จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดกู้เงิน 500,000 ล้านบาทเพื่อเยียวยาโควิด-19 ระลอกที่สอง โดยตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสและความครบถ้วนของข้อมูลหนี้สาธารณะที่รัฐบาลนำเสนอ พร้อมตั้งคำถามถึงการบริหารเศรษฐกิจที่ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเสี่ยงเกินกรอบวินัยการเงิน และเตือนถึงความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจซบเซาคู่กับเงินเฟ้อที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชน หากไม่มีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย วันนี้มาอภิปราย ในเรื่องของพระราชกำหนดในการกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเยียวยาโควิด (COVID) ซึ่งเป็นระลอก ๒ นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งครับที่รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำเอา ร่างพระราชบัญญัติหรือกฎหมายเกี่ยวกับการเงินเข้าสู่สภา ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับการกู้เงิน ในรอบ ๗ ปีที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำรัฐบาลตั้งแต่สมัยปฏิวัติรัฐประหารมา สมัย การเลือกตั้งครั้งล่าสุด ๗ ปีแล้วครับ ก่อหนี้ไปไม่ต่ำกว่า ๕.๕ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ สาธารณะ แน่นอนครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาชี้แจงเมื่อช่วงเช้าก็ บอกว่าระดับหนี้สาธารณะของเราอยู่ในระดับที่ยังไม่น่าห่วงนัก ท่านบอกว่าจะไป แต่ประมาณ ๕๘ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ อยู่ตามข่าว นั่นคือตัวเลข ณ สิ้นเดือนกันยายนปีนี้ครับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวเลขหนี้สาธารณะที่ได้กล่าวนี้ มันยังไม่ครอบคลุมในทุกมิติ
๑. งบประมาณขาดดุลประจำปีซึ่งกำลังพิจารณาอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรอีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเริ่มนับการขาดดุลเมื่อเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้
๒. จีดีพี (GDP) ซึ่งไม่สามารถที่จะโตได้ตามเป้าที่ท่านวางไว้ ท่านกำหนดเป้า จีดีพี (GDP) ไว้ ๒.๕-๓.๕ วันนี้เรารู้ดีครับว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่มีทางเลยที่สังคมไทย เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ในระดับนั้น วันนี้ถ้ามองตัวเลขหนึ่ง ก็เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างเข้าถึง ได้ยาก ดีไม่ดีมีหลายสำนักที่เขาวิเคราะห์วิจารณ์ เขาบอกว่าปีนี้อาจจะเห็นการเติบโต แบบแฟลต (Flat) คือ ๐ ก็ได้
๓. สถานการณ์โควิด (COVID) ระลอก ๓ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน วันนี้ยังไม่ได้ นับรวมในส่วนของความเสียหาย ซึ่งมีไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อระบบ เศรษฐกิจไทย เมื่อรวมองคาพยพความเสียหายทั้งหมด ๓ ส่วนนี้เข้าด้วยกัน ทีมเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยทำการไปรัน (Run) ตัวเลขมาแล้ว ผมแจ้งท่านประธานได้เลยว่าไม่เกิน กลางปีหน้าหนี้สาธารณะเราจะไปแตะที่ระดับ ๖๒ เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างต่ำ ตัวเลขนี้นะครับ ท่านลุกขึ้นมาตอบและมาชี้แจงกับสังคมสิครับว่าปีหน้าเราจะไม่เห็น ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่ากรอบวินัยทางการเงินการคลังที่เรามีอยู่ แน่นอนครับว่า เมื่อหนี้สาธารณะมันจะทะลุ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ต้องเกิดแน่นอนคือเราก็ต้องมานั่งแก้ไข กรอบวินัยในเรื่องของหนี้สาธารณะที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ให้มากขึ้น เมื่อเช้าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังมาตอบ ท่านก็แบะท่าออกมาแล้วว่าอีกไม่นานเราคงจะต้องมานั่ง พิจารณากันว่ากรอบหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ระดับใด ท่านใช้คำสวยหรูครับ แล้วแต่บริบท ทางสังคม อันนี้แน่นอนครับผมเข้าใจ แต่ผมฝากอย่างหนึ่งนะครับ ข้าราชการที่เขียนโพย ให้กับท่านนายกรัฐมนตรีหรือท่านรัฐมนตรีต่าง ๆ เวลาไปตอบ อย่าเขียนโพยแบบวางยา อีกครับ ครั้งที่แล้วนายกรัฐมนตรีมาตอบกลางสภาบอกว่าไม่ต้องห่วงหนี้สาธารณะของไทย ดูญี่ปุ่นสิ ๒๐๐ ดูอเมริกาสิ เรายังอยู่ในสถานะที่โอเค (OK) ไม่เลวร้ายนัก สภาพเศรษฐกิจและสังคมมันเทียบกันไม่ได้ และที่สำคัญศักยภาพในการจัดเก็บ ของเรา สามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี (GDP) ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แล้วของเขาเท่าไร เอามาตอบอย่างนั้นกลางสภาท่านนายกรัฐมนตรีดูโง่ไปทันที แต่ผม บอกเลยครับ นั่นไม่ใช่ความผิดของท่านนะครับ ข้าราชการที่เขียนคำตอบฝากไปให้ นายกรัฐมนตรีตอบนั้นต่างหากที่เป็นผู้ผิด อย่าเขียนแบบนั้นอีก ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันชี้ถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการที่จะหารายได้ เป็นแต่สร้างหนี้ สร้างภาระให้กับคนรุ่นหลัง คำถามที่ตามมาคำถามที่ ๒ ที่จะต้องตอบในสภาแห่งนี้ไม่เคยมี คำตอบนี้หลุดออกมาจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ว่าจะตัวนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจรัฐมนตรีว่าการ หรือข้าราชการก็ตาม ผมเองคนหนึ่งถามมาทุกครั้ง วันนี้ท่านจะมากู้เงินอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านกะจะใช้หนี้นี้อย่างไร ๕.๕ ล้านล้านบาทใน ๗ ปีที่ผ่านมานี้แผนการชำระคืออะไร ถ้าเป็นไปในอัตราการชำระคืนต้นและดอกเบี้ยในปัจจุบันปี ๆ หนึ่งที่เราตั้งงบประมาณเรา จ่ายแต่ดอกเบี้ยปีละ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินต้นหลักหมื่น แต่เป็นหนี้สร้าง ขึ้นมาอีก ๕.๕ ล้านล้านบาท ผมถามว่าอีกกี่ร้อยปีจะหมดถ้าจ่ายกันอย่างนี้ หรือท่านมีหน้าที่ แค่สร้างภาระแล้วก็ปล่อยให้เป็นภาระของคนรุ่นหลัง รัฐบาลหน้าก็มารับไปก็มาตามเช็ดตาม ล้าง มาตามชดใช้หนี้สินที่ท่านสร้างขึ้น อย่างนี้มันยุติธรรมกับคนไทยทั้งประเทศอย่างนั้น หรือ นี่คือคำถามที่ท่านจะต้องตอบ วันนี้ความผิดพลาดในการบริหารเรื่องโควิด (COVID) โดยเฉพาะเรื่องวัคซีนมันเห็นได้ชัด ท่านประธานครับ ทั้งโลกเขากำลังคุยกันเรื่องของการ โพสต์ แพนเดมิก โกรท (Post Pandemic Growth) คือกำลังจะหาทางเติบโตหลังจากที่มัน ตกต่ำมา อเมริกาเขาฉีดวัคซีนไปได้เยอะ เราคงไม่เทียบกับเขาหรอก เขามีศักยภาพ แต่วันนี้ การเติบโตของเขาเขามองไปที่ตัวเลข ๗ เปอร์เซ็นต์ต่อปีนะครับ จีนปีนี้อาจจะ ๘ เปอร์เซ็นต์ ๒ เท่าของการลดลงของปีก่อน แล้วไทยเราทำไมสวนทางกับโลก วันนี้เราอยู่ดาวคนละดวง กับเขา เขากำลังพุ่งขึ้น สถานการณ์โควิด (COVID) เริ่มควบคุมได้ในภาพรวมของโลก เศรษฐกิจกำลังขยายตัวอีกครั้ง ของไทยเราโควิด (COVID) เราเพิ่มยอดขึ้นทุกวัน ๆ ในขณะที่ เศรษฐกิจดิ่งเหว มองไม่เห็นทิศทาง วันนี้ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น แน่นอนครับเมื่อเศรษฐกิจโลกเติบโตอีก ครั้งสิ่งที่เกิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คืออินเฟลชัน (Inflation) คือเงินเฟ้อ เงินเฟ้อระดับโลกเรา ควบคุมไม่ได้ครับ เป็นภาระกดดันสุดท้ายสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยจะต้องแพงขึ้น อย่างหลบเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่เศรษฐกิจไทยเองการบริหารแบบนี้ดิ่งเหวเอา ดิ่งเหวเอา มันเกิดสแตกแนนต์ (Stagnant) ก็คือการซบเซา เศรษฐกิจซบเซา นักเศรษฐศาสตร์หลายท่าน ชี้แล้วครับว่าเตรียมตัวรับดี ๆ เขาเรียกสแตกเฟลชัน (Stagflation) คือเศรษฐกิจพัง คนไม่มีสตางค์ คนไม่มีเงินเก็บ แต่ว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคกลับสูงขึ้น นี่จะสร้างความ เดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนให้กับคนไทยมากเป็นเท่าทวีคูณ ปีก่อนท่านมากู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท ผ่าน พ.ร.ก. เหมือนกัน พวกผมเตือนแล้วในสภาแห่งนี้ ผมเองก็เป็นคนหนึ่ง ที่อภิปราย ผมก็บอกแล้วบอกว่าในแผนอย่ามากำหนดแค่กรอบบอกว่าจะไปจัดสรรให้ฟื้นฟู ๔๐๐,๐๐๐ จะไปเรื่องของการเยียวยา ๕๐๐,๐๐๐ กว่า อีก ๔๕,๐๐๐ เป็นสาธารณสุข เขียนให้ชัดเจนในกฎหมายได้หรือไม่ วันนี้กลับมาแบบเดิมอีกแล้ว ใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็เขียน กรอบไว้คร่าว ๆ แล้วก็เป็นที่เข้าใจกันในสังคม แต่สุดท้ายท่านไปละเลงกันพังไปหมด โยกซ้าย โยกขวา ปีที่แล้วกู้ ๑ ล้านล้านบาท ท่านทราบไหมครับท่านออกมาโฆษณาบอกว่า สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ จีดีพี (GDP) จากติดลบ ๘ มาเหลือติดลบ ๖.๑ นี่ความสำเร็จ ของท่านหรือครับ ท่านประธานครับ เงิน ๑ ล้านล้านบาท คิดเป็น ๖.๒๕ คิดเป็น ๖.๒ เปอร์เซ็นต์ โดยกลม ๆ ของจีดีพี (GDP) แต่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียง ๒ เปอร์เซ็นต์ นี่ไม่ได้สะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างนั้นหรือ นี่เป็นการสะท้อนถึงความ พังพินาศในการบริหารเงินที่ท่านไปเอามา ๑ ล้านล้านบาท ไม่สำเร็จครับ ใน ๑ ล้านล้านบาทมีงบในส่วนของสาธารณสุขอยู่ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ใช้จริงเท่าไร สุดท้ายตัวเลขต่ำเตี้ยเรี่ยดิน การเบิกจ่าย เงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทที่ขอกู้มาใน ๑ ล้าน ล้านบาทหนที่แล้ว ถ้าเอาไปจัดสรรซื้อวัคซีนได้เกือบ ๑๐๐ ล้านโดส (Dose) ฉีดได้ ทั่วประเทศครับ ถ้าเอาไปจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจ เอาไปจัดซื้อจัดทำห้องความดันลบจะ รักษาชีวิตคนได้ไปอีกเท่าไร แต่การบริหารงบประมาณเงินที่ได้ไปล้มเหลว สุดท้ายชีวิต คนไทยหลายพันชีวิตต้องเสียไปเพราะอะไร เพราะความไม่พร้อมของรัฐบาลที่จัดสรร งบประมาณไม่ได้ โรงพยาบาลยังต้องมานั่งเรี่ยไรขอเงินคนบริจาคอยู่ ทั้งที่รัฐบาลมีเงิน พอที่จะเอาไปช่วยเขา ทำไมเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เพราะความไร้ประสิทธิภาพของท่าน หรือไม่ เมื่อไม่กี่วันก่อน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เปิดงาน วันที่ ๗ ที่ผ่านมานี้เองครับ ๒ วันก่อน ดี-เดย์ (D-Day) ฉีดวัคซีนปูพรมทั่วประเทศ ฉลองกันใหญ่โต วัคซีนมาแล้ว ๆ ท่านประธานครับ ดี-เดย์ (D-Day) ท่านนะตัวดี (D) มันย่อมาจากอะไรรู้ไหมครับ ดีเลย์ (Delay) ครับ มันมาช้า ถ้าการบริหารถูกต้อง จัดซื้อวัคซีนมีความหลากหลาย มีปริมาณที่ เพียงพอ จัดให้กับประชาชนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ชีวิตอาจจะไม่ต้องตาย แน่นอนครับว่าถ้าเราจัดสรรงบประมาณได้ถูกต้อง มีวัคซีนทันเวลา มีเครื่องช่วยหายใจ มีอะไรต่าง ๆ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทวันนี้ไม่ต้องมาเสียเวลาสภามานั่งเถียงนั่งถกกันหรอกครับ ไม่ต้องกู้ เพราะประชาชนจะมีภูมิพอที่จะป้องกันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แน่นอนถ้าวัคซีนมา การแพร่ระบาดจะไม่หนักเท่านี้ แน่นอนถ้าเกิดว่าเงินที่มีเตรียมไว้สำหรับฟื้นฟูเยียวยา สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ประชาชนที่อยู่ในประเทศไทยจะมีศักยภาพ จะมีความ พร้อม จะมีเงินติดกระเป๋ามากกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมรับกับเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น กับเศรษฐกิจ ที่มันตกต่ำ แต่นี่ไม่ครับ นี่คือความล้มเหลวของท่านในการบริหารจัดการ สังคมออนไลน์ (Online) เขาพูดกัน ๗ ปีแล้ว จุด จุด จุด พูดไม่ได้ ๗ ปีแล้ว จุด จุด จุด ผมมาถามต่อให้ว่า วันนี้จะเอาอีก ๗ ปีหรือ จุด จุด จุด ยังไม่พออีกหรือครับ ในอดีตมีนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ครับ ผมไม่อยากพูด เดี๋ยวแสลงใจ ผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ชื่อทักษิณ ชินวัตร พูดชื่อไปแล้ว มีนโยบายตอนนั้น ๔ ปีซ่อม ๔ ปีสร้าง รัฐบาลชุดปัจจุบัน ๗ ปีจน ๗ ปี เจ๊ง ๗ ปีที่ผ่านมาประชาชนคนไทยจนกันถ้วนหน้า ขืนให้บริหารต่อไปอีก ๗ ปีประเทศนี้ถึง จุดจบทางเศรษฐกิจเจ๊งแน่นอน ผมต้องเรียนต่อท่านประธานอย่างนี้ครับ เมื่อวันก่อนดูข่าว ท่านนายกรัฐมนตรีออกมาบอกผมรักประชาชน ผมรักประเทศ มองออกนอกหน้าต่างรถ เห็นคนแล้วเป็นห่วง อยากจะดูว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตเขาดีขึ้น หยุดเป็นภาระประเทศสิครับ ท่านประธานที่เคารพครับ รองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม พูดถูกครับ ถ้า พ.ร.ก. นี้ ไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ต้องยุบสภาครับ นี่ล่ะครับคือทางออกของวังวนแห่งความ ล้มเหลวจากการบริหารของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ผมคนหนึ่งล่ะครับ ไม่เห็นชอบต่อ พ.ร.ก. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เพราะผมไม่เชื่อว่าภายใต้รัฐบาลที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสามารถแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ ผมไม่เห็นชอบครับ ขอบคุณครับ