เกียรติ ชี้ปัญหาสิทธิ-เสรีภาพ เสนอสร้างความเข้าใจร่วมผ่านสื่อ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๖ กันยายน ๒๕๖๔

เกียรติ สิทธีอมร ขออภิปรายจากข้อสังเกตในรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยหารือปัญหาความขัดแย้งในสังคมที่เกิดจากความเข้าใจผิดในเรื่องสิทธิและเสรีภาพที่หลากหลาย พร้อมเสนอให้คณะกรรมการสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับสิทธิพื้นฐาน ความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย และโอกาสที่เท่าเทียม โดยเฉพาะในบริบทของสื่อสังคมที่ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียม รวมถึงตั้งคำถามถึงความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนในยุคที่ธุรกิจสื่อมีผลประโยชน์เชิงพาณิชย์สูง เรียกร้องให้ยึดมั่นจรรยาบรรณวิชาชีพตามมาตรฐานสากลในการนำเสนอข่าวอย่างรับผิดชอบ และแสดงความกังวลต่อการนำเสนอข่าวที่ขาดการแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงกับความเห็น ซึ่งส่งผลต่อศักดิ์ศรีของผู้ประสบวิกฤติ พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและแสดงผลการแก้ไขอย่างชัดเจนในรายงานต่อไป

นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ก็ขอ อนุญาตอภิปรายในส่วนของรายงานจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติใน ๒-๓ ประเด็นสั้น ๆ นะครับ

ประการแรก ผมก็พยายามติดตามปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศอยู่ อย่างใกล้ชิดนะครับ แล้วก็ได้เล็งเห็นแล้วก็สังเกตเห็นว่าจริง ๆ แล้วในสังคมไทย ความเข้าใจ ในเรื่องสิทธิของแต่ละคนหลากหลายมากเลยนะครับ แล้วก็ด้วยความเข้าใจที่หลากหลายเอง ความคาดหวังของแต่ละคนและรวมทั้งหน่วยงานรัฐเองที่เกี่ยวข้องด้วยนี่ไม่ตรงกันนะครับ และมันก็นำไปสู่ปัญหาความรุนแรงหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ ผมก็ อยากเห็นว่าจริง ๆ แล้วคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติถ้าสามารถที่จะมีกระบวนการ ในการสร้างความเข้าใจในเรื่องสิทธิพื้นฐานของแต่ละคนนี่ขอบเขตมันอยู่ตรงไหนครับ ทุกคน จะได้เข้าใจไปในทิศทางเดียวกันนะครับ จริง ๆ แล้วพอเราพูดถึงสิทธิและความเสมอภาค ท่านไปดูคอนเวนชัน (Convention) ระหว่างประเทศนะครับ ผมคงไม่มีเวลามาอ้างอิง แล้วก็ลงในรายะเอียด แต่ท่านทราบดีครับ เราหมายถึงอะไรครับ เราไม่ได้หมายถึงว่าเท่ากัน คือทุกคนต้องเป็นเหมือนกันหมด สิทธิที่ใครได้ที่ไม่ใช่สิทธิพื้นฐาน ข้าพเจ้าต้องได้ด้วย เข้าใจ กันอย่างนั้นจริง ๆ นะครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นถ้าทุกคนเหมือนกันหมดก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย แล้วครับ เป็นระบอบคอมมิวนิสต์กระมังครับ ซึ่งเขาก็มีหลักการและวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง แต่ของเราเองภายใต้รัฐธรรมนูญของเราเองนี่สิทธิเสรีภาพคืออะไร ตรงนี้ผมคิดว่าสังคม สับสนนะครับ เราเห็นการแสดงออกของกลุ่มคนต่าง ๆ กลุ่มอายุต่าง ๆ ที่หลากหลายมาก เหลือเกิน อันนี้ผมกังวลครับ และผมคิดว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเองน่าจะมี บทบาทที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้ได้ให้กับประชาชนนะครับ ความเสมอภาค จริง ๆ แล้วไม่ใช่ทำให้ทุกคนเหมือนกันนะครับ เท่ากันนะครับ แต่ความเสมอภาคภายใต้ กฎหมายครับ จริง ๆ ท่านประธานชวนได้พูดเรื่องนี้ตั้งหลายสิบปีมาแล้วนะครับ ให้ทุกคน เท่ากันได้ภายใต้กฎหมาย และหลักอันนี้คือความสำคัญมาก แต่ผมก็คิดว่าสิ่งหนึ่งที่เราต้อง เท่าเทียมกันได้นอกจากกฎหมายแล้ว ก็คือโอกาสครับ การที่ให้ทุกคนสามารถมีโอกาสเท่าเทียมกันจำเป็นอย่างยิ่งครับในสังคมไทย ฉะนั้นตรงนี้เอง ผมคิดว่าหลักตรงนี้การทำความเข้าใจกับกลุ่มต่าง ๆ ที่แสดงออกทั้งผ่านโซเชียล มีเดีย (Social Media) ด้วยนะครับ ซึ่งตอนนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Media) ผมคิดว่าแทบจะ ไม่มีใครเอามาพูดครับ เราเอามาพูดก็ต่อเมื่อมันเป็นความขัดแย้งไปแล้ว แต่บางเรื่อง ที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย (Social Media) ซึ่งเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งที่อาจจะไม่เป็น ลักษณะของการสร้างความขัดแย้งโดยตรง แต่มันเป็นตัวชี้ตัวกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกของ ความไม่เท่าเทียมด้วยความเข้าใจที่ผิด ตรงนี้มันมีมากนะครับ ผมก็ยังไม่เห็นว่าในแง่ของ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติท่านได้ทำอะไรไปบ้างเพื่อสร้างความเข้าใจในประเด็นเหล่านี้ ผมคิดว่าบทบาทท่านมีความสำคัญมาก

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ เพราะผมก็ได้อ่านรายงานของท่านในเรื่องที่ เกี่ยวกับเสรีภาพของสื่อมวลชน ผมจะไม่พยายามพูดซ้ำในเรื่องของบางเรื่องที่เกิดขึ้น ในสังคมไทยนะครับ แต่ผมคิดว่าผมอยากกลับไปประเด็นพื้นฐานว่าสิทธิเสรีภาพของ สื่อมวลชนที่ถูกต้องภายใต้รัฐธรรมนูญมันคืออะไรแน่ เรากำลังเห็นในสังคมไทย สื่อนี่ผมก็ เข้าใจดีว่าธุรกิจสื่อสารมวลชนก็เป็นธุรกิจหนึ่ง มันมีผลประโยชน์เชิงพาณิชย์อยู่ เพราะฉะนั้น เราก็จะสังเกตเห็นว่าหลายค่าย หลายคน ทำหน้าที่ในฐานะสื่อ แต่โน้มเอียงไปในทิศทางของ การที่จะทำให้หยิบยกบางประเด็นขึ้นมาแล้วมันมีประโยชน์เชิงพาณิชย์กับสื่อนั้น ๆ เรามีสื่อ เลือกข้าง ตอนนี้แทบจะหาสื่อที่เป็นกลาง ๆ นำเสนอตามหลักการ หลักการนะครับ หลักการ ของการนำเสนอโดยสื่อมวลชนนี่มันคืออะไร ท่านเคยไปวิเคราะห์กันไหมครับ เพราะว่า รายงานท่านก็กรอบกว้าง แต่จริง ๆ แล้วต้องถามว่าในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาด้วยความเป็นเชิง พาณิชย์ของสื่อเองมันกลายเป็นสื่อเลือกข้างสักกี่เปอร์เซ็นต์ไปแล้วครับ แล้วเหลือสื่อที่ เป็นกลางจริง ๆ สักกี่เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นกลางหมายความว่าไม่ได้บอกให้ไม่มีความเห็นนะครับ ถ้าท่านไปดูนะครับในโลกนี้มันไม่ใช่ไม่มีหลักจรรยาบรรณนะครับ และในประเทศไทยก็ไม่ใช่ ไม่มีนะครับ ในโลกนี้มันมีไอเอฟเจ โกลเบิล ชาร์เตอร์ (IFJ Global Charter) ของเอทิกส์ (Ethics) ของเจอนาริสต์ (Journalists) ก็คือหลักจรรยาบรรณที่เป็นสากลจริง ๆ มัน หมายถึงอะไร ผมอยากจะย้ำตรงนี้อีกสักนิดหนึ่งนะครับว่าจริง ๆ หลักสำคัญไม่กี่ข้อ หรอกครับ

ข้อแรก ต้องไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกที่จะทำให้เกิดความแตกซ้ำเติม สถานการณ์ ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ประสบวิกฤติ หรือเป็นอุปสรรคต่อการ ปฏิบัติหน้าที่ในการรายงานข้อเท็จจริง ตรงนี้ท่านได้ไปไล่ดูไหมครับมีสักกี่สื่อที่ปฏิบัติตามนี้

ข้อที่ ๒ ที่เป็นเรื่องที่สำคัญมากว่าเวลาสื่อนำเสนอต้องไม่ละเมิดศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ของผู้ประสบวิกฤติและเสมือนกับว่าถูกละเมิดซ้ำต้องไม่มีครับ อันนี้ที่ผม พูดมาทั้งหมดนะครับจริง ๆ แล้วกรมประชาสัมพันธ์เผยแพร่ในเว็บไซต์ (Website) แต่ท่าน เคยไปประเมินไหมครับว่ามีกี่สื่อที่ปฏิบัติตามนี้อย่างแท้จริง

การนำเสนอของเรานี่สับสนมากครับว่าอันไหนคือรายงานข่าว อันไหนคือ ความเห็น พูดกันไปหมดเลยครับ กลายเป็นความเห็นเสียเยอะ แล้วข้อเท็จจริง บางเรื่อง มีการนำเสนอข้อเท็จจริงที่มันค่อนข้างจะดราม่า (Drama) นิดหนึ่งในสังคมไทย แต่เป็น การใส่สีตีข่าวสัก ๒๐ นาทีได้ครับเรื่อง ๆ เดียวทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงมีอย่างมากคือ ๕ นาที เห็นไหมครับ แล้วถามว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง การเขียนรายงานอย่างเดียวผมว่าไม่พอนะครับ ผมคิดว่าทำได้มากกว่านี้เยอะเลยครับ แล้วก็ขอให้อ้างอิงหน่อยเถอะครับว่าผลในการดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะผมกำลัง เห็นทิศทางของสื่อหลาย ๆ สื่อในหลาย ๆ ค่ายในหลาย ๆ รายการก็ไม่จำเป็นทั้งค่ายที่มันไป โน้มเอียงทางนั้น อาจจะเป็นบางรายการบางคอลัมน์ที่มันไปในทิศทางนั้น โดยที่ไม่ให้ ประชาชนเข้าใจชัดเจนหรือมีการแยกแยะชัดเจนว่าที่เขากำลังเขียนหรือกำลังพูดนั้น เป็นความเห็นของเขา ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แล้วข้อเท็จจริงมันคืออะไร ไม่มีการแยกแยะ ตรงนี้ ผมก็ต้องฝากท่านครับ หรือท่านอาจจะช่วยตอบว่าท่านได้ดำเนินการในประเด็นเหล่านี้ อย่างไรบ้าง และเราจะมีโอกาสเห็นไหมครับในรายงานฉบับหน้าที่จะนำมาสู่สภาว่า สถานการณ์ในเรื่องเช่นนี้มันจะดีขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ