ณัฐวุฒิ ชี้ปัญหาสิทธิมนุษยชนใต้ ท้าทายข้อมูลรัฐ-เรียกร้องประเมินใหม่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๖ กันยายน ๒๕๖๔

ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือประเด็นสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งการต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเกินจำเป็น การตรวจเก็บดีเอ็นเอโดยไม่มีกฎหมายรองรับ และการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบอัตลักษณ์ส่วนบุคคลโดยไม่โปร่งใส พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการใช้กฎหมายปิดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ การคุกคามนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน และการรายงานข้อมูลที่บิดเบือนความจริง โดยเฉพาะในเรื่องการละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอภิปรายรายงานผลการประเมิน สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ประจำปี ๒๕๖๐ คร่าว ๆ อยู่ทั้งหมดสัก ๔ หรือ ๕ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ ผมพยายามจะให้น้ำหนักประเด็นที่ท่านเขียน หรือเกี่ยวเนื่อง กับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่าน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จริง ๆ แล้วในรายงานที่ท่านเขียนเกี่ยวกับ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้นั้นมีความละเอียดชัดเจนพอสมควรครับ แต่สิ่งที่ผมคิดว่ามันไม่มีอยู่ในการ ตั้งคำถามในรายงานฉบับนี้ก็คือการต่ออายุของการใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งแต่เดิมพวกเราอยู่กรุงเทพฯ อาจจะไม่ได้รู้สึก ไม่ได้สัมผัสมากนัก แต่พอเราเจอกับตัวเอง ในการถูกใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินในช่วงของสถานการณ์โควิด (COVID) เราถึงเข้าใจหัวอกของ พี่น้องในจังหวัดชายแดนภาคใต้มากยิ่งขึ้น เสียดายวันนี้ผมไม่ได้เตรียมข้อมูลมา แต่ผมเข้าใจ ว่ามีการต่ออายุการใช้ พ.ร.ก. ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มามากกว่า ๖๐ ครั้ง ซึ่งมันเกินเลย ไปกว่าความจำเป็น แต่ไม่ได้มีรายละเอียดมากพอในรายงานที่พูดถึงในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ เฉกเช่นเดียวกับประเด็นการซ้อมทรมานที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปในรายงานก่อนหน้า นี้แล้วครับ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีอีก ๒ เรื่อง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และท่านลงรายละเอียดไว้ เช่น ในหน้าที่ ๙๕ ที่ท่านพูดถึงเรื่องการตรวจเก็บดีเอ็นเอ (DNA) ผมคิดว่าคำว่า ข้อกังวล ของภาคประชาสังคมต่อการตรวจเก็บดีเอ็นเอ (DNA) นั้นไม่เพียงพอ เพราะการตรวจเก็บดีเอ็นเอ (DNA) นั้นไม่มีกฎหมายใดในประเทศไทยที่ให้อำนาจในการ ตรวจเก็บ ท่านอย่าลืมว่าในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ระบุแต่เพียงว่าถ้าจะ ใช้กฎหมายในการตรวจเก็บแล้วเขาปฏิเสธถึงถือว่าดีเอ็นเอ (DNA) นั้นอาจจะเป็นของเขา แต่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจในการตรวจเก็บ ผมคิดว่าท่านจำเป็นที่จะต้องสะท้อนอย่างชัดเจน และชัดแจ้งตรงไปตรงมาในสถานการณ์การตรวจเก็บดีเอ็นเอ (DNA) ของพี่น้องในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ซึ่งยังมีอยู่ แม้กระทั่งในการตรวจคัดเลือกการเกณฑ์ทหาร และนี่ก็รวมถึง การใช้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสนามทดลองในการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของอัตลักษณ์ใบหน้า ซึ่งผมว่าวันหนึ่งมันจะมาถึงพวกเราที่อยู่ ในส่วนกลาง โดยเฉพาะจากหน่วยงานด้านความมั่นคง นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ หัวข้อใหญ่ก็คือการให้กฎหมายปิดปาก ต่อบุคคลที่มีความเห็นต่าง แล้วก็รวมถึงการติดตามการคุกคาม ท่านเห็นข้อมูลแล้วนะครับว่า มีข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคงเพิ่งถูกเปิดเผยในปี ๒๕๖๔ มีรายชื่อ มีข้อมูลส่วนบุคคล มีภาพ มีถิ่นที่อยู่ มีแม้กระทั่งคนในครอบครัว เช่น กรณี ส.ส. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ต้องขอ ประทานโทษที่เอ่ยนาม ว่าลูกสาวของเขาอายุเพียง ๗ ขวบไปปรากฏรายชื่อที่อยู่ในการ ติดตามของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นความจริงหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญครับ เพราะว่าการใช้สแลป (SLAPP) มีตั้งแต่การคุกคามไปจนถึงการใช้กฎหมายปิดปาก ในนี้ไม่มี รายงานข้อมูลการใช้กฎหมายต่อนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนผู้หญิง ซึ่งตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ขึ้นมา มีนักต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชนด้านผู้หญิงที่เป็นผู้หญิงมากกว่า ๔๐๐ คนที่ถูกดำเนินคดี ฮิวแมน ไรต์ส ออฟ เฟนเดอร์ (Human Rights of Fender) ที่ท่านเคยพูดเมื่อหลายปีที่แล้ว แต่มา จำเพาะเจาะจงใช้ทั้งในกรณีของนักต่อสู้โดยทั่วไปและผู้หญิง วันนี้ท่านวางบทบาทของ การประเมินสถานการณ์ตรงนี้ไว้ประการใด นั่นเป็นประการที่ ๒ ครับ

ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ประเด็นเรื่องของสิทธิของกลุ่มเปราะบาง ต่าง ๆ เช่น ในกรณีของสิทธิเด็กหรือคนในครอบครัวที่อยู่ในหน้า ๑๗๓ เป็นต้นไป ผมเสียดายอย่างยิ่งครับท่านมีคนที่มีความรู้ด้านสิทธิเด็กในระดับนานาอารยประเทศ อยู่กับท่าน แต่ท่านใช้ประโยชน์จากเขาไม่เพียงพอ ในนี้เขียนอะไรครับ เขียนบอกว่า กรมกิจการเด็กและเยาวชนรายงานข้อมูล เช่น ในปีงบประมาณปี ๒๕๕๘ บอกมีเด็กที่ถูก ละเมิดทางเพศ ๔๓๗ ราย ท่านเชื่อเขาจริงหรือครับ ท่านทราบไหมครับในปี ๒๕๕๘ ผมคนเดียวช่วยเด็กผู้หญิงที่ถูกละเมิดทางเพศไปร้อยกว่าราย ผมคนเดียวนะครับ ท่านปิติกาญจน์ท่านทราบดี เพราะเคยประสานงานกันเรื่องการขอเงินชดเชยเยียวยาต่าง ๆ ฉะนั้นอะไรที่มันไม่เป็นจริงอย่าเอามาใส่เลยครับ เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าวันนี้ อย่างน้อยที่สุดเพราะนั่นคือแค่คนที่เดินไปโรงพยาบาล คนที่มีรายงานมาถึงหน่วยราชการ ต่าง ๆ ว่าเขาถูกละเมิด ไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเด็กชายที่มากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านรายงานออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ ฉะนั้นถ้าจะ ประเมินจริง ๆ ท่านต้องประเมินในภาพกว้างกว่านี้ว่าปัจจุบันมีเด็กที่ถูกละเมิด ท่านทราบ ไหมครับเคยมีรายงานที่บอกว่าในประเทศไทยอาจจะมีเด็กอยู่ประมาณ ๒.๓ ล้านคน ที่ต้องการความช่วยเหลือในทุก ๆ มิติ แต่ไม่ปรากฏในรายงานการประเมินสิทธิมนุษยชน ในปี ๒๕๖๓ นั่นเป็นประการที่ ๓ ครับ

ประการที่ ๔ ครับท่านประธาน ในปีนี้สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ถือเป็น ความตกต่ำอย่างยิ่งครับ คนที่ไม่ควรออกหมายเรียกก็ออกหมายเรียก คนที่ไม่ควร ออกหมายจับก็ไปจับ คนที่ควรได้รับการประกันตัวก็ไม่ให้ คนที่เขาควรถูกใช้กฎหมาย เป็นการเฉพาะ ท่านอาจจะไม่ทราบนะครับ ผมไปดูคดีน้อง ๆ นักเรียนเลว ดูเด็ก ๆ หลายคน ที่ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุม ท่านใช้กฎหมายมั่วไปหมด พ.ร.บ. ศาลเยาวชน ปี ๒๕๕๓ ออกมาตั้งนานแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน. หนึ่งไปใช้กฎหมายศาลเยาวชน ปี ๒๕๓๔ ดำเนินคดีกับตัวเขา เราได้รับปฏิญญาริยาด เรารับกฎแห่งกรุงฮาวานา ถ้าเลกเชอร์ (Lecture) กันอีกยาวเลยนะครับว่าเรารับอะไรมาบ้าง ปรากฏว่าไม่ได้ใช้เลยครับ แล้วไม่ถูก เขียนอยู่ในรายงานการประเมินตรงนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรฐานการละเมิด สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นตั้งแต่ต้นทางของตำรวจไปจนถึงปลายทางของ ราชทัณฑ์ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ในปีถัด ๆ ไปท่านอาจจำเป็นต้องเขียนให้มันเปลี่ยนแปลง ไปจากเดิมตามข้อเท็จจริงที่เป็นจริง ก็ขออนุญาตให้กำลังใจกรรมการชุดใหม่ แต่ฝากไปถึง การประเมินในปี ๒๕๖๓ ซึ่งไม่ควรจะเป็นเช่นนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ