สมบัติ วิจารณ์ร่างกู้เงินโควิด ชี้เหมือนหนังภาคต่อทีมเดิมแสดงไม่ดี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๔

สมบัติ ศรีสุรินทร์ วิพากษ์ร่างพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากโควิด-19 โดยเปรียบเทียบกับหนังภาคต่อที่ไม่ได้รับความนิยม แสดงความไม่เชื่อมั่นในมาตรการดังกล่าวและตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณที่ผ่านมาที่ไม่บรรลุเป้าหมาย พร้อมคัดค้านการแจกเงินผ่านแอปพลิเคชันจำนวน 300,000 ล้านบาท ชี้ไม่ส่งผลยั่งยืนต่อเศรษฐกิจฐานราก และเรียกร้องให้เปลี่ยนแนวทางเป็นการจ้างงานหรือส่งเสริมเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าอย่างแท้จริง

นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมบัติ ศรีสุรินทร์ จากพรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออภิปราย เพื่อพิจารณาประกอบการพิจารณาพระราชกำหนดในการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งก่อนที่ผมจะพูดต่อไปนี้ผมก็ขอบอกตรง ๆ เลยว่าพระราชกำหนด ฉบับนี้ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะอ้างว่ามันเป็นความจำเป็น เป็นเหตุฉุกเฉิน จำเป็นต้องตราเป็น พระราชกำหนดเพื่อจะแก้ไขปัญหาของประเทศให้ลุล่วงไป แล้วก็มีความจำเป็นจะต้องเอา พระราชกำหนดมาผ่านสภาในวาระแรกที่มีโอกาสก็คือวันนี้ ผมก็ขอบอกตรง ๆ ว่าวันนี้ อย่างไรผมก็คงจะไม่สามารถรับร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ได้นะครับ ด้วยเหตุผมซึ่งผม ก็คงจะขออภิปราย แต่จะไม่ใช่ในเชิงที่จะเป็นวิชาการนัก แต่คงจะเปรียบเหมือนกับว่า พระราชกำหนดนี้ก็คงจะคล้าย ๆ กับภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ผมเคยดูมา ภาคแรกชื่อว่า ปราบไวรัสสร้างชาติ ก็อำนวยการสร้างโดยรัฐบาลชุดนี้ เสร็จแล้วก็ฉายมา ๑ ปี ปรากฏว่า ผู้คนก็ไม่พอใจกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือดูแล้วก็ไม่ถูกใจ ไม่เป็นไปตามบท ไม่เป็นไปตามเรื่อง มิหนำซ้ำก็ไม่ได้อรรถรสตามที่โฆษณาโหมโรงไว้ แต่วันนี้ก็มีพระราชกำหนดฉบับนี้ ก็เปรียบเสมือนกับเป็นปราบไวรัสสร้างชาติภาค ๒ ภาค ๑ ยังไม่มีคนดูเลยนะครับ คนดู ยังไม่พอใจ มาเกิดภาค ๒ ขึ้นมาก็คงจะอธิบายเทียบเคียงอย่างนี้ว่าในพระราชกำหนด ฉบับแรกซึ่งเปรียบเหมือนกับหนังเรื่องปราบไวรัสสร้างชาตินี้ การกำกับการแสดงของ หนังเรื่องนั้นมันกำกับไม่ได้เรื่องเลย กำกับไปแล้วพระเอก นางเอกก็แสดงไม่สมกับเป็น ดารานำ แสดงไปคนดูก็ผิดหวัง ดูแล้วก็ไม่เห็นจะเป็นแอ็กชัน (Action) ตามที่เขียนบทไว้ เลยว่าโหมโรงไว้ โฆษณาเป็นล้าน ๆ ว่าจะมีการกู้เงินมา จะมีการรักษาโรคให้ทันเหตุการณ์ แล้วก็จะมีการเยียวยา ขอให้คนในชาตินั้นได้มีความสุขขึ้น แล้วก็ฟื้นฟูเศรษฐกิจขึ้น ดูไปสัก ครึ่งทางก็จะรู้แล้วว่าพระเอก นางเอกเล่นไม่ตรงกับบทเลย บทเขียนมาดีแต่การกำกับก็ไม่ดี เพลงประกอบก็ไม่ได้เรื่อง ตัวประกอบก็ไม่ได้เรื่อง ดูหนังไปสักครึ่งเรื่องคนก็ออกจากโรงหนัง เกือบหมดแล้ว เพลงประกอบก็ใช้ไม่ได้ พอวันนี้ผ่านมาปีหนึ่งคณะผู้สร้างชุดเดิมก็สร้างหนัง ด้วยบทบทเดิม ผู้กำกับคนเดิม พระเอกก็คนเดิม นางเอกก็คนเดิม เพลงประกอบ ตัวประกอบ ทุกอย่างเหมือนเดิมหมด แล้วจะให้ใครไปดูหนังเรื่องนี้ล่ะครับ ผมเปรียบอย่างนี้เหมือนกับว่า ผมไปดูหนังมาแล้วผมก็มาดูหนังเรื่องที่ ๒ หรือเป็นภาค ๒ มันไม่น่าดูเลย แล้วก็ไม่น่าจะเชื่อ ว่าหนังเรื่องนี้จะมีอรรถรสที่มันจะพอใจให้ผมทนดูจนเกิดมีความสุขและสนุกไปตามสคริปต์ (Script) ของหนังนั้น ฉะนั้นวันนี้ก็ขอเรียนตรง ๆ ว่าคงจะไม่สามารถรับพระราชกำหนด ฉบับนี้ได้ รวมทั้งจะยกตัวอย่างเปรียบต่อไปด้วยว่าขณะที่ภาค ๒ กำลังออกมาขอให้เรา ไปตีตั๋วดูภาค ๒ คณะผู้สร้างก็ได้สร้างหนังประกอบขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งคล้าย ๆ กัน ประกอบ ไปด้วยผู้กำกับคนเดิม ประกอบไปด้วยพระเอก นางเอกคนเดิม บทบาทก็คล้าย ๆ เหมือนเดิม แต่ว่าตั้งเป็นชื่ออีกเรื่องหนึ่งชื่อว่าเงินกู้เพื่อความผาสุก แล้วก็บังคับให้คนไปดู ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก แต่คนดูก็ไม่ค่อยประทับใจนัก รวมทั้งผู้วิจารณ์ก็วิจารณ์กันไป ต่าง ๆ นานา จนกระทั่งถ้าจะเปรียบเทียบไปก็เหมือนกับงบประมาณเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว นั่นล่ะครับ ก็คือก็สร้างเหมือนเดิมแล้วก็บอกว่าจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ว่าการจัดระบบ การทำให้หนังนั้นเป็นไปตามบทสคริปต์ (Script) ที่มันควรจะเป็น อะไรก่อนหน้า อะไร ควรจะทำก่อน อะไรควรจะทำหลังและทำอย่างไรนี้มันก็ไม่ได้ ฉะนั้นหนัง ๒ เรื่องเอาออกมา ฉายนี้ที่ผ่านมามันใช้ไม่ได้เลยครับ แต่วันนี้ก็ไปเป็นหนังเรื่องที่เป็นภาค ๒ ของหนัง เรื่องแรก ถ้าเปรียบเทียบอย่างนี้ผมว่าผู้ฟังทางบ้านก็อาจจะพอฟังได้ว่ามันจะหวังได้อย่างไร ว่าพระราชกำหนดฉบับนี้มันจะเกิดอรรถรสและมันทำให้เกิดเป็นไปตามที่เขาโฆษณา อย่างที่เขาโฆษณามาครั้งแรกใช้เงินล้านล้านบาทก็เหมือนกับว่าประเทศไทยได้กู้เงินมา ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเงินกู้ที่มากทีเดียวแล้วก็คงจะทำให้เกิดมีความหวังกับผู้คนในประเทศไทย แต่ผ่านมา ๑ ปีก็มีแต่เสียงกึกก้องว่ายากจน ไปที่ไหนก็มีแต่ความยากจน มีแต่ความข้นแค้น ในเรื่องการสาธารณสุขก็มีความอันตราย มีความเสี่ยง ในเรื่องการทำมาหากินก็ฝืดเคือง ข้าวของก็แพงขึ้น มันก็เป็นเสียงอย่างนั้น ฉะนั้นในวันนี้ผมก็กำลังคิดว่าถึงแม้ว่าพวกผม ซึ่งเป็นฝ่ายค้านจะค้านอีกเหมือนกับเมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่พวกเราค้าน แต่ว่าเสียงที่เราค้านกันนี้ มันน้อยกว่าเสียงฝ่ายรัฐบาล รัฐบาลมีคะแนน ๒๖๘ เสียง พวกผมได้มา ๒๐๑ เสียง ก็ปรากฏว่า กฎหมายงบประมาณก็ผ่านวาระแรกไป ยังมีความหวังอยู่ ซึ่งขอพูดตรงนี้เลยนะครับ ความหวังก็มีอยู่ที่กรรมาธิการงบประมาณ ๗๒ คนที่ไปแปรญัตติ ผมหวังว่าไม่ว่ากรรมาธิการ งบประมาณที่ได้รับการแต่งตั้งไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือจะเป็น ส.ส. ฝ่ายไหน หรือแม้กระทั่งผู้ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. แต่เป็นกรรมาธิการคงที่จะมีความพยายาม ที่จะตัดทอนงบประมาณ แล้วก็จัดงบประมาณให้มันตรงประเด็น ให้มันถูกต้อง แล้วก็แปรญัตติกลับมา อย่างวันนี้ที่ท่านกำลังบอกว่าจะมีพระราชกำหนด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ซึ่งเป็นเหมือนหนังภาค ๒ นี้ มันมีกำหนดไว้เป็นบทเหมือนเดิม บทที่ ๑ ก็คือเกี่ยวกับ การรักษาพยาบาล เยียวยา ดูแล เรื่องสาธารณสุขเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีเรื่อง เกี่ยวกับการเยียวยาประชาชนทั่วไปอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีเงินเกี่ยวกับ การฟื้นฟูเศรษฐกิจอีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องเอามา วันนี้ เพราะเงินงบประมาณ ๓.๑ ล้านล้านบาทที่ผ่านไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ถ้าคณะกรรมาธิการ ได้ไปดูในรายละเอียดให้ชัดเจนสามารถจะตัดออกได้มากมายเลย งบที่ไม่จำเป็นที่พูดกันอยู่ ในสภา เช่น งบของการซื้ออาวุธ งบของการดำเนินงานเรื่องที่ไม่จำเป็นแต่ผูกพันและเอามา ทำก่อนนี่ตัดออกไปได้ แล้วตัดออกไปนี่ ตัดไปแล้วก็พอเพียงกับการที่จะซื้อยารักษาโรค ตัดไปแล้วก็เพียงพอกับเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะมาขอซื้อยา ซื้อเวชภัณฑ์ หรือการ ปรับปรุงการสาธารณสุข ที่จริงตรงนี้มันไม่จำเป็น ที่จริงเราดูแลเงินงบประมาณที่ผ่านไป ให้มันตรง แล้วถ้าคณะกรรมาธิการมีวิจารณญาณ มีความเห็นว่าประเทศชาติจำเป็น ต้องได้รับการช่วยเหลือจากท่าน ท่านก็คงจะตัดแล้วก็ดำเนินการปรับปรุงให้เป็นไปตาม การแก้ไข

อันที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องเยียวยา เยียวยาเที่ยวนี้ท่านบอกว่าขอใช้เงินเยียวยาอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คราวที่แล้วเงิน ๑ ล้านล้านบาทก็บอกว่าจะขอใช้เงินเยียวยาอยู่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในที่สุดก็ปรับแผนตามที่ท่านรัฐมนตรีได้พูดตอนต้นว่าถึงแม้ว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้จะผ่านไปแล้ว แต่ก็ยังคงอำนาจไว้ให้ ครม. สามารถปรับเปลี่ยนหมวดหมู่ สามารถปรับเปลี่ยนไปตามความจำเป็นที่เกิดขึ้น ก็คงจะเหมือนกับตอน ๑ ล้านล้านบาท บอกว่าจะเป็นเงิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้ว ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็กลายเป็น ๖๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการเยียวยา แล้วการเยียวยาที่ผ่านมานั้นก็เป็น การเยียวยาด้วยการแจก มีโครงการที่ผมจำไม่ได้เลยครับ มีแจกในเรื่องของบัตรยากจน มีการแจกเรื่องไทยชนะ มีการแจกตามมาตรา ๓๓ มีแจกให้ไปเที่ยว มีแจกสารพัดจะแจก เป็นเงินรวมแล้วเกือบ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แจกไปแล้ว ขอโทษเถอะครับ ผมพูดตรง ๆ ก็คือ คนที่ได้รับแจกนี้เขาก็แบมือรับ แจกมาฉันก็รับ แต่รับไปแล้วก็ไม่ได้มีความหวังว่าอนาคต มันจะดีขึ้นเลย ก็คือยิ่งแจกไปเศรษฐกิจฐานรากหรือเศรษฐกิจที่เป็นตัวเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่า ให้ประเทศมันไม่เกิดขึ้น มันกลายเป็นแจกเพื่อจิตวิทยาเบื้องต้นเท่านั้นเอง แจกแล้วก็ได้ใช้ เงินอยู่ประมาณอาทิตย์หนึ่ง หรืออย่างมากก็เดือนหนึ่ง เงินที่แจกแล้วก็หมดไป แล้วรัฐบาล ก็มักจะโฆษณาอีกว่าเดี๋ยวจะมีแอปพลิเคชัน (Application) ตัวใหม่ มีแจกเรื่องใหม่ ฉะนั้น ๑ ปีที่ผ่านไปนี้ประชาชนขยันรู้เรื่องขึ้นมามาก รู้ว่าจะไปเข้าแอปพลิเคชัน (Application) อย่างไร ไปอ่านคู่มือแล้วจะต้องตื่นมาตอนไหน กี่โมงฉันจะเข้าแอปพลิเคชัน (Application) ได้ก่อนเพื่อน ทำอย่างไรฉันจะได้รับแจกก่อนคนอื่น และคนที่ได้รับแจกส่วนมากก็คือ คนที่มีลูกหลานซึ่งช่วยกันเขียนแอปพลิเคชัน (Application) ช่วยพ่อแม่ให้เข้าแอปพลิเคชัน (Application) แล้วก็ได้เงิน กลายเป็นว่านิสัยของคนไทยที่ผ่านมา ๑ ปีนี้เรานั่งรอเงินแจก กลายเป็นขอทานบรรดาศักดิ์ไปแล้วล่ะ เรากลายเป็นว่าเรานั่งรอว่ารัฐท่านจะแจกอะไร จะมี แอปพลิเคชัน (Application) ตัวใหม่ กระเป๋าสตางค์ตัวไหน มีอะไรอีก แล้วกลายเป็นว่า คนในครอบครัวพ่อได้เงินตรงนั้น แม่ได้เงินตรงนั้น ลูกได้เงินตรงนั้น สรุปแล้วครอบครัว ต่าง ๆ นั้นไม่ต้องทำมาหากิน ไม่ต้องดิ้นรนหรอกครับ ก็พอจะได้แจกเยียวยากันไปวัน ๆ แต่ผลก็คือว่าเศรษฐกิจของโลกดีขึ้นบ้าง แต่เศรษฐกิจของไทยนั้นไม่เห็นอนาคต มีแต่แจก กับแจกลูกเดียว ฉะนั้นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครั้งใหม่นี้ผมก็เชื่อ เพราะว่าผมฟังดูเมื่อ ๒-๓ วันมา ก็บอกว่า จะมีการแจกเงินคนละครึ่งอีก ๓,๐๐๐ บาทต่อคน จะมีการแจกให้ไปเที่ยว จะมีการแจก อย่างโน้นแจกอย่างนี้อีก ฟังดูแล้วเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตัวนี้ถ้าไม่คิดทำเป็นอย่างอื่น ผมว่าแจกไปเฉย ๆ ก็หายไปเฉย ๆ แล้วจีดีพี (GDP) ของประเทศก็คงจะตกต่ำอยู่อย่างนี้ แล้วก็เงินกู้ที่กู้ขึ้นก็จะทำให้เพดานเงินกู้ที่เทียบกับเงินกู้สาธารณะเทียบกับจีดีพี (GDP) มันก็ เข้าเต็มเพดาน แล้วต่อไปข้างหน้าท่านก็จะมาขอหนังภาค ๓ เอาหนังภาค ๓ มาให้เราดูอีก จะเป็นการกู้เงินเพื่ออะไรอีก ซึ่งมันกู้มา ๗ ปีแล้วล่ะครับ กู้มา ๗ ปีเป็นเงินหลายหมื่น หลายแสนล้านบาท แต่เศรษฐกิจก็ดิ่งลงเหวไปทุกปี ๆ ถ้าเป็นผู้ดูหนังก็คงจะไม่ดูหนังเรื่องนี้ ที่มีผู้กำกับคนนี้กำกับการแสดง พระเอก นางเอกชุดนี้ฉันก็ไม่ดูแล้ว บทบาทอย่างนี้ ก็ไม่เอาแล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือเปลี่ยนผู้กำกับเถอะครับ ที่ยังพอเห็นอยู่ได้อยู่ก็คือพวก ข้าราชการประจำนั่นล่ะ เขียนบทมาดี เขียนบท เขียนแนวทางของการบริหารไปอย่างดี แต่พอถึงเวลามากำกับการแสดง แล้วมาแสดง มาจัดการนี้มันดูไม่ได้ ฉะนั้นในวันนี้ ก็เปรียบเทียบอย่างนี้ครับว่า มันเหมือนกับหนังภาค ๒ ซึ่งดูจากการดำเนินการมามันไม่น่าดูเลย ทีนี้ก็กลับมาในส่วนที่ว่าวันนี้ผมเชื่อว่า จะลงคะแนนวันนี้หรือจะลงคะแนนพรุ่งนี้ก็ตาม มันก็ จะมีการลงคะแนน แล้วผมก็เชื่อว่าถึงแม้ว่าฝ่ายค้านจะพยายามค้านอย่างเต็มที่ และถึงแม้ว่า ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลหลายท่านก็มีความเป็นห่วงเช่นผมเหมือนกัน แต่ในที่สุดแล้วก็อาจจะมีการ ลงคะแนนให้ผ่านแบบคราวที่แล้ว ๒๖๘ เสียง ต่อ ๒๐๑ เสียง ฉะนั้นก็เป็นความเป็นห่วง ดังนั้นถึงแม้ว่าพวกผมจะค้าน แต่ขอติงเอาไว้ครับ วันนี้ขอพูดเป็นเชิงแนะนำ จะขออนุญาต แนะนำบ้าง ก็คือว่าในเรื่องของการแปรญัตติงบประมาณก็ขอช่วยจัดการให้มันดี เพื่อทำให้ มันเป็นไปตามเป้า ส่วนเรื่องของการแจก การเยียวยา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ขอความกรุณา เถอะครับ อย่าแจกเลย อย่าไปออกแอปพลิเคชัน (Application) ใหม่เลย พยายามใช้เงิน เยียวยาไปในทางที่จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ทำให้เศรษฐกิจมันฟื้น อาจจะ ไม่ได้แจกเงิน แต่ผมเชื่อว่าถึงไม่ได้แจกก็จะกลายเป็นจ้าง แทนที่จะแจกกลายเป็นจัดจ้าง กลายเป็นจูงใจ หรือกลายเป็นส่งเสริมให้คนเขาทำธุรกิจ อย่าไปปล่อยให้เขารอเฉย ๆ แล้วรอ ว่ารัฐบาลจะออกแอปพลิเคชัน (Application) อะไรมาให้เราอีก อยากให้เน้นไปในการเลิก แจก แต่กลายเป็นจัดจ้าง จัดหา แล้วก็จูงใจ แล้วก็มุ่งให้เกิดการทำงาน แล้วกลไกที่จะต้อง ทำความจริงตามที่ผมเป็นผู้แทนมา ผมไปดูส่วนราชการ ผมไปดูพวกธุรกิจหรือเอ็นจีโอ (NGO) หรือคนต่าง ๆ มีคนที่หวังดีต่อประเทศนี้กับคนยากคนจนกันมากมาย ส่วนราชการ เองที่จริงก็ออกแบบไว้ มีส่วนราชการที่ทำหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็ง กรมส่งเสริมการเกษตรไป สร้าง ไปอบรมไว้ มีทั้งเรื่องของการสร้าง ยัง สมาร์ต ฟาร์มเมอร์ (Young Smart Farmer) สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่อบรมเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นหรอกครับ เพราะว่าอบรมเอาไว้ แต่ไม่มีเงินให้เขาทำ ทำไม่ได้ อย่างโครงการที่ ๒ โคสร้างชาติที่ท่านรัฐมนตรีประภัตร หรือ กรมปศุสัตว์คิดไว้ บอกว่าจะมีเงิน ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโค จนป่านนี้ ผ่านมาปีเศษ ๆ ประชาชนก็ไม่สามารถจะเลี้ยงโคได้ เพราะว่าการเข้าถึงเงินนั้นมันเป็นไป ตามกติกาที่ยาก ไปบอกให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรกู้เงิน แต่ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรไปวิเคราะห์แล้ว ถ้าจะต้องเป็นไปตามระบบที่วางอยู่ เขาก็กลัวว่าเขาจะต้องทำผิดระเบียบ เขาก็กลัวว่าอ้ายนั่นก็เสี่ยงอ้ายนี่ก็เสี่ยง ฉะนั้นไม่ได้ครับ มาเรื่องอื่น ๆ ครับ ก็จะมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่รัฐมีอยู่แล้ว มีแผนงาน อบรมคนเอาไว้ก็เยอะแล้ว แต่ท่านก็ไม่เอามาใช้ รวมทั้งหอการค้า สภาอุตสาหกรรม หรือแม้แต่กระทั่งสภาเอสเอ็มอี (SMEs) เขาก็มีความคิดที่จะช่วยอยู่หลายเรื่อง มีตัวเลข มีบุคลากร มีกรอบการคิด กรอบการ ทำงาน ซึ่งถ้าแบ่งเงินให้เขาไปใช้สามารถจะช่วยเศรษฐกิจของประเทศอย่างจริงจังได้ รวมทั้ง มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน มีเป้าหมายในการสร้างจีดีพี (GDP) ที่ชัดเจน มันก็เป็นประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งผมคิดว่าในประเด็นที่จะต้องพูดก็คือว่าในเรื่องของการเยียวยากรุณาอย่าแจกเลยนะครับ กรุณาฟื้นฟู และฟื้นฟูก็ขอให้ไปฟื้นฟูในสิ่งที่เป็นเศรษฐกิจของประเทศ แล้วก็ใช้องคาพยพ ของคนในประเทศซึ่งมีความสามารถ หน่วยงานของรัฐก็มีความสามารถ อย่าไปยึดอยู่กับ แอปพลิเคชัน (Application) ที่จะแจกเงิน ให้ยึดอยู่กับคนที่มีความต้องการจะช่วย และคน เหล่านั้นก็จะสามารถให้พวกเราประสบความสำเร็จได้ ฉะนั้นประเด็นที่พูดก็เกินเวลามา พอสมควร แต่เป็นความรู้สึกของผมจริง ๆ ว่าผมก็คงจะไม่รับหลักการ และพรรคเพื่อไทย ก็คงจะไม่รับหลักการ แต่เราก็หวังว่าถึงแม้เราจะไม่รับหลักการ หลักการผ่านไปแล้ว ท่านคง จะเอาความคิดความเห็นของพวกเราต่าง ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ไปปรับปรุงเพื่อให้เกิดประโยชน์ กับประเทศชาติต่อไป ขอบคุณครับ