแบบโครงการในการเสนอโครงการ อันนี้ท่านจะช่วยได้มากครับ การทำต้องทำเร็วครับ ทำเร็ว แต่ทำเร็วก็เวลามีวิกฤติโครงการท่านอาจจะออกแบบไว้ แล้วพอเริ่มทำเอ๊ะมันไม่ใช่ ท่านจะแก้อย่างไรครับ ปัญหาตอนนี้ก็คือไม่มีหน่วยติดตามประเมินผล ถ้ามีหน่วยติดตาม ประเมินผลบอกว่าเริ่มแก้ไปก่อนที่มันจะสายเกินไป ก่อนที่จะใช้เงินหมดไป แก้ได้ ที่ผ่านมา ในกติกาเดิม พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาท บอกว่ารายงานต่อสภา ๖๐ วัน หลังจากปีงบประมาณ นะครับท่านประธาน ไม่ใช่หลังจากดำเนินโครงการนะครับ สายเกินไปหมดแล้วครับ เพราะฉะนั้นโครงการที่ไม่ดีหรืออาจจะไม่เหมาะหรืออาจไม่ตอบโจทย์ทำไปหมดแล้ว ทั้ง ๆ ที่มันไม่ช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ อันนี้เป็นข้อที่ ๑ ผมขอวิงวอนนะครับ ขอฟัง จากท่านรัฐมนตรีด้วยว่าท่านพอจะรับได้ไหม ไปปรับปรุงกระบวนการออกแบบโครงการและ กรรมการที่มีการพิจารณาโครงการ
อันที่ ๒ โครงการที่ควรเร่งทำ มีอยู่แล้วควรเร่งทำ เช่น โคเพเมนต์ (Co-Payment) อันนี้ยังไม่ชัดครับ โคเพเมนต์ (Co-Payment) ถ้าเป็นระบบของเยอรมัน เขาพูดชัดเจนเลย เงินได้ที่ลดลงรัฐบาลจ่ายเพิ่มให้แรงงาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินได้ที่ลดลง และต้องไม่เป็นภาระกับผู้จ้าง ของเรายังไม่ชัด ของเราพอมีเงินไปช่วย ผู้จ้างตั้งคำถามว่า มันลดภาระผมหรือเปล่า ปรากฏว่าตรงนี้ไม่ชัด ประเด็นข้อกฎหมาย ภาระของผู้จ้างยังอยู่ ตรงนี้จะไม่แก้ปัญหา แล้วท่านตั้งเป้าไว้เด็กจบใหม่ ๒๖๐,๐๐๐ คน ทำได้จริง ๑๗,๐๐๐ คนเอง ตรงนี้ผมว่าเรื่องใหญ่ ท่านก็ต้องไปปรับโครงการ ต้องไปปรับโครงการ แล้วท่านลดเป้าอีก พอทำไม่ได้ลดเป้าเหลือ ๕๐,๐๐๐ คน ไม่ตอบโจทย์นะครับ เด็กจบใหม่ ๔๐,๐๐๐ กว่าคน ท่านไม่ตอบโจทย์ ตรงนี้ต้องปรับครับ จับคู่กู้เงินพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์เพิ่งลอนช์ (Launch) เพิ่งเริ่มโครงการ ดีมากเลยนะครับ อันนี้ตอบโจทย์มันตรงปัญหา เป็นกลุ่ม ผู้ประกอบกิจการอาหาร ต่อยอด อันนี้ไม่พอครับ ผมอยากให้ท่านพิจารณาต่อยอดด้วย ข้อเสนอของอุปนายกสมาคมภัตตาหารไทย เชฟชุมพลเสนอไว้เลยครับ จัดตั้งกองทุนไทย แลนด์ฟู้ดฟันด์ (Thailand Food Fund) ได้ไหมครับ ไทยแลนด์ฟู้ดฟันด์ (Thailand Food Fund) ทำเลยครับ พรีเมียมเลน (Premium Lane) ซอฟต์โลน (Soft Loan) ภาคธุรกิจ แต่ทำซอฟต์โลน (Soft Loan) แบบที่ผมเสนอนะครับท่านรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ผมเสนอให้ทำแพคกิ้ง เครดิต (Packing Credit) ใช้เงินน้อยได้วงเงินเยอะ ๆ ร่วมกับ แบงก์พาณิชย์ไปทำสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ไปแย่งแข่งกับธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยกู้ ซอฟต์โลน (Soft Loan) อย่างนี้ไม่ได้ ตั้งกองทุนเลยครับ แคชโฟลว์ (Cash Flow) พรีเมียมเลน (Premium Lane) ต่าง ๆ สำหรับสตรีต ฟู้ด (Street Food) ร้านคาเฟ่ ร้านอาหาร ภัตตาคาร อาชีพอิสระท่านมีโครงการอะไรขอให้ชัด ตอนนี้เขาเดือดร้อนมากครับ
สุดท้ายโครงการใหม่ที่ยังไม่เคยทำ ผมเสนอครับ จบใหม่ไปบ้านเกิด ตอนนี้ ท่านตอบโจทย์แค่หมื่นกว่าคนเองครับ แล้วอีก ๔๐๐,๐๐๐ คนอยู่ที่ไหน ผมอยากให้ท่านลองคิด จ้างคนเหล่านี้กลับบ้านเกิด ไปช่วยพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ไปทำจุดเช็กอิน (Check in) ไปทำ การเชื่อมโยงระหว่างผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นกับตลาด โดยผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Media) โดยผ่านเครื่องมือใหม่ ๆ ทำไมทำไม่ได้ครับ ช่วยการโฆษณา ช่วยให้เขาตระหนักว่าบ้านเกิด เขามีอะไรดี สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น แล้วสามารถกระจายผลผลิตการเกษตรแบบเรียลไทม์ (Real Time) ก็คือพูดง่าย ๆ ทุกครั้งที่ผลผลิตการเกษตรออก ราคาตกใช่ไหมครับ ทำไมไม่ให้ ซื้อขายล่วงหน้า เกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัดเป็นเท้า
-๖๒/๑ เด็กจบใหม่ช่วยเป็นคนเดินตลาดทำข้อมูลป้อนให้กับหน่วยงานรัฐในการดำเนินการ ท้ายที่สุด เงินก้อนนี้ต้องถึงคนป่วยจริง ๆ พลาดเป้าไม่ได้เพราะเป็นเงินก้อนสุดท้าย เพราะฉะนั้น เงินก้อนนี้ใช้แล้วต้องจบครับ ขอบพระคุณครับ