วทันยา ชี้งบสาธารณสุขขาดแคลน หลังใช้เงินกู้ไม่ทันโรคระบาด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๔

วทันยา วงษ์โอภาสี ตั้งข้อสังเกตการจัดสรรเงินกู้เพื่อสาธารณสุขที่ช้าและไม่เพียงพอ แม้สถานการณ์โควิดเร่งตัว ทั้งด้านวัคซีนและการเตรียมระบบสาธารณสุข เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่ลงทุนมากกว่า พร้อมตั้งคำถามถึงความพร้อมของกระทรวงสาธารณสุขในการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐค่ะ ในวันนี้ในการอภิปรายในเรื่องของพระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันจะขอเจาะไปในส่วนของงบประมาณในกลุ่มที่ ๑ ก็คืองบประมาณในส่วนทางด้าน สาธารณสุขโดยเฉพาะค่ะ เพราะว่างบประมาณในส่วนนี้เป็นเหมือนกุญแจหัวใจหลักที่สำคัญ ของปัญหาต่าง ๆ ที่วันนี้ประเทศ ประชาชนคนไทยกำลังต้องเผชิญภาวะวิกฤติ เราเห็นถึงภาพที่ โรงพยาบาลต่าง ๆ ต้องออกมาขอรับบริจาคชุดพีพีอี (PPE) หน้ากากอนามัย เครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือกระทั่งล่าสุดโรงพยาบาลต่าง ๆ ต้องออกมาขอชะลอในเรื่องของ การฉีดวัคซีน ประชาชนที่ลงทะเบียนฉีดวัคซีนก็ต้องมารอลุ้นเป็นรายวันว่าเมื่อถึงคิวตัวเอง จะยังคงมีวัคซีนเหลือเพียงพอหรือไม่ ตื่นเช้ามาคนไทยวันนี้ต้องมารอฟังตัวเลขจำนวน ผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยสะสมที่เกิดขึ้นในแต่ละวันเพื่อติดตามว่าสถานการณ์กำลังจะดีขึ้นหรือจะ เลวร้ายลง ทั้งหมดนี้มันเป็นความเชื่อมโยงโดยตรงที่ดิฉันจำเป็นจะต้องพูดถึงเงินงบประมาณเงินกู้ เมื่อครั้งที่รัฐสภาแห่งนี้ได้เคยอนุมัติไปเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม เมื่อปีที่ผ่านมา จำนวน ๑ ล้านล้านบาท ซึ่ง ๑ ในนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่ามีเงินจำนวน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทที่ถูกจัดสรร ไปเพื่อใช้ในเรื่องของการแก้ปัญหาทางด้านสาธารณสุขโดยเฉพาะ ดิฉันขอย้อนเวลากลับไป ว่าโควิด (COVID) ที่เริ่มต้นระบาดตั้งแต่ระลอกแรกก็คือเมื่อช่วงปลายปี ๒๕๖๒ แต่เริ่มมาเกิดเหตุการณ์ลุกลามบานปลายก็คือตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปี ๒๕๖๓ นั่นจึงเป็นที่มา ของเหตุผลที่รัฐบาลจะต้องออก พ.ร.ก. เงินกู้จำนวน ๑ ล้านล้านบาทในวันที่ ๗ เมษายน แล้วก็มาผ่านเข้าสภาแห่งนี้ในวันที่ ๓๑ พฤษภาคม สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าดิฉันไปตามตัวเลข ของกรมบัญชีกลางในวันที่ ๕ พฤษภาคม ผ่านไป ๑ ปีพอดิบพอดี จากตั้งแต่วันแรกที่ออก พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ใน ๑ ปีนั้นเราผ่านอะไรบ้างคะ เราผ่านเหตุการณ์โควิด (COVID) ระลอกที่ ๓ ที่เกิดขึ้นที่สมุทรสาครเมื่อช่วงปลายปี ๒๕๖๓ หรือเหตุการณ์โควิด (COVID) ระลอกที่ ๓ ที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ที่คริสตัลผับ (Crystal Pub) ในวันที่ ๓๑ มีนาคม แต่ในวันที่ ๕ พฤษภาคม สิ่งที่ตัวเลขที่กรมบัญชีกลางได้ประกาศออกมาถึงการใช้ในเรื่อง ของงบ พ.ร.ก. เงินกู้ในส่วนของ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทของสาธารณสุขนั้นกลับพบว่ามีวงเงิน ที่ตั้งเพื่อขออนุมัติไปแล้วเพียงแค่ ๒๕,๘๕๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียงแค่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ของวงเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ผลของการเบิกใช้จ่ายจริงมีเพียงแค่ ๗,๐๐๐ ล้านบาท ในจำนวนเงินทั้งหมดที่ได้ขอรับอนุมัติไปเมื่อเราไปดูในรายละเอียดกลับพบว่างบประมาณ ที่ถูกนำจัดสรรไปใช้เกี่ยวกับเรื่องวัคซีน การเตรียมความพร้อมโดยเฉพาะนั้นกลับมีเม็ดเงิน อยู่เพียงแค่ ๒,๗๐๐ ล้านบาท หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเป็นเพียงแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์ของเม็ดเงิน ทั้งหมด ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทที่ประชาชนรัฐสภาแห่งนี้ได้สร้างความหวังที่จะให้กระทรวง สาธารณสุขได้มีอาวุธในการที่จะไปต่อสู้กับโรคร้ายให้เราทุก ๆ คน แต่เม็ดเงินในการที่จะใช้ กับวัคซีนกลับถูกนำไปใช้เพียงแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์เพียงเท่านั้น ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนามได้ใช้เงินในการเตรียมในเรื่องของการจัดซื้อวัคซีนทั้งสิ้นถึง ๓๔,๐๐๐ ล้านบาท หรือกรณีของสิงคโปร์ก็ได้ใช้เงินถึง ๒๓,๕๐๐ ล้านบาทในการจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) เพื่อนำมาฉีดให้กับประชาชนในประเทศสิงคโปร์ นอกจากนั้นอีก ๑ สิ่งที่สำคัญ ของการแก้ปัญหาในเรื่องของโควิด (COVID) ถึงแม้วัคซีนจะเป็นกุญแจที่สำคัญที่สุด แต่อีก ๑ ด้านก็คือการเตรียมเครื่องมือความพร้อมทางการแพทย์ การเตรียมระบบโครงสร้าง สาธารณสุข เมื่อวันที่วัคซีนมาถึงแล้วเราจะมีระบบโครงสร้างสาธารณสุขที่เพียงพอต่อ การที่เร่งกระจายวัคซีนไปสู่ประชาชนให้ได้เร็วที่สุด แต่ว่าในโครงการเหล่านั้นที่ขออนุมัติ กลับมีเม็ดเงินอยู่เพียงแค่ ๖,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียงแค่ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ของเม็ดเงิน จำนวนทั้งหมด ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือตัวเลขที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากที่เกิดโควิด (COVID) ไปแล้วทั้งระลอกที่ ๒ ระลอกที่ ๓ แต่หลังจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือว่า ๓๓ วันถัดมา ก็คือล่าสุดกระทั่งวานนี้ วันที่ ๘ มิถุนายน ครม. มีมติอนุมัติโครงการ เพิ่มเติมเกี่ยวกับงบประมาณทางด้านกลุ่มที่ ๑ สาธารณสุขโดยตรง อีกจำนวน ๒๘๔.๕ ล้านบาท สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดก็คือว่าวงเงินจาก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ในวันที่ ๕ พฤษภาคม ยังเหลือ เม็ดเงินทั้งหมด ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท แต่ล่าสุดวานนี้เหลือเม็ดเงิน ๒๓๖ ล้านบาท หรือใช้ วงเงินในการอนุมัติไปแล้วทั้งสิ้น ๙๙ เปอร์เซ็นต์ คำถามคือในช่วงเวลากว่า ๓๙๓ วัน ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมให้กับคนไทยไว้อย่างไรในการใช้เม็ดเงิน ไปเพียงแค่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ของ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทที่พวกเราทุก ๆ คนให้อาวุธไปเพื่อไปต่อสู้ กับโรคร้ายให้กับคนไทย แต่ใน ๓๓ วัน หลังจากที่เกิดปัญหาขึ้นเพียงเท่านั้นกลับสามารถที่จะมีโครงการขออนุมัติ ได้ถึง ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขข้อเท็จจริงเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการใช้งบที่ล่าช้าแล้วมาเร่ง เอาทีหลังในวันที่สถานการณ์ได้ลุกลามบานปลายสิ่งเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นว่าการทำงาน ไม่ได้มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า การวางแผนการทำงานที่ไม่มีการประเมินความเสี่ยง อย่างรอบคอบ จนนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้วันนี้คนไทยทุกคนต้องเผชิญกับปัญหาทางด้าน สุขภาพและเศรษฐกิจปากท้อง ถ้าหากวันนั้นเราทำงานเชิงรุก การมีอาวุธถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งแต่เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓ จะทำให้เราสามารถจัดซื้อวัคซีนซึ่งเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุด ต่อการต่อสู้กับโรคร้ายไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) ได้เราจะมีเงินไปสร้างโรงพยาบาล สนาม การซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อรักษาผู้ป่วยและเพื่อปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ จากการติดเชื้อและเสียชีวิต ดังนั้นในการออก พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในวันนี้ ดิฉันก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากที่เมื่อวานนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศราชกิจจานุเบกษา ถึงแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนใหม่ ในเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในวันนี้มีจำนวน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะต้องถูกจัดสรรเพื่อไปใช้กับทางด้านสาธารณสุขโดยตรงอีกครั้งหนึ่ง ดิฉันจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะทำงานจะวางแผนในการทำงานอย่างรอบคอบและไม่ประมาท เพราะสิ่งที่สูญเสียไปนอกจากจะเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่ามหาศาล เป็นเหตุผลที่ทำ ให้วันนี้เราจะต้องมาร่วมประชุมในการออก พ.ร.ก. เงินกู้เพิ่มอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่นั่น ก็อาจไม่นับรวมถึงจำนวนผู้เสียชีวิตที่อาจจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ หรือเป็นที่รักของใครสักคน เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินเป็นมูลค่าได้ ขอบคุณค่ะ