มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อภิปรายร่างพระราชกำหนดกู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากโควิด-19 โดยนำเสนอข้อมูลทุนสำรองของประเทศและชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการกู้เงินเพิ่มเติมอาจขัดต่อกฎหมายวินัยการเงินการคลังหากเกินเพดานที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 60 ของจีดีพี
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ วันนี้กระผมจะขออภิปรายร่างพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ วงเงินเพิ่มเติม ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เสถียรภาพ ประเทศไทย ณ ปัจจุบันเรามีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ ๘.๗๖๗ ล้านล้านบาทด้วยกัน ถ้าอย่างไรขอขึ้นสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
มีหนี้สาธารณะ ณ ปัจจุบัน ๘.๕๙๓ ล้านล้านบาท คิดเป็น ๕๔.๙๑ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี (GDP) ณ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๔ ณ วันนี้ผ่านมาเดือนกว่าน่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ณ ปัจจุบันเรามีกรอบวินัยทางการเงินการคลังไว้อยู่ที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี (GDP) ยังเหลือวงเงินอยู่ที่ประมาณสัก ๖๕๖,๐๐๐ ล้านบาท สถานการณ์โควิด (COVID) ที่ผ่านมา ปีกว่ามีการระบาด ๓ รอบด้วยกัน คือระบาดรอบแรกรัฐบาลผิดไม่ค่อยมาก มีผู้ติดเชื้อ ๔,๒๘๑ คน ตาย ๖๐ คน ระบาดรอบ ๒ รัฐบาลผิดเต็ม ๆ เปิดบ่อน นำเข้าแรงงานต่างด้าว ไม่กักตัว ถือว่ารัฐบาลผิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีผู้ติดเชื้อ ๒๐,๓๔๕ คน ตาย ๓๔ คน ระบาด รอบ ๓ ผิดหนักเข้าไปอีก จากคลัสเตอร์ (Cluster) ทองหล่อ แรงงานต่างด้าวไม่กักตัวถือว่า รัฐบาลผิด ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ณ ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อรอบสาม ๑๖๐,๖๐๒ คน ตาย ๑,๒๓๘ คน เบ็ดเสร็จป่วยสะสมตั้งแต่รอบแรก รอบ ๒ รอบ ๓ ๑๘๕,๒๒๘ คน ตาย ๑,๓๓๒ คน มาดู หนี้ภาคครัวเรือนที่ผมเคยอภิปรายไปแล้วว่า ณ ปัจจุบันเรามีหนี้ครัวเรือนอยู่ประมาณ ๑๔.๐๒ ล้านล้านบาท เฉลี่ยต่อคนก็ประมาณ ๒๑๑,๘๒๔ บาทต่อคน เกิดมาก็เป็นหนี้เลย แล้วมาดูยอดหนี้ตราสารคงค้างทั้งหมดที่รัฐบาลขายไปเพื่อมาชดเชยหนี้สาธารณะ มีหนี้พันธบัตรรัฐบาล หนี้พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หนี้พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย และหนี้ตั๋วใช้เงินหรือตั๋วใช้สัญญา วงเงิน ๙.๙๒๖ ล้านล้านบาท หรือเรียกว่าเป็นหนี้ เกือบ ๑๐ ล้านล้านบาท เสถียรภาพรัฐบาลและเสถียรภาพประเทศไทย ณ ปัจจุบัน คือนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศลบด้วยหนี้ตราสารหนี้ที่ขายไป ติดลบประมาณ ๑.๑๕๘ ล้านล้านบาท ในช่วง คสช. บริหารประเทศมีการจัดงบประมาณขาดดุลติดต่อกัน ๕ ปีด้วยกัน ปี ๒๕๕๘ ขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๙ ขาดดุล ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๐ ขาดดุล ๕๕๒,๙๒๑ ล้านบาท ปี ๒๕๖๑ ขาดดุล ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๒ ขาดดุล ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จกู้ขาดดุลงบประมาณ ๕ ปีในช่วง คสช. คือ ๒.๑๙๒ ล้านล้านบาทด้วยกัน มาดูช่วงรัฐบาลปัจจุบันช่วง ๒ ปีที่ผ่านมามีการจัดงบประมาณ ทั้งหมด ๓ ปีงบประมาณด้วยกัน คือปี ๒๕๖๓ ตั้งไว้ ๓.๒ ล้านล้านบาท ขาดดุลเดิมที ๔๖๙,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือรอบแรก คือกู้ในระบบงบประมาณ แต่สุดท้ายแล้วเก็บภาษี ไม่ตามเป้า ต้องขาดดุลเพิ่มเติมไปอีกประมาณ ๓๓๖,๐๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จรวมแล้วต้องกู้ชดเชยหนี้สาธารณะโดยการขาดดุลปี ๒๕๖๓ คือ ๘๐๕,๙๒๔ ล้านบาท ปี ๒๕๖๔ ตั้งไว้ ๓.๒๘๕ ล้านล้านบาท ขาดดุล ๖๒๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ณ ปัจจุบัน ๘ เดือน ผ่านไปเราเก็บภาษีได้ประมาณ ๑.๓ ล้านล้านบาท เหลืออีก ๔ เดือนจะหมดปีงบประมาณ น่าจะเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า ขาดดุลงบประมาณอีกประมาณ ๓๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จเรา ต้องกู้ขาดดุลปี ๒๕๖๔ ประมาณ ๙๘๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งไม่รวมปี ๒๕๖๕ เราตั้งไว้ ๓.๑ ล้านล้านบาท ขาดดุล ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งเป้าไว้ว่าจัดเก็บภาษีได้ ๒.๔ ล้าน ล้านบาท แต่คิดว่าน่าจะพลาดเป้าไปประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จเราจะต้องกู้ ขาดดุลปี ๒๕๖๕ ประมาณ ๙๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จรัฐบาลปัจจุบัน ๒ ปีที่ผ่านมา น่าจะกู้ขาดดุล ๓ ปีงบประมาณ เบ็ดเสร็จรวม ๒.๗๓๘ ล้านล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมพระราชกำหนด เงินกู้ ๒ ฉบับที่เป็นเงินสด ๆ คือพระราชกำหนดเงินกู้ ๑.๐ ล้านล้านบาท ซึ่ง ณ ปัจจุบัน รัฐบาลใช้หมดแล้ว ณ ปัจจุบันคือวันนี้ พ.ร.ก. เงินกู้อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดว่ารัฐบาล น่าจะใช้หมดภายในสิ้นปี เบ็ดเสร็จรวมเป็น ๑.๕ ล้านล้านบาท ซึ่งไม่รวมพระราชกำหนด ๓ ฉบับด้วยกันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยค้ำประกัน ๑.๒๕ ล้านล้านบาท คือพระราชกำหนด ซอฟต์โลน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พระราชกำหนดบีเอสเอฟ ดูแลตราสารหนี้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบการธุรกิจ วงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท วงเงินดังกล่าวธนาคารแห่งประเทศไทยค้ำประกัน ถ้าหนี้เสียก็เป็นหนี้สาธารณะต่อไป เพราะฉะนั้นกรอบวินัยทางการเงินการคลัง ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังมีไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี (GDP) หนี้สาธารณะ เพราะฉะนั้นตามกรอบวินัยการเงินการคลัง ในครั้งนี้ แต่ ณ ปัจจุบันเรามีหนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ประมาณ๘.๕๙ ล้านล้านบาท ถ้ารวม ณ วันนี้ วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๔ เราน่าจะเพิ่มขึ้นไปประมาณ ๘.๗ ล้านล้านบาท ซึ่งเราเหลือวงเงินอยู่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ณ วันนี้ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผ่านร่างพระราชกำหนดกู้เงินอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และผมก็คิดว่าภายใน ๓ เดือน ข้างหน้าเราจะมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓ เดือน ก็ประมาณ ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เราจะใช้หนี้จาก พ.ร.ก. เงินกู้นี้ได้แค่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาทก็จะชนเพดาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์พอดี แสดงว่าวันนี้ที่เราจะผ่านพระราชกำหนด ไปก็อาจจะมีความผิด ซึ่งอาจจะขัดตามพระราชบัญญัติวินัยทางการเงินการคลัง ปี ๒๕๖๑ ซึ่งเป็นการกำหนดเกินวงเงิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเป็นความผิด ปัญหาปัจจุบันประเทศไทย ขาดรายได้จากการท่องเที่ยวปีละประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปี ๒๕๖๓ เราขาดไป ประมาณ ๒.๗ ล้านล้านบาท ภาษีเข้ารัฐหายไป ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลไม่สามารถหา รายได้จากสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งสามารถทำให้ถูกกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการเปิดคาสิโนออนไลน์ (Casino Online) เล่นจริง สถานบริการ หวยใต้ดิน เราจะสามารถจัดเก็บภาษีได้ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่รวมเงินทุจริตที่นักการเมืองและข้าราชการประจำคอร์รัปชันไป ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีอยากจะแก้หนี้จริงก็ควรจะมีการออกกฎหมายในการแลกเปลี่ยน หมายเลขธนบัตร เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาทต้องชี้แจง ถ้าชี้แจงไม่ได้ก็ต้องยึด หลังจากนั้น ก็เปลี่ยนเป็นการพิมพ์ธนบัตรใหม่เข้าสู่ระบบไม่น่าจะน้อยกว่า ๑.๐ ล้านล้านบาท เพราะเป็น เงินคอร์รัปชัน ๓. คือการจัดเก็บภาษีประเทศไทยต่ำกว่าเป้าเป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น การประกอบรถยนต์ภายในประเทศ ปัจจุบันเราใช้รถยนต์ภายในประเทศ ๑ ล้านคัน ส่งออก ๑ ล้านคัน เอาแค่ยี่ห้อโตโยต้า (Toyota) รุ่นพรีอุส (Prius) เราก็จัดเก็บภาษีขาดไปกว่า ๑๑,๖๖๗ ล้านบาท จนเกิดเรื่องการติดสินบนข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศาลฎีกา ๔. คือประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมเยอะ แต่เรามีแหล่งน้ำน้อยเราควรจะแปลงน้ำเค็มเป็น น้ำจืดเพื่อเพิ่มผลผลิตเกษตรกรรมเพื่อการส่งออก แต่ ณ ปัจจุบันมีนักการเมืองและพรรค การเมืองนำสินค้าเกษตรเพื่อนบ้านมาทุบราคาภายในประเทศ ดังนั้นจากที่ผมสรุปทั้งหมด ท่านประธานครับ จากการที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาผมมีความรู้สึกเสียใจ ที่สุดในการเป็นผู้แทนราษฎร คือการตัดสินใจเลือก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น นายกรัฐมนตรีรอบ ๒ เพราะว่าถ้าไม่เลือกเขาวันนั้น ผมเชื่อว่าเขายกเลิกการเลือกตั้งแน่นอน เพราะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เลือกไปแล้วอย่างน้อยมาตรา ๔๔ ก็หายไป คณะรักษาความสงบ แห่งชาติก็หายไป แต่ผมไม่คิดว่าคนที่มีประสบการณ์ภาครัฐ เป็น ผบ.ทบ. มา ๔ ปี นายกรัฐมนตรีมา ๕ ปี ทั้ง ๆ ที่รู้ทุกเรื่องน่าจะมีความสามารถ มีความสุจริตมากกว่ารัฐบาลที่มาจากพลเรือน แต่พอระยะเวลาผ่านไป ๒ ปี ผมได้ประเมิน ความสามารถทุกด้านของท่านนายกรัฐมนตรีว่ามีความสามารถในการแก้ไขปัญหา สถานการณ์โควิด (COVID) ได้มากน้อยแค่ไหน สุดท้ายแก้ไม่ได้ ถ่วงเวลา แก้แบบเลี้ยงไข้ ปล่อยให้ผู้ป่วยจำนวนมากที่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ปล่อยให้พวกเขาตาย ตายอย่างไร้ญาติขาด มิตร ตายอย่างเดียวดาย ตายอย่างทรมาน ตายเพราะไม่มีรถพยาบาลมารับ ปล่อยให้เขา ค้างเติ่ง ๓ วัน ๕ วัน จนตายคาบ้านจำนวนมาก ทั้ง ๆ ที่เขาจะมีโอกาสอยู่กับครอบครัว ได้อีกระยะเวลาหนึ่งก็ตาม ถ้ารถพยาบาลมารับตัวทัน ตอนนี้ประชาชนต้องการวัคซีน เป็นอย่างมาก แต่รัฐบาลเองก็หาวัคซีนแบบเชื่องช้า ไม่รู้รออะไร หรือรอตกลงค่าส่วนแบ่ง ค่าคอมมิชชัน (Commission) หรือไม่ ทั้งปฏิเสธในการเข้าร่วมโครงการโคแวกซ์ (COVAX) ปฏิเสธไฟเซอร์ (Pfizer) มาเป็นปี เดิมวางแผนให้ประเทศไทยมีวัคซีนแค่ ๒ ยี่ห้อ แต่พอ ถูกจับได้ก็เปิดหลายยี่ห้อแบบมีเงื่อนไขขั้นตอนมาก ผมจึงมาทบทวนว่าสิ่งที่ผมตัดสินใจ เมื่อ ๒ ปีที่แล้วเป็นความผิดมหันต์ เป็นความผิดจริง ๆ เพราะผมเป็นหนึ่งใน ๑ เสียง ที่เปิดประตูให้นายกรัฐมนตรีคนนี้ที่ด้อยด้วยความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศ เป็นนายกรัฐมนตรีที่อวดฉลาดที่สุด ดูถูกผู้อื่น ไม่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ชอบเอาชนะ แม้กระทั่งประชาชนตาดำ ๆ ซึ่งทำให้ประชาชนเดือดร้อนทุกย่อมหญ้า ผมไม่เคยคิดมาก่อน ว่า พลเอก ประยุทธ์ จะมีความสามารถในการสร้างหนี้อย่างมหาศาลให้กับประเทศไทย ประชาชนไทยจนชั่วลูกสืบหลานเหลนโหลน แค่ระยะเวลาปกติที่ท่านบริหารประเทศมา ๕ ปี ก็กู้ขาดดุลงบประมาณไปถึง ๒.๒ ล้านล้านบาท ช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาไม่ต้องพูดถึง กู้ขาดดุลอีก ๒.๗ ล้านล้านบาท ยังไม่รวม พ.ร.ก. เงินกู้อีก ๒ ฉบับ ๑.๕ ล้านล้านบาท ยังไม่รวม พ.ร.ก. เงินกู้ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยค้ำอีก ๑.๒๕ ล้านล้านบาท ไม่รวมหนี้ประชาชนอีก ๑๔.๐๒ ล้านล้านบาท กู้เงินไปขนาดนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์โควิด (COVID) ได้เลยประชาชน ติดเชื้อกว่า ๑๘๕,๐๐๐ คน ตายกว่า ๑,๓๐๐ คน ถ้าภาคธุรกิจการท่องเที่ยวได้วัคซีนไวก็จะ ฟื้นตัวไว นี่ผ่านมา ๑๖ เดือนแล้วตายสนิทตายหมด ภาคประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อนกัน อย่างมากแสนสาหัส ไม่มีเงินแม้แต่จะกินข้าว ไม่มีเงินซื้อนมให้ลูก ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ไม่มี เงินจ่ายค่าบ้าน หนี้สินล้นพ้นตัว ธุรกิจพังพินาศจำนวนมาก อยู่อย่างไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป เหลือรอดร่ำรวยเฉพาะเจ้าสัวที่อยู่ใกล้คณะรัฐมนตรี จากเหตุผลที่ผมกล่าวมาประเทศไทย ยังมีนายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเทศชาติประชาชนคงสิ้นหวัง เพราะ พวกเราได้เห็นสิ่งที่ผ่านไปในอดีต และพวกเรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผมก็ดูถี่ถ้วนแล้ว ว่าท่านยังอยู่มันไปต่อไม่ได้จริง ๆ แม้จะไม่เห็นอนาคต มีแต่อนาคตถดถอยลงตกต่ำลงจนถึง ขีดสุด พ.ร.ก. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ฉบับดังกล่าวแม้จะผ่านไปก็ผิดกฎหมาย ไม่ผ่าน ประชาชนก็เดือดร้อน ดูแล้วไร้ซึ่งอนาคต ถ้า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังอยู่ต่อก็จะขอกู้ ต่อไปอีกหลายฉบับ ออก พ.ร.ก. เงินกู้ไปจนไม่มีใครให้กู้ ถ้าผมจะถามท่านนายกว่าหนี้เยอะ ขนาดนี้ท่านมีปัญญาใช้หนี้ไหม ท่านมีความสามารถในการใช้หนี้ได้หรือไม่ แต่เท่าที่ผมดูหนัง หน้าท่านนายกรัฐมนตรีแล้วท่านหน้าทนเหลือเกิน ทนอยู่ในตำแหน่งต่อไป ท่านอยู่ไปก็ไม่มี ประโยชน์ แต่ท่านอยู่ไปมีประโยชน์กับตนเอง พวกพ้องเท่านั้น ผมเห็นแล้วว่าท่านนายกรัฐมนตรี ไม่มีประโยชน์สำหรับประเทศไทย ประชาชนไทย รังแต่จะเป็นภาระของแผ่นดินต่อไปไม่รู้จบ