สมชาย ฝั่งชลจิตร หารือเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การใช้อำนาจรัฐภายใต้กฎหมายพิเศษ และการกระทบกระทั่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในโครงการใหญ่ของรัฐ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ได้ทำรายงานเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้พวกเราได้รับทราบว่าการปฏิบัติงานเป็นอย่างไรบ้าง และการประเมิน สถานการณ์ทางด้านสิทธิมนุษยชน เมื่อวันนี้เราก็ได้ผ่านกฎหมายที่พูดถึงเรื่องการป้องกัน ปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย แน่นอนครับ มันได้รับการรับรองมาจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมาตั้งนานแล้ว แต่เราก็เพิ่งเอามาเข้าสู่การพิจารณาในสภา ในความเป็นมนุษย์ของเรา เช้า ๆ ขึ้นมา ออกจากบ้าน แน่นอนครับ เราพบเห็นกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ตลอดเวลา เดินไปตาม ถนนฟุตพาท (Footpath) ที่ควรจะเป็นสิทธิของคนทั่วไปก็มีการถูกยึดครอง ก็เป็นปกติที่เรา รับ นี่คือโครงสร้างทางวัฒนธรรมและค่านิยมของสังคมไทย ยังยอมรับให้มีการละเมิดสิทธิ มนุษยชนได้ตลอดเวลา ยิ่งมีอำนาจมากก็สามารถที่จะทำการละเมิดได้มาก เรื่องราวในการ ประเมินสถานการณ์ทางด้านสิทธิมนุษยชนหลายข้อผมขออนุญาตไม่พูดถึง แต่ผมจะพูดใน ประเด็นสิทธิมนุษยชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะนี่คือเป็น ปัญหาที่รายงานในหน้า ๑๕๐-๑๕๑ ไปเชิดชูหรือไปนิยมชมชอบการใช้อำนาจรัฐภายใต้ กฎหมายพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ ปี ๒๕๖๑ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาติ ปี ๒๕๖๒ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี ๒๕๖๒ ไปทำรายงานบอกว่าเห็นด้วยกับการทวงคืนผืนป่าและเอาพี่น้องประชาชนไปเป็นจำเลย ๒๐,๐๐๐ กว่าคน เห็นด้วยกับแนวทางการปฏิรูปประเทศ โดยการนิยมชมชอบว่านี่คือการ จัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ฉบับ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ ไม่ว่าจะ เป็น พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ล้วนแต่วันนี้บอกว่ามีการสำรวจแล้ว พี่น้องประชาชน อยู่ในพื้นที่ป่าประมาณ ๔ ล้านกว่าไร่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน เขาถูกกระทำในลักษณะคนร้าย ของแผ่นดิน วันนี้ไม่ธรรมดาครับท่านประธาน ก็ฝากไปถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติด้วยว่ามุมมองแบบนี้ผมไม่เห็นด้วย เพราะกำลังเอาคนที่อยู่ในพื้นที่ ๔ ล้านกว่าไร่ แปลกแยกไปจากคนในสังคม แต่ขณะเดียวกันรัฐ แล้วท่านจะพูดว่ารัฐกับทุนมันร่วมมือกันได้ ง่ายมาก โครงการอีอีซี (EEC) ออกไปได้ง่าย ๆ โครงการที่จะพูดถึงนิคมจะนะหรือว่า อุตสาหกรรมก้าวหน้าก็ล้วนไปกระทบกระทั่งต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เป็นวิถี ชีวิตของพี่น้อง ต้องถามว่านี่คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนไหม การประเมินถึงการจัดการ ทรัพยากร ยิ่งการออก พ.ร.บ. น้ำ แน่นอนครับ ลำน้ำทุกสายวันนี้รัฐเป็นเจ้าของ ประเทศนี้มี แต่รัฐหรือครับ ประชาชนไม่มี ทุกอย่างที่เป็นโครงสร้างของการพัฒนาที่รัฐบอกว่านี่คือ ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ นี่คือการพัฒนาที่ยั่งยืน นี่คือชีวิตใหม่ของพี่น้อง แต่ส่วนใหญ่ ก็ไปทำลายรากฐานของการมีชีวิตที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพี่น้อง โครงการใหญ่ ๆ ของรัฐล้วนไปเบียดขับคนยากคนจนออกจากพื้นที่ แย่งทรัพยากรน้ำแย่งทรัพยากรทางทะเล เอามาเกื้อหนุนกับคนกลุ่มน้อย ยิ่งผืนที่ป่าซึ่งเป็นวิถีชีวิตของพี่น้องชาติพันธุ์หลายชาติพันธุ์ เขาอยู่กันมาดั้งเดิมก่อนจะมีรัฐไทยด้วยซ้ำ แต่วันนี้ท่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะนี้หลายท่านก็เคยลงพื้นที่เรื่องสิทธิมนุษยชนพบปะกับผมอยู่ วันนี้พี่น้องชาติพันธุ์ บนยอดดอย บนยอดภูกลายเป็นผู้บุกรุกป่า และบอกว่าเป็นของรัฐ แล้วเขาก็อยู่ในฐานะที่ บอกว่ารัฐจะจัดให้อยู่แบบไหน สิทธิชุมชนที่เคยออก พ.ร.บ. ว่าด้วยป่าชุมชน ปี ๒๕๖๒ อยู่ตรงไหน นี่คือสิ่งที่คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะต้องลงไปถึงรากฐานของวัฒนธรรม ถ้าเรานิยมวิธีคิดแบบนี้มันก็คือ เราเสริม สนับสนุนค่านิยมและวัฒนธรรมที่เป็นการตัดสินว่าประเทศนี้คนไม่ควรจะมีศักดิ์ศรี เท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ ฮิวแมน ไรต์ส (Human Rights) หรือสิทธิมนุษยชนมันอยู่ ตรงไหนล่ะ เราพูดกันตลอดเวลาว่าสิทธิมนุษยชนคือเริ่มต้นของประชาธิปไตย ไม่ต้องพูดถึง เรื่องการใช้อำนาจแบบรัฐประหารหรอกครับ แต่วิถีชีวิตในโครงสร้างของสังคมราชการ ปัจจุบันนี้เขามองคนไม่เท่ากัน เราจะสร้างวัฒนธรรมอย่างไรให้รากฐานของความคิดคน ในสังคม เยาวชนคนรุ่นใหม่ คนหนุ่มสาวเด็ก ๆ ได้เรียนรู้หลักคิดของสิทธิมนุษยชน ฝากท่าน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดนี้ช่วยทำการบ้านด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ