วิรัตน์ ชี้เจ้าหน้าที่เริ่มความรุนแรง กำชับใช้กําลังตามสิทธิมนุษยชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๖ กันยายน ๒๕๖๔

วิรัตน์ วรศสิริน หารือปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและผลกระทบจากพฤติกรรมผู้นำ ตั้งคำถามถึงการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ในการสลายการชุมนุมเยาวชน โดยยืนยันหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศที่คุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ พร้อมชี้แจงว่าการใช้น้ำแรงดันสูงผสมสารเคมีที่แยกปทุมวันเป็นการเริ่มต้นความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ และเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติคุ้มครองเยาวชนในฐานะอนาคตของชาติ

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทยครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน และกราบขอบพระคุณท่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินะครับ ท่านประธานครับ สังคมทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่าเด็กถูกทำร้ายทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งเรียกว่ามากขึ้น ทุกปี ในปี ๒๕๖๔ ปีนี้ก็ดูจะมากกว่าในรายงานปี ๒๕๖๓ เล่มนี้อย่างมากนะครับ ซึ่งก็เกรงว่า จะเป็นปัญหาสังคมได้ทั้งในอนาคตนะครับ แล้วยิ่งจะมีมากขึ้นในช่วงเกิดปัญหาเศรษฐกิจ โควิด (COVID) ในขณะนี้ สถานะทางครอบครัวก็เป็นอีกปัจจัยที่เป็นแรงกดดันให้เกิด ความเครียดในการทำร้ายเด็กได้นะครับ โดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต ซึ่งส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นพวกขี้โวยวาย หงุดหงิดง่าย เกรี้ยวกราดเก่ง คนลักษณะเช่นนี้ เป็นคนที่น่ากลัวนะครับท่านกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหา สังคมได้ เช่นกันครับท่านประธาน หากประเทศมีผู้นำที่มีอุปนิสัยเช่นที่ว่านี้แล้วล่ะก็ไม่เพียง ก่อให้เกิดปัญหาสังคมในอนาคตเท่านั้น ยังจะเป็นปัญหาต่อประเทศชาติในปัจจุบันขณะนั้น และในอนาคตได้ในทุกประเทศ ทุก ๆ ที่เช่นกัน ยิ่งในสถานการณ์ที่บ้านเมืองอย่างเรามีการ ชุมนุมประท้วงอย่างเช่นในปี ๒๕๖๓ ตามรายงานเล่มนี้นะครับ ก็ยืดเยื้อยาวนานตราบมา จนถึงปัจจุบันนี้ ผมใคร่ขอยกตัวอย่างเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๓ มีการชุมนุมของ กลุ่มเยาวชนเพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกที่แยกปทุมวัน ผมมีความเห็นว่าการปฏิบัติ หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันนั้นเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ และนำมา ซึ่งเป็นต้นตอของความรุนแรงที่เกิดตามมาภายหลัง ทำให้เด็กเยาวชนของชาติกลายเป็น คนก้าวร้าวนะครับ ไม่ว่าที่ไหนในโลกนี้การพัฒนาการของการต่อต้านอำนาจรัฐก็คือ ความรุนแรงด้วยกันทั้งนั้น หากการปราบปรามนำมาซึ่งสันติภาพได้ในโลกนี้คงไม่มีสงคราม ภายในเกิดขึ้นหรอกครับ ท่านประธานครับ ในวันนั้นที่แยกสยาม ตำรวจชุดปราบจลาจล พร้อมโล่กระบอง รถฉีดน้ำ และประกาศให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมโดยให้เวลาเพียง ๕ นาที เมื่อไม่เลิกเจ้าหน้าที่ก็ได้ใช้กำลังในการสลายการชุมนุมจึงเกิดการปะทะกันขึ้นที่นั่นนะครับ ในคืนนั้นตำรวจได้ใช้รถแรงดันน้ำฉีดที่ผู้ชุมนุมหลายครั้งสลับกับน้ำผสมสีสีฟ้านะครับ ซึ่งผสมด้วยสารเคมี จนทำให้เกิดการบาดเจ็บมากมาย สารเคมีสีฟ้านั้นทำให้แสบตา แสบผิวหนัง การกระทำของเจ้าหน้าที่ในครั้งนั้นอ้างว่าได้ทำตามหลักสากล ท่านประธานครับ หลักสากลเป็นอย่างไร หลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการชุมนุม และหลักปฏิบัติ หากเจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมมีหลักการ ๔ ประการนะครับ ผมคิดว่า ท่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติท่านทราบดีอยู่แล้ว แต่ก็จำเป็นที่ต้องเรียนตรงนี้ อีกครั้งหนึ่งนะครับ

หลักการที่ ๑ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมือง ในข้อ ๒๑ กำหนดว่าสิทธิในการชุมนุมโดยสงบได้รับการรับรองและจำกัด การใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้ นอกจากจะกำหนดในกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของรัฐ เพื่อความปลอดภัย เพื่อความสงบ เพื่อการสาธารณสุข หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น นี่เป็นหลักการที่ ๑

หลักการที่ ๒ หลักการพื้นฐานว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ที่รับรองโดยสหประชาชาติที่กรุงฮาวานา ประเทศคิวบา กำหนดว่าประชาชนมีสิทธิเข้าร่วม การชุมนุมสาธารณะที่ชอบด้วยกฎหมายโดยสงบ ซึ่งหากการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้อง เป็นไปอย่างจำกัดนะครับ ตามหลักการที่ว่าหากการชุมนุมแม้จะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แม้จะไม่ชอบ แต่ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรง เจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง หรือหาก หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ให้ใช้ได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น หรืออีกกรณีหากการชุมนุมที่ก่อให้เกิด ความรุนแรง เจ้าหน้าที่รัฐอาจใช้อาวุธได้ หากไม่มีมาตรการที่อันตรายน้อยกว่านี้แล้ว หมายความว่าต้องใช้ได้อย่างจำกัดนะครับ

หลักการที่ ๓ หลักปฏิบัติเจ้าหน้าที่ที่จะบังคับใช้กฎหมายที่ได้รับการรับรอง โดยมติที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๒๒ ในข้อ ๒ กำหนดว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นเจ้าหน้าที่ต้องเคารพและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ สิทธิมนุษยชนของบุคคลทุกคน การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐจะกระทำได้เฉพาะกรณี ที่จำเป็นเท่านั้นนะครับ

หลักการที่ ๔ แนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติว่าด้วย การใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำ ในการบังคับใช้กฎหมายได้กำหนดไว้ว่าการใช้ปืนฉีดน้ำ แรงดันสูงนั้นเพื่อจะสลายการชุมนุมควรใช้ในสถานการณ์ที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย อย่างร้ายแรงจริง ๆ ที่มีความเป็นไปได้ว่าจะนำไปสู่การเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัส หรือทำลาย ทรัพย์สินอย่างรุนแรงในวงกว้างเท่านั้นนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สำหรับกรณี การสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวันในปีนั้นประจักษ์ชัดว่าความรุนแรงเริ่มจากเจ้าหน้าที่ ตำรวจนะครับได้ใช้น้ำแรงดันสูงฉีดสารเคมีเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมทำให้การชุมนุมไม่สงบ

ท่านประธานครับ ผมใคร่จะขอให้ตระหนักว่ารัฐเองเป็นผู้กระตุ้นเยาวชน ของชาติให้กลายเป็นคนแข็งแกร่ง กลายเป็นนักสู้ กลายเป็นนักต่อต้านอำนาจรัฐ และอย่าลืม ว่าเยาวชนจะเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ มากขึ้นทุกปี และผู้สูงอายุก็จะลดน้อยลงทุกปี อนาคตของชาติ อยู่ที่เยาวชนนะครับ ด้วยความเคารพต่อท่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติครับ อนาคตเยาวชนของชาติและอนาคตของชาติเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นบทบาทของท่าน อยู่ในกำมือ ของท่านที่ท่านจะช่วยเยาวชนของชาติครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ