ปดิพัทธ์ หารือชุมนุม-สื่อ-พ.ร.ก. ชี้รัฐต้องเคารพสิทธิและมาตรฐานสากล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๖ กันยายน ๒๕๖๔

ปดิพัทธ์ สันติภาดา หารือประเด็นการชุมนุมและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อ โดยตั้งคำถามถึงการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินต่อเนื่องและเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามมาตรฐานสากล พร้อมเสนอให้ปรับปรุงข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้เข้มแข็งขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้ชุมนุม และเรียกร้องความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการใช้กฎหมายเกินจำเป็น ส่งเสริมการบริหารการชุมนุมอย่างเหมาะสม และปกป้องเสรีภาพสื่อที่กำลังถดถอยจากกรณีการจับกุมนักข่าวและร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารที่อาจกระทบต่อสิทธิของประชาชน

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา พิษณุโลก

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ผมขอใช้ เวลาสั้น ๆ นะครับ ส่วนใหญ่จะเป็นข้อคิดเห็นที่มีต่อข้อเสนอแนะใน ๒ ประเด็นด้วยกัน ก็คือข้อเสนอแนะต่อสถานการณ์การชุมนุมที่ปรากฏอยู่ในหน้า ๖๘ แล้วก็เรื่องของ สิทธิเสรีภาพสื่อ ผมเองทำงานในกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมี ส่วนร่วมของประชาชน เมื่อวานก็เพิ่งได้มีโอกาสต้อนรับทางรองเลขาธิการของ กสม. เข้ามา หารือร่วมกับ คฝ. แล้วก็ได้พูดคุยกับนักเรียน นักศึกษาที่เข้ามายื่นหนังสือต่อกรรมาธิการ ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่ากรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดนี้เป็นชุดที่ผมมีความชื่นชม เพราะว่าผมได้เห็นท่านลงพื้นที่ด้วยตัวเอง เป็นความกล้าหาญ แล้วก็เป็นกำลังใจ แล้วก็ทำให้ เราเห็นภาพที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนนะครับ ทีนี้รายงานที่ท่านไม่ได้ทำและเป็นรายงานของ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดที่แล้ว เมื่อผมอ่านข้อเสนอแนะนะครับ ข้อเสนอแนะ ที่กว้าง ๆ ว่ารัฐบาลควรจะต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชนใช้เสรีภาพ รัฐบาลและ ตำรวจควรจะต้องพึงระมัดระวังแล้วก็ดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรการสากล สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่าปี ๒๕๖๓ แล้วไล่มาถึงปี ๒๕๖๔ นี้สถานการณ์ไม่ได้ดี ขึ้นเลย หนำซ้ำยังหนักข้อขึ้นด้วย คำถามก็คือถ้ารัฐบาลไม่ฟังข้อเสนอเหล่านี้ ผมอยากจะ ถามท่านนะครับว่าถ้ารัฐบาลไม่ฟังข้อเสนอเหล่านี้ทั้งที่มีหลักฐานประจักษ์ชัดเจนถึงความ รุนแรงที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ ตอนนี้ถ้าเราไปสังเกตการณ์นะครับ ผมมีโอกาสเข้าไปอยู่ ในการชุมนุมในหลายครั้งหลายครา ตำรวจไม่ได้มีการแยกผู้ชุมนุมที่เห็นต่างออกจากกัน หลายครั้งปล่อยให้มีการชุมนุมที่ใกล้ชิดกัน แล้วก็มีการปะทะ ซึ่งเป็นข้อสังเกตจากพวกเราว่า นี่คือเหตุผลที่จะมีการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอย่างต่อเนื่องยาวนาน และจะมีโอกาส ให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารอีกหรือไม่ถ้ามีความวุ่นวายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ พ.ร.บ. ต่าง ๆ ผมมีโอกาสได้ถาม คฝ. ว่าตอนนี้เขาใช้กฎหมายอะไรในการที่จะควบคุมฝูงชน คำตอบ ที่ได้นั้นก็คือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และเราอยู่ใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินมาเหมือนกับที่พี่น้อง ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่กันแล้วหรือเปล่า ในกฎอัยการศึก แทบจะไม่ต้องมีความ รับผิดชอบทางกฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้นของเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำเกินเหตุ ไม่ได้สัดส่วน แล้วก็ ไม่เป็นไปตามหลักสากล การใช้กระสุนยางนั้นยิงไปที่บริเวณท่อนบนของลำตัว ไม่ได้มี มาตรการจากเบาไปหาหนัก แต่เป็นการเริ่มต้นโดยการเก็บ โดยการจัดการแกนนำ แล้วก็ สลายการชุมนุมอย่างรวดเร็ว การกระทำเหล่านี้ไม่ได้ทำให้การชุมนุมนั้นมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น เพราะว่าข้อเรียกร้องของประชาชนนั้นได้รับและพวกเขามีสิทธิในการแสดงออก แต่กลับเป็น การเพิ่มความกดดัน เป็นการเพิ่มความโกรธแค้น และตอนนี้เยาวชนหลายคนบอกว่าพวกเขา เป็นศัตรูกับรัฐอย่างถาวรแล้ว

ท่านประธานครับ ผมอยากให้ทางกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ลอง พิจารณาดูว่าข้อเสนอที่กว้าง ๆ แบบนี้นั้นจริง ๆ แล้ว ด้วยความเคารพนะครับ เราอ่านจาก หนังสืออะไรก็ได้ เพราะทุกคนรู้ว่านี่คือสิ่งที่ควรจะทำ แต่คำถามก็คือว่าถ้ารัฐบาลไม่ทำ เราจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้หรือไม่ แล้วถ้ามีการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ ผมคิดว่าข้อเสนอในรายงานปี ๒๕๖๔ น่าจะต้องแข็งแรงขึ้นแล้วก็มีมาตรการที่ชัดเจนนะครับ อย่างเช่นข้อที่ ๓ ในข้อสังเกตบอกว่ารัฐมนตรีและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องอาจนำ หลักการบริหารจัดการการชุมนุมอย่างเหมาะสม ๑๐ ประการที่ทำโดยรายงานพิเศษ แห่งองค์การสหประชาชาติมาใช้เป็นแนวทาง ผมอ่านดูก็เหมือนกับว่าจะเอามาใช้ก็ได้ หรือไม่ใช้ก็ได้ เพราะอาจจะเอามาเป็นแค่แนวทางเท่านั้นเองใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าเรายังคาดหวังว่ามันจะมีข้อเสนอที่แข็งแรงแล้วก็ชัดเจน แล้วก็ ร่วมไม้ร่วมมือกันมากขึ้นนะครับ ทางคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองยินดีมากนะครับที่เรา จะร่วมมือกัน แล้วก็ถ้าเป็นข้อเสนอทางด้านกฎหมายหรือการหารือกับหน่วยงานระหว่าง ประเทศหรือจัดเวทีเพื่อจะทำให้ผู้ชุมนุมหรือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งหลายคนนะครับตอนนี้ ก็เจ็บปวดมากกับการที่ต้องทำร้ายประชาชน กับการที่ต้องใช้กฎหมายเกินเหตุ แต่ตอนนี้ กฎหมายแทบจะไม่เป็นกฎหมายแล้ว เพราะทุกคนใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน วันที่ ๒๒ นี้เราก็จะจัด ที่ทาง คฝ. แล้วก็ทางแกนนำจะมีโอกาสได้หารือกันที่ดินแดง อันนี้ก็จะเชิญทางท่าน ทาง กสม. อีกทีหนึ่ง

ทีนี้พอมาดูในเสรีภาพสื่อนะครับ ถ้าเราดูการประเมิน แนวโน้มของ เสรีภาพสื่อ ตอนแรกที่เราคุยกันก็คือว่า เอ๊ะ ถ้าเราเทียบกับตอนรัฐประหาร เสรีภาพสื่อ น่าจะดีขึ้นนะครับ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ในช่วงต้น แต่ว่าในปี ๒๐๒๑ นี้เอง ฟรีดอม มีเดีย เพรส (Freedom Media Press) ได้ออกชัดเจนแล้วว่าเราอยู่อันดับที่ ๑๓๗ จาก ๑๔๐ นี่ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ามองผ่านไปได้เลยนะครับ เพราะถึงแม้เราจะมีข้อมูลข่าวสารที่ประชาชน สามารถเข้าถึงได้โดยไม่มีการปิดกั้นจากความชัดเจนของรัฐบาล แต่ยังมีความพยายาม อีกหลายด้านนะครับที่ผมอยากสะท้อนให้ฟัง ยกตัวอย่างเช่นการจับกุมนักข่าว ในช่วงเดือน ตุลาคมปีที่แล้ว นักข่าวของประชาไทโดนจับกุมโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหานะครับ เอามือพาด ไขว้หลังด้วยเคเบิล ไท (Cable Tie) แล้วก็อยู่ในรถของผู้ต้องหามากกว่า ๖ ชั่วโมง แล้วก็ เอาไปอยู่ที่ ตชด. มีการพยายามที่จะปิดนะครับ คำสั่งของ ครม. ที่จะปิดสถานีโทรทัศน์ แล้วก็แพลตฟอร์ม ออนไลน์ (Platform Online) ก่อนที่ศาลจะยกเลิกคำสั่งนี้นะครับ หรือเป็นความพยายามในการที่จะออก พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เกือบจะได้เอาเข้ามาพิจารณาในสภาแล้ว แต่ว่าโดนแรงต้านจากองค์กรต่อต้านทุจริต คอร์รัปชัน โดนต่อต้านจากองค์กรสื่อ ต่อต้านจากทางมหาวิทยาลัยที่ทำงานในด้านสื่อ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารราชการนี้กำหนดโทษนะครับ ที่ถ้ามีการเผยแพร่ข้อมูลที่จะทำให้ กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ อัตราโทษถึง ๑๐ ปี ฟังไม่ผิดนะครับ ไม่ได้ฆ่าคนนะครับ แต่ถ้าเขาเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่กระทบต่อความมั่นคง ตอนนี้อะไรคือ ความมั่นคงครับ ในรายงานหน้า ๑๐๗ ยังพูดอีกว่าสื่อมวลชนก็ต้องคำนึงถึงความมั่นคง ของชาติด้วย ตอนนี้ความมั่นคงของชาตินั้นถูกตีความว่าเป็นความมั่นคงของ พลเอก ประยุทธ์ และรอบประยุทธ์ และรัฐบาลไปเรียบร้อยแล้ว ความมั่นคงของชาติเป็นเรื่องของ วัคซีน คนที่ตรวจสอบเรื่องวัคซีนถูกดำเนินคดี มาตรา ๑๑๒ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ครับทำให้ เห็นว่าสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนนั้นและสิทธิเสรีภาพของประชาชนคืออยู่ในสภาวะวิกฤติ นะครับ ๑๓๗ จาก ๑๔๐ ประเทศ ผมจึงคิดว่าเป็นการบ้านแล้วก็เป็นงานที่เราต้องทำร่วมกัน ผมขอเป็นกำลังใจ แล้วก็พร้อมจะทำงานกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติครับ ขอบคุณครับ