เอกภพ เพียรพิเศษ ตั้งข้อสังเกตผลการดำเนินงานของ สปสช. ที่ต่ำกว่าเกณฑ์ต่อเนื่อง พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพแห่งชาติ การจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงการเบิกจ่ายเงินดูแลผู้ป่วยโควิด-19 โดยเฉพาะการจัดซื้อ ATK และปัญหาการเข้าถึงบริการสาธารณสุขในกรุงเทพมหานครที่มีอัตราการใช้บัตรทองต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ ซึ่งส่งผลให้การรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ไม่เพียงพอ จนเกิดปัญหาผู้ป่วยเสียชีวิตที่บ้าน และเรียกร้องให้ชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเร่งด่วน
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ก็มีความยินดีที่จะได้อภิปราย รายงานของ สปสช. อีกครั้งนะครับ หลังจากที่ในสภาชุดนี้ผมได้เคยอภิปรายมาแล้ว ๒ รอบ ในรอบนี้ก็คงไม่ต้องอารัมภบทมาก ก็จะเป็นเรื่องของการยิงคำถามโดยตรงแล้วก็ตามงาน ที่ผมได้เคยอภิปรายไว้เมื่อปีก่อน ๆ นะครับ แต่ว่าก่อนที่จะถึงตรงนั้นผมมีเรื่องหนึ่ง ที่อยากจะให้ท่านเปิดไปหน้า ๘๑ กับหน้า ๘๒ ของรายงานจะเห็นเรื่องของผลการดำเนินงาน เรื่องตัวชี้วัดตามเกณฑ์คุณภาพในปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๓ ปรากฏว่าในเกณฑ์นี้ตัวชี้วัดแทบ ทุกข้อ สปสช. สอบตกหมดเลย แล้วก็น่าจะสอบตกอย่างต่อเนื่องมาด้วย แล้วยังไม่มีทีท่าว่า จะกระเตื้องขึ้น ตรงนี้จะต้องขอคำอธิบายว่าจะดำเนินการอย่างไรในปีต่อ ๆ ไปนะครับ เพราะว่าตรงนี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญในเรื่องของการดำเนินงานของ สปสช. เพื่อสร้างสุขภาพของ ประชาชนนะครับ เอาล่ะ ในวันนี้ผมมีประเด็นที่จะพูดถึงแล้วก็ถามถึงมี ๓ ประเด็นครับ
ประเด็นแรกคือการดำเนินการตามมาตรา ๙ มาตร ๑๐ มาตรา ๑๑ ของ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ผมเคยถามไว้ แล้วก็จะถามต่อนะครับ
ประเด็นที่ ๒ คือปัญหาการเข้าถึงบริการสาธารณสุขในเขต กทม. ซึ่งปัญหานี้ จะเกี่ยวโยงไปในเรื่องของปัญหาการรับมือกับการระบาดของโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ด้วยนะครับที่เราประสบปัญหาอยู่ ณ ตอนนี้
ประเด็นที่ ๓ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญคือเรื่องของความโปร่งใสในการบริหาร จัดการกองทุนนะครับ
เรื่องของประเด็นแรกก่อนนะครับคือเรื่องของการดำเนินการตามมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ ของ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตอนนี้จะครบ ๒๐ ปีแล้ว ตามบทเฉพาะกาลในมาตรา ๖๖ เขาบอกว่าให้ตราพระราชบัญญัติกฤษฎีกาตามมาตรานี้ ภายใน ๑ ปี แต่เปิดโอกาสให้ขยายเวลาได้ปีละครั้ง โดยต้องรายงานให้ประชาชน รับทราบด้วย ในรายงานฉบับนี้อยู่ตรงไหนครับรายงานตรงนั้นให้ประชาชนรับทราบ ถ้าไม่มี เขียนไว้ในรายงานเลย ซึ่งตรงนี้ปีที่แล้วผมก็อภิปรายไว้แล้ว ถ้าไม่มีตรงนี้ถือว่าทำผิดหรือไม่ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทำผิดกฎหมาย พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพ แห่งชาติหรือไม่ ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญนะครับ เราจะทำผิดกฎหมายไม่ได้ ผมก็เลยต้องย้ำเตือน แล้วก็ย้ำอีกครั้งว่าต้องมีการรายงานความคืบหน้าครับ แล้วก็บอกเหตุผลว่ามาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ ที่เรายังทำไม่ได้คืออะไร นี่ผิดกฎหมายนะครับ ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการระบาดโควิด (COVID) การระบาดของโควิด (COVID) ในต่างจังหวัดเราพอรับมือได้ เรามีระบบสาธารณสุขที่ดีต่างจากใน กทม. ครับ ที่ผ่านมาระบบสาธารณสุขของ กทม. ถูกหมักหมมปัญหาไว้ มีการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ของ กทม. ผ่านบัตรทองเพียงแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จากในรายงานเล่มที่รายงานทั่วประเทศ เฉลี่ยแล้วประมาณ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ไม่ได้มีการรายงานไว้ในเล่มนะครับ แสดงว่า สปสช. ไม่เห็นปัญหา หรือพยายามปกปิดปัญหา หรือว่าหมกปัญหานั้นไว้ มองแต่ข้อดีและ นำเสนอแต่ข้อดีของตัวเอง พอปัญหานี้ไม่เคยมีการแก้ไขมาก่อน เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้น เมื่อมีจำนวนคนไข้มากขึ้นปัญหานี้ก็ปะทุออกมาเหมือนฝีแตก คนไข้ที่อยู่ใน กทม. มีความ ลำบากในการเข้ารับบริการการรักษาพยาบาล ทำให้มีผู้ป่วยเสียชีวิตอยู่ที่บ้าน ทำให้มีการ เข้าถึงบริการได้ยาก เราจะแก้ไขด้วยโฮมไอโซเลชัน (Home Isolation) หรือคอมมูนิตี ไอโซเลชัน (Community Isolation) นั่นมันเป็นปลายเหตุครับ แต่ต้นเหตุคือการเข้าถึง บริการ ที่ผ่านมาเรายังไม่ได้มีการแก้ไขตลอด ๒๐ ปี ของ สปสช. จะทำอย่างไร ไม่มี ในรายงานเล่มนี้ด้วยที่จะบอกไว้ตรงนั้นเช่นกันครับ
ประเด็นที่ ๓ เรื่องสำคัญครับ คือเรื่องของความโปร่งใส ผมตั้งประเด็นว่า การจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ของ สปสช. ผ่านโรงพยาบาลราชวิถีอาจจะเสี่ยงต่อความผิด ทางด้านกฎหมาย เพราะว่าไม่มีกฎหมายรองรับ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนี้ การโอนให้โรงพยาบาลราชวิถีซื้อแทนนั้นเป็นการกระทำแบบที่เรา เรียกว่าศรีธนญชัย แต่กฎหมายไม่ได้เปิดโอกาสว่าให้เครือข่ายเป็นการซื้อยา แล้วไป กระจายต่อ กฎหมายตามมาตรา ๒๒ ของ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพ ผมจำมาตราได้ไม่ชัด แต่น่าจะมาตรา ๒๒ นะครับ เขียนไว้ว่าให้เครือข่ายนั้นทำหน้าที่ คือให้บริการแล้วก็ เบิกค่ารักษา ไม่ใช่เอาเงินงบประมาณแล้วก็ไปซื้อยาหรือเวชภัณฑ์ แล้วไปแจกให้ลูกค้าข่าย ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องดูกันว่าเราทำผิด แล้วจะทำผิดซ้ำอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งมันก็มาถึง เรื่องของประเด็นชุดตรวจเอทีเค (ATK) ประเด็นปัญหาที่ผมเจอจากการสืบสวน ในกรรมาธิการการสาธารณสุขพบว่า สปสช. มีคณะกรรมการชุดหนึ่ง มีกรรมการที่กำหนด สเปก (Spec) กำหนดราคาชุดตรวจเอทีเค (ATK) หลังจากที่กำหนดราคาแล้วส่งให้องค์การ เภสัชกรรมไปจัดซื้อ แต่ปัญหาคือบริษัทที่หน่วยงานหรือว่าคณะกรรมการนั้นคาดว่าจะมา เปิดซองไม่มาในการเปิดซองครั้งแรก องค์การเภสัชกรรมเขียนไว้ชัดเจนครับว่ามีข้อทักท้วง จากผู้สังเกตการณ์ ซึ่งมาจากกลุ่มแพทย์กลุ่มหนึ่งซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกรรมการชุดนั้น ทักท้วงว่าบริษัทที่มีศักยภาพอาจจะไม่ได้มาเปิดซอง ก็เลยเป็นเหตุผลหนึ่งในการเลื่อน การเปิดซองหรือยกเลิกการเปิดซองในครั้งนั้น อันนี้คือการจงใจทุจริตหรือว่ามีเงื่อนงำอะไร หรือเปล่า ตรงนี้ สปสช. ต้องไปตรวจสอบ การเบิกจ่ายค่าตรวจคัดกรองเอทีเค (ATK) ในชุมชน ต้นทุน ๑๐๐ กว่าบาท เบิก ๔๕๐ บาท มีการนำแพทย์ บุคลากรจากต่างจังหวัด มาตรวจในกรุงเทพฯ ถูกต้องหรือไม่ การเบิกจ่ายค่าโฮมไอโซเลชัน (Home Isolation) หลังจากขึ้นทะเบียนแล้ว ๓,๐๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาทต่อวัน มีการดูแลจริงหรือไม่ มีการ ร้องเรียนว่าไม่ได้รับทั้งยา แล้วก็ไม่ได้รับการดูแลจากประชาชนทั่วไป นี่คือสิ่งที่เจอ นี่คือเป็น สิ่งที่ สปสช. ต้องรายงานความโปร่งใสของการบริหารจัดการ นี่เพียงแค่จุดเล็ก ๆ จุดเดียว ที่ผมนำเสนอ ยังมีอีกหลายจุดที่เราอาจจะต้องพูดถึงต่อไป ฉะนั้นวันนี้ผมก็ขอสรุปว่า มี ๓ ประเด็น เรื่องของมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ เรื่องของการเข้าถึงบริการ สาธารณสุขในกรุงเทพฯ แล้วก็ความโปร่งใส ซึ่ง สปสช. เสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย ก็อยากจะได้คำตอบตรงนี้ แล้วในการรายงานปีหน้าก็น่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนลงใน รายงานเป็นเอกสารด้วย ขอบคุณครับ