สุพิศาล แจง สวทช. ขาดทุน 718 ล้าน แต่มีสินทรัพย์ 8,000 ล้าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๖ กันยายน ๒๕๖๔

สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสถานะการเงินของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติที่ขาดทุนกว่า 700 ล้านบาท พร้อมวิพากษ์การบริหารความเสี่ยงโดยเฉพาะโครงการนวัตกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ไม่บรรลุเป้าหมาย ความล้มเหลวของนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จากภาวะวิกฤติ และปัญหาการขับเคลื่อนงบประมาณแบบเชิงเส้นที่ไม่ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ พร้อมเสนอให้ปรับแนวทางการกระจายเม็ดเงินและอำนาจเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในงานวิจัยและนวัตกรรม

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย เริ่มต้นอย่างนี้ครับ ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ดูที่ เอกสารรายงานการเงินเลยนะครับ รายงานการเงินปีนี้ ปี ๒๕๖๓ พูดง่าย ๆ ว่าท่านมี สถานภาพขาดทุนไปกว่า ๗๐๐ กว่าล้านบาท ๗๑๘ ล้านบาทเศษ ๆ แต่ผมก็ไปดูว่าเงินที่ ท่านใช้ไปไหน ก็เป็นเรื่องของการใช้เงินที่ท่านมีรายได้มากขึ้น ปีนี้ท่านมีรายได้มากขึ้นกว่า ปีที่แล้วถึง ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ จาก ๕,๘๐๐ กว่าล้านบาท มาได้ ๖,๗๐๐ กว่าล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายยังคงเดิมนะครับ ในเรื่องค่าใช้จ่ายคงเดิม สรุปว่าสถานภาพการเงินยังมีเงินใช้ จ่ายอยู่ เพราะว่ายังมีเงินหรือสินทรัพย์ที่เป็นภาพรวมอยู่แล้ว ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทีนี้ในรายงานนี้ผมสนใจในเรื่องการบริหารความเสี่ยงครับท่านประธาน ริสก์เมนเนจเมนต์ (Risk Management) ครับ ท่านครับ ทาง สวทช. ได้รายงานเรื่องของความเสี่ยงที่เกิดขึ้นที่ประกอบกับระดับองค์กร ๑๐ รายการ แล้วก็มีความเสี่ยงเกิดขึ้น ๔ ด้าน ผมเอาสรุปมาง่าย ๆ เลยว่า สวทช. ก็ได้มีการ แก้ไข มีการแก้ไขจากการบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในหน้า ๑๒๐ ที่อยู่ ตอนท้าย ๆ มาเกี่ยวข้องถึงเป้าหมายในเรื่องของความเสี่ยง โดยทาง สวทช. ได้พิจารณา ทบทวนการดำเนินการ ปัจจัยภายในและภายนอก และมีมติในเรื่องการบริหารความเสี่ยง ๓ รายการที่อยู่ในเรื่องของการเกิดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด ในอาร์อีเอส-๕ (RES-5) กับ อาร์อีเอส-๗ (RES-7) และอาร์อีเอส-๔ (RES-4) ในเรคอร์ด (Record) นี้ ก็เป็น ความเสี่ยงที่น่าสนใจที่ท่านปรับแล้วก็เอามาใช้เป็นกลยุทธ์ใหม่เพื่อประเมินโอกาสและ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือความเสี่ยงทั้ง ๔ ด้าน คือด้านกลยุทธ์ ด้านการจัดการ ด้านการเงิน และความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการครับท่านประธาน สิ่งที่พบเห็นอันดับแรกคือ อาร์อีเอส-๕ (RES-5) ท่านประธานครับ ถ้าอ่านเอกสารตามไปจะพบว่าเป็นการพัฒนา เขตนวัตกรรมระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีตัวไอ (I) อยู่ นวัตกรรมคืออินโนเวชัน (Innovation) แล้วบอกเลยว่ามันไม่สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายที่กำหนด ตรงนี้ล่ะครับสิ่งที่ท่าน มาถูกทาง ผมได้เคยพิจารณาเรื่องงบประมาณที่เข้ามาของโครงการที่เรียกว่าบูรณาการ งบบูรณาการของอีอีซี (EEC) ท่านคณิตท่านก็เดือดร้อน ท่านต้องมาชี้แจงนะครับ แล้วผมก็ เคยพิจารณาแล้วว่าสิ่งที่สำคัญคือการบริหารความเสี่ยงเกิดขึ้นจากการที่ผู้ที่มีความ รับผิดชอบในงบประมาณที่จะไปขับเคลื่อน ใช้วิธีการทำแผนงานโครงการเป็นลิเนียร์ โพรเจกต์ (Linear Project) ครับ ท่านประธานเคยได้ยินคำว่าโพเทนเชียล โพรเจกต์ (Potential Project) ไหมครับ คือการบิดผันโพรเจกต์ (Project) ที่มันครอบคลุมและทำให้ เกิดเม็ดงานหลายเม็ดงาน คือผมก็พูดในเรื่องประเด็นนี้นะครับว่าการทำให้นวัตกรรมนี้ เกิดขึ้นต้องใช้โพเทนเชียล (Potential) ไม่อย่างนั้นมันจะไม่เกิด ถ้าท่านเอางบประมาณมาผูก ติดเป็นแบบลิเนียร์ (Linear) เป็นห้อย ห้อย ห้อย ในแผนบูรณาการที่จะขับเคลื่อน งบประมาณที่รับไปมันไม่เกิดประโยชน์ ผลสัมฤทธิ์ที่ท่านคิดว่าจะให้เกิดขึ้นมันไม่มีเลย ผมเข้าใจว่าท่านอาจารย์คณิตท่านคงเอาไปปรับพอสมควรแล้ว ผลสำเร็จจึงปรากฏออกมา ตามรายงานนี้ว่ามันไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายที่กำหนด ส่วนอาร์อีเอส-๗ (RES-7) นั้น คือการเตรียมการขับเคลื่อนไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ตรงนี้ผมว่าอย่าเพิ่งแก้เลยครับ หยุดเลยครับ ๔.๐ ท่านหยุดเลยครับ ยอมรับความผิดพลาดใน ๔.๐ มันเคลื่อนไทยตอนนี้ ๒ ปีกว่า ๆ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม ที่โควิด (COVID) ประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ปี ๒๕๖๓ เป็นต้นมา ท่านครับ ท่านต้องเข้าใจว่ามันไม่สามารถเคลื่อนประเทศได้เพราะว่ามันอยู่ ในภาวะวิกฤติ อันนี้ก็เป็นที่รับรู้ ฉะนั้น ๔.๐ นี้พับไปเลยครับ เหมือนระเบียงเขตเศรษฐกิจ พิเศษ ๑๐ เขตที่กำลังพลิกแล้วก็กลับฟื้นฟูใหม่ กำลังจะเปลี่ยนรูปแบบเป็นเขตเศรษฐกิจ ภูมิภาคอีกระดับหนึ่ง ไปเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ๕.๐ ก็ได้ หรือ ๔.๕ ก็ได้ ในเรื่องของอาร์อีเอส-๙ (RES-9) คือไม่สามารถส่งเสริมการลงทุนได้ ก็คือแน่นอนครับช่วงนี้ผมเห็นด้วยว่าลงทุนไม่ได้ ส่วนเรื่องความเสี่ยงเรื่องของการปฏิบัติการนั้น กระบวนการสนับสนุนปรับตัวไม่ทัน แน่นอน ครับอันนี้คือการเคลื่อนของรัฐบาลที่เป็นรัฐรวมศูนย์นะครับท่านประธาน ถ้า สวทช. ให้ คำแนะนำว่าการกระจายอำนาจหรือกระจายเม็ดเงิน หรือการมีรายได้ การขับเคลื่อนเงินลง ไปในข้างล่าง ให้หน่วยงานที่รับงบประมาณได้ใช้จ่ายงบประมาณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยเฉพาะเรื่องนวัตกรรม เรื่องวิทยาศาสตร์ให้บังเกิดผลให้ดูดีมาก แล้วเรื่องการเงินและเรื่อง ของการขาดความมั่นคงทางด้านการเงินมันชัดอยู่แล้ว เพราะตอนนี้กู้แล้วกู้อีก คราวหน้า ก็จะกู้อีก ๑.ล้านล้านบาท เพื่อมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ตรงนี้ล่ะครับทาง สวทช. ต้องสร้าง เครื่องมือและกลไกให้รัฐบาลไปขับเคลื่อน ๑ ล้านล้านบาท ที่จะกู้ใหม่ว่าจะสร้างเศรษฐกิจที่ เรียกว่าบีซีจี (BCG) ผมก็สนใจบีซีจี (BCG) ครับท่านประธาน คือไบโอ เซอร์คูลาร์ กรีน อีโคโนมิก (Bio-Circular-Green Econamic) นี่คือเครื่องมือที่รัฐเองเดินทางมาถูก แล้ว สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ ส่วนเรื่องความเสี่ยงทางด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ผมคิดว่าเราเสียชื่อเสียงทางด้าน ผลิตภัณฑ์หรือผลผลิตทางงานวิจัยมามากแล้ว แต่ สวทช. ก็ได้เงินไปเยอะนะครับ เพราะ ครั้งสุดท้ายที่ผมเคยเข้างบประมาณพบว่าการที่กระทรวง อว. ได้งบประมาณไปทำวิจัยมาก แต่เป็นงบประมาณที่เกิดขึ้นจากการผูกพันโครงการเก่า ๆ ให้ไปปรับใหม่ครับ แล้วหยิบเอา เฉพาะที่ทำได้มาครับท่านประธาน เอกสารเล่มนี้ดี ดีมาก ๆ จะเป็นเอกสารที่ทำในแผ่นดิสก์ (Disk) ผมไม่เห็นด้วยเพราะว่ามันอ่านไม่ได้ ไม่ได้ลูกหูลูกตาครับ แล้วมันไปใช้อ้างอิง รีเฟอร์ (Refer) หรือเรเฟอเรนซ์ (Reference) ในทางวิชาการไม่ได้ดี ท่านประธานครับ นี่คือเอกสาร ที่สมบูรณ์แบบครับ แล้วก็ขอให้พัฒนาเรื่องการบริหารความเสี่ยงให้มากกว่านี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ