วิศณุ ม่วงแพรสี สนับสนุนรับร่างพระราชบัญญัติป้องกันปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย แต่เนื่องจากมีมาตรการบางอย่างที่ไม่ครอบคลุมเพียงพอในการแก้ไขปัญหาการทรมาน ดังนั้นจึงต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติม
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย กระผมขออนุญาตใช้สิทธิอภิปรายสนับสนุนรับร่างพระราชบัญญัติป้องกันปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งจะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธาน ครับ ในงานของตำรวจงานสืบสวนสอบสวนมันจะมีคำพูดอยู่ประโยคหนึ่งว่า อาชญากรรม ที่เกิดขึ้นมันเกิดจากโอกาสเปิดช่องล่อใจนะครับ จริง ๆ แล้วองค์ประกอบมันก็มี ๓ อย่าง เกิดขึ้นจากมูลค่าของทรัพย์ เกิดขึ้นจากโอกาสเปิดช่องล่อใจ เกิดขึ้นจากสันดานของคนร้าย ที่ผมต้องอภิปรายเพราะว่าอยากจะเสริมท่านเพื่อนสมาชิกทั้งหลายว่ากฎหมายฉบับนี้ เราต้องการควบคุมการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งเป็นคนที่อาจจะเรียกว่าจะต้องเป็นผู้ที่กระทำความผิด พูดง่าย ๆ ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหลายคงเป็นเรื่องของตำรวจ เรื่องของทหารเป็นหลัก นาน ๆ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาแย่งซีน (Scene) ไปทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากจะเรียน ท่านประธานว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาไป ผมก็มีคำถามว่าเราต้องการสร้างเพียง ภาพลักษณ์ของประเทศเรา ของรัฐบาล หรือว่าต้องการแก้ปัญหาจริง ๆ เพราะว่าผมอ่าน พ.ร.บ. ป้องกันปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ๓๔ มาตรานี้ คือพบว่ามันไม่มีมาตรการหลาย ๆ อย่างที่มันควรจะเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ ได้ ท่านประธานครับในความเห็นของผมปัญหาที่มันเกิดขึ้นมันเกิดขึ้นจากการกระทำของ เจ้าพนักงานเป็นหลักนะครับ ผมอยากโคต (Quote) ไปที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกับเจ้าหน้าที่ ทหารเป็นหลักเลยนะครับ เพราะว่าห้วงเวลาที่มันจะเกิดการทรมานหรืออุ้มสูญหายทั้งหลาย มันจะเกิดขึ้นช่วงของการนำตัวมาสอบสวนหรือว่านำตัวมาซักถามก่อน เข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรมก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน ถ้าเป็นในสายของตำรวจก็ต้องบอกว่าเอาตัวมาไว้ ที่เซฟเฮาส์ (Safe House) เอาตัวมาเข้าเซฟเฮาส์ (Safe House) ก่อน ถือว่าตรงนี้เป็นช่วง ของการเดินทาง ไม่นับเวลาควบคุมอะไรทั้งหลาย ซึ่งช่วงนี้ละครับจะมีการทรมานกัน ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้พูดไปเยอะแล้วมันทรมานด้วยวิธีการแบบไหน จริง ๆ ผมก็ที่พูดมา ผมก็มีอีกหลายอย่างที่ผมพบเห็นมาด้วยตัวเองด้วย แล้วก็ได้ยินได้ฟังมาด้วยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามมันก็เกิดขึ้น ห้วงนี้ครับ ถ้าเป็นในส่วนของเจ้าพนักงานตำรวจก็วิ่งฝ่าย สืบสวนก็คือช่วงเอาตัวมาเซฟเฮาส์ (Safe House) ก่อนส่งพนักงานสอบสวน ถ้าเป็นพื้นที่ ทางภาคใต้ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เป็นช่วงที่นำตัวมาซักถามใน ๗ วัน อำนาจตามกฎ อัยการศึกหรือว่า พ.ร.ก. อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าในร่างที่เสนอเข้าสภามายัง ไม่ได้ครอบคลุมถึงประเด็นตรงนี้ครับ เพราะว่าถ้าตราบใดยังมีช่องว่างของเวลาหรือโอกาส เปิดช่องล่อใจตามที่ผมได้เรียนให้ท่านประธานได้ มันก็จะมีการเกิดปัญหาอย่างนี้เกิดขึ้นได้อีก ถามว่าทำอย่างไร ผมตอนนี้ก็อาจจะยังคิดไม่ออกนะแต่ว่าอย่างไรก็ตามผมคิดว่าห้วงเวลานี้ มันน่าจะมีเหมือนกรณีนำตัวไปซักถาม กรณีใช้กฎอัยการศึกนำตัวไปซักถามก่อนได้ ๗ วัน และขยายได้ตาม พ.ร.ก. พระราชกำหนดเกี่ยวกับกฎอัยการศึกเกี่ยวกับการควบคุมตามแนว ชายแดนของเรา ตรงนี้มันมันเป็นการเอาตัวไปซักถามโดยมีเฉพาะตัวผู้ถูกซักถาม หรือผู้ถูกกระทำต่อเจ้าหน้าที่ ไม่มีคนอื่น ไม่มีผู้ที่ถูกซักถามไว้วางใจหรือทนายหรืออะไรต่าง ๆ เหมือนในส่วนตำรวจพอเข้าเซฟเฮาส์ (Safe House) แล้วก็โดดเดี่ยวเลยนะครับ มีเจ้าหน้าที่สืบสวนกับกับเป้าหมายเท่านั้นกับเหยื่อเท่านั้น เพราะฉะนั้นตราบใดที่เรา แก้ปัญหาในห้วงนี้ได้ ในช่วงต่าง ๆ ตรงนี้ได้ ผมว่าปัญหาเรื่องการทรมานก็ยังมีอยู่ตลอดไป ครับ คือที่ผมอภิปรายฝากไว้สั้น ๆ ตรงนี้คือว่า ผมอยากฝากข้อสังเกตตรงนี้ให้กับ กรรมาธิการที่เราจะตั้งกันต่อไปว่ามันควรมีมาตรการหรือมาตราใดมาตราหนึ่งหรือไม่ เพราะว่าตราบใดที่ฝ่ายสืบสวนนำเข้าเซฟเฮาส์ (Safe House) ได้ ตราบใดที่ยังมีกฎ อัยการศึกให้เอาตัวเข้าไปควบคุม ไปซักถามได้ ๗ วัน การทรมานก็ไม่มีทางแก้ไขปัญหาได้ ทำอย่างไรจะสร้างความสมดุลตรงนี้ได้มีเจ้าหน้าที่เองก็คงมีความจำเป็นที่จะโทรไปซักถาม แต่ว่ามาตรการวิธีการหรือว่ารายละเอียดควรจะทำอย่างไร คือเจ้าหน้าที่ก็สามารถทำงานได้ ได้ข้อเท็จจริงด้วย ในขณะที่เป้าหมาย เหยื่อหรืออะไรต่าง ๆ ไม่ถูกทรมาน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผม จะนำเรียนเป็นข้อสังเกตไว้ให้กับท่านกรรมาธิการที่จะลงลึกไปในรายละเอียดต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ