จาตุรงค์ หารือลดขั้นตอนส่งต่อผู้ป่วย เสนอไอทีนัดหมาย-ส่งยาถึงบ้าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๖ กันยายน ๒๕๖๔

จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ หารือประเด็นสุขภาพหลายด้าน ทั้งปัญหาการลดลงของเม็ดเงินกองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า การเรียกร้องขยายสิทธิครอบคลุมการฟอกไตทางเส้นเลือด ปรับปรุงระบบส่งต่อผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงการจัดการโรคโควิด-19 ด้วยการเร่งคัดกรอง รักษา และกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึง พร้อมผลักดันการดูแลผู้พิการและการตรวจหามะเร็งแต่เนิ่นๆ ด้วยพีอีทีสแกน

นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย วันนี้เป็นรายงานของ สปสช. ในระยะของประกันระยะแผน ๕ ในปี ๒๕๖๑- ๒๕๖๕ ซึ่งผมต้องเรียนว่าวันนี้ สปสช. นั้นถือว่าเป็นผู้ซึ่งรับบทหนักที่จะต้องช่วยเหลือพี่น้อง เพราะขณะนี้พี่น้องลำบากมาก สำหรับปัญหาและประเด็นที่ผมจะนำเรียนก็คือเรื่อง เม็ดเงินก่อน เม็ดเงินของปี ๒๕๖๒ ได้รายหัว ได้เงินทั้งสิ้น ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท พอปี ๒๕๖๓ ได้ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๔ ได้ ๑๔๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอปี ๒๕๖๕ ได้น้อยลง ซึ่งปี ๒๕๖๕ ท่านจเด็จจะต้องได้เม็ดเงินน้อยลงทั้งที่มีเรื่องโควิด (COVID) อยู่ เงินหายไปพอสมควรทีเดียว เรื่องของรายหัวก็ลดลงจาก ๓,๖๐๐ บาท แล้วก็ปี ๒๕๖๔ เหลือ ๓,๗๐๐ บาทกว่า ๆ ปี ๒๕๖๕ ก็เหลือ ๓,๗๐๐ บาท ที่ผมมีคำถามและมีประเด็น ที่อยากจะถาม ข้อที่ ๑ ก็คือเรื่องโรคเกี่ยวกับการฟอกไต ท่านประธานครับ เราไปตามพื้นที่ จะมีทุกคนที่มาหาพวกเราบอกว่าเป็นโรคไต ทั้งไตวายเรื้อรังต้องเข้าฟอกไต ซึ่งผมเข้าใจว่า ในโรงพยาบาลเองเขาไม่สามารถจะทำฟอกไตได้ ก็มีเอาต์ซอร์ซ (Outsource) มา ทีนี้ การฟอกไตก็มี ๒ แบบ คือฟอกแบบหน้าท้องกับฟอกแบบเส้นเลือด สปสช. เดิมให้เฉพาะ หน้าท้องที่ฟรี แต่ฟอกหน้าท้องนี้ติดเชื้อง่าย โอกาสที่จะอยู่โฟลว์ไวโอเลต (Flow Violet) น้อย ไม่เกิน ๕ ปี แล้วก็เสียชีวิตไป แต่ถ้าฟอกทางเส้นเลือดจะอยู่ได้เป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี ประเด็นก็คืออยากให้ สปสช. ขยายวงเงิน ซึ่งปีที่แล้วได้ ๖๑,๐๐๐ ปีนี้ก็ได้ ๖๐,๐๐๐ กว่า ขายวงเงินในการดู การฟอกไตทางหน้าท้อง ทางเส้นเลือดให้ครอบคลุมให้ได้ ท่านครับ อย่าคิดว่าถึงแม้ว่าจะฟรี แต่เขาต้องเหมารถมา เขาต้องมากินข้าว ต้องมาอยู่ มีค่าใช้จ่ายเขาก็ลำบาก คนที่เป็นโรค ไตวายเรื้อรังแทบจะหมดเนื้อหมดตัวสำหรับครอบครัวนั้น ๆ เป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าเห็นใจ กับเขามาก

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการที่ขณะนี้เราเป็นยุคโควิด (COVID) เรื่องของระบบ รีเฟอร์ (Refer) ซึ่งในแผนในหนังสือนี้ที่เขียนไว้แล้วว่ามีเพิ่มขึ้น ๔ ประการที่ทำให้ก็คือ หน่วยบริการได้รับสิทธิรีเฟอร์ (Refer) หรือว่าไม่ต้องมีการย้ายสิทธิมีผลได้ทันที ก็ต้องเรียน อีกครับท่านประธาน อย่างเช่นอำเภอกันทรลักษ์ซึ่งติดกับจังหวัดอุบลราชธานีก็ ๗๐ กิโลเมตร ติดกับจังหวัดศรีสะเกษก็ ๗๐ กิโลเมตร เท่ากัน แต่พี่น้องประชาชนก็บอก อยากจะขอไปรับโรงพยาบาลศูนย์ที่สรรพสิทธิประสงค์ แต่ก็มีระบบที่บอกว่าต้องเข้าไป โรงพยาบาลเซคันดารีแคร์ (Secondary Care) ก็คือโรงพยาบาลจังหวัดก่อน แล้วโรงพยาบาลจังหวัดถึงจะส่งเข้าโรงพยาบาลศูนย์ได้ แต่บางอำเภอติดจังหวัดอุบลราชธานี ต้องวนกลับมาจังหวัดศรีสะเกษใหม่แล้วเข้าไปจังหวัดอุบลราชธานี ถ้าเกิดว่าจะได้รีเฟอร์ (Refer) ซึ่งตรงนี้อยากให้เป็นระบบทั้งหมด ซึ่งนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านจเด็จว่า ในระบบรีเฟอร์ (Refer) ท่านจัดให้เขาไม่ต้องผ่านหลายขั้นตอน แล้วก็การรับส่งมันจะได้ง่าย เพราะนั่นคือคำนึงถึงประโยชน์ของเขา แล้วเรื่องของบอกว่าไม่ต้องมีใบส่งตัว เรียนถามว่า ถึงไหนแล้ว ใช้ได้ไหม เห็นว่านำร่องนะครับ ที่บอกไม่ต้องส่งตัวหรือว่านำร่องในเขตต่าง ๆ ขณะนี้ หลังจากนี้ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ จะสำเร็จได้แค่ไหน อย่างไร

ถัดมาก็คือเรื่องการนัดหมาย การนัดหมายนี้ผมเรียนเลยว่าตอนนี้เราต้องใช้ ระบบไอที (IT) คนป่วยมาเขามาทั้งวัน เหมารถเรือมาทั้งวัน ครอบครัวไม่ต้องทำอะไรแล้วได้ ตรวจเอาตอนเย็นก็มี ตอนบ่ายก็มี เพราะว่าอะไร เพราะว่าคนแน่นมาก ถ้าสามารถนัดหมาย ได้ว่ายาย ก ยาย ข มา ๐๙.๔๐ นาฬิกา คนนี้มา ๐๙.๔๕ นาฬิกา ๐๙.๕๐ นาฬิกา ใช้เวลาแค่ ประมาณ ๒๐ นาที ๓๐ นาที แล้วรับยาได้เลยกลับได้เลย นี่คือสิ่งที่ดี ส่วนเรื่องการจ่ายยา ที่บ้านทางไปรษณีย์ผมเห็นด้วย ว่าเป็นประโยชน์แต่ก็ต้องมีการนัดฟอลโลว์อัป (Follow Up) กัน

ถัดมาก็คือที่ท่านเขียนไว้ว่าสิ่งที่ถือเป็นความท้าทายในเรื่องของโคโรนาไวรัส (Corona Virus) นี่ล่ะครับเป็นเรื่องใหญ่มาก ตอนนี้เราต้องมองถึงเรื่องว่าคัดกรองให้ได้มาก ที่สุด เร็วที่สุด ทั่วถึงที่สุด แล้วรักษาให้เร็วที่สุด ตอนแรกท่านบอกว่านำร่องด้วยยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) แล้วก็มาประกาศเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายนที่ผ่านมาว่าให้ได้เลยถ้าเกิดว่า มีการสัมผัสเชื้อ ซึ่งตรงนี้ทำให้มีผลการตอบรับดีมาก ผมต้องเรียนว่ายานี้ต้องได้ก่อนเลย ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไปรอจนว่ามีอาการมากแล้วค่อยให้ยา เชื้อลงปอดก็ลำบาก เพราะอย่างนั้น ยาตรงนี้ต้องให้พอ แล้วเราก็ผลิตได้เอง แล้วทราบว่าต้นทุนจากเม็ดละ ๑๐๐ บาท เหลือ เม็ดละ ๑๐-๒๐ บาท แล้วเราก็ต้องมองถึงยาตัวเลือกตัวใหม่ซึ่งกำลังจะเข้ามา นี่คือยารักษา วัคซีนท่านต้องเร่งเลยนะครับ เพราะว่าสำคัญมาก ท่านบอกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของคนก็ ๕๐ ล้านคน ตอนนี้เราได้เข็มหนึ่งแค่ประมาณ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เข็ม ๒ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ยังไม่ครบ ดังนั้นต้องเร่ง ที่ผมเห็นก็คือเรื่องของโรค คนพิการ ในนี้ท่านเขียนท่านดูเรื่องคนพิการ สัมฤทธิ์ผลนิดเดียว การช่วยเหลือคนพิการ การตอบรับ คนพิการนี่เราต้องเห็นใจเขานะครับ เขาอยู่อย่างลำบาก เราต้องเติมกำลังใจ ให้เขา ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์รถเข็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยังชีพ ให้เขาอยู่ได้แบบไม่ต้อง พึ่งพาคนอื่น ซึ่งท่านตั้งเป้าไว้ ยังได้แค่ ๒๘,๐๐๐ ตั้งเป้าไว้ สัมฤทธิ์ผลแค่ ๒๘,๐๐๐ จาก ตั้งเป้าไว้ ๓๐,๐๐๐ คน ผมว่าตั้งเป้าไว้เท่าไรก็ต้องทำให้สัมฤทธิ์เป็นร้อยเลย เพราะว่ากลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่เขาได้รับความเดือดร้อนจริง ๆ เพราะฉะนั้นก็หวังเป็นอย่างยิ่งเห็นว่าปี ๒๕๖๕ จะมีการพัฒนาในเรื่องของการตรวจมะเร็ง แบบเพตสแกน (PET Scan) ซึ่งตรงนี้ผมยืนยันว่าเป็นประโยชน์มาก เพราะว่าการตรวจ มะเร็งที่ถือว่าเออร์ลีดีเทค (Early Detect) เพราะว่ามีการเอกซ์เรย์แบบที่เขาสามารถอัปเทค กลูโคลส (Glucose Uptake) ได้ทำให้คนไข้ที่เป็นหรือไม่เป็นนี่มันชีวิตเลยนะครับ ถ้าทำได้ ตรงนี้ต้องให้เขาเลยเรื่องฟอกไต เรื่องการอินเวสติเกต (Investigate) ต่าง ๆ ซึ่งทาง สวทช. คงจะได้ตอบอีกที ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ