ชลน่าน ศรีแก้ว อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและบังคับให้บุคคลสูญหาย โดยเน้นความจำเป็นเร่งด่วนและกระบวนการพิจารณามายาวนาน พร้อมเรียกร้องให้กรรมาธิการทบทวนรายละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่ากฎหมายมีความชัดเจนในการป้องกัน การเปิดเผยข้อมูลผู้ถูกจำกัดเสรีภาพ การลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐ และการเยียวยาผู้เสียหาย รวมถึงการสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 28 และพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ที่ให้โอกาสผมได้มีส่วนร่วมในการพิจารณากฎหมายสำคัญเป็นร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การป้องกันและการปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย หรือเราเรียกว่า ร่างพระราชบัญญัติป้องกันการทรมานและอุ้มหาย ท่านประธานครับ มีร่างทั้งหมดเข้าสู่สภา ในการพิจารณาวันนี้ ๔ ร่าง เป็นร่างของคณะรัฐมนตรีโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้เสนอ ร่างของเพื่อนสมาชิกจากกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรมที่นำ ร่างประชาชนมานำเสนอให้ แล้วก็มีร่างของเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็ พรรคประชาชาติ ผมก็กราบขอบพระคุณผู้เสนอทั้ง ๔ ร่างที่ได้มีโอกาสนำร่างกฎหมาย ที่สำคัญนี้เข้าสู่การพิจารณา ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะให้เหตุผลว่าผมเห็นชอบเป็น อย่างยิ่งที่จะรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เห็นชอบกับการรับทั้ง ๔ ร่างครับ ส่วนรายละเอียดที่จะใช้ร่างใดเป็นหลักนั้นก็แล้วแต่มติของสภา เพราะผมเห็นข้อแตกต่าง และความสำคัญของแต่ละร่างที่ส่งเข้ามานี้มีความแตกต่างกันพอสมควร แต่นั่นคืออยู่ในตัวบท ครับ หลักการเหมือนกัน เหตุผลใกล้เคียงกัน แต่สาระสำคัญในตัวบทเท่านั้นมีความแตกต่าง ท่านประธานครับ ความจำเป็นเรื่องแรกที่สุดที่เราจำเป็นต้องรับเพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก เข้า สนช. เมื่อปี ๒๕๕๙ เข้าสู่การรับหลักการ เข้าสู่ การพิจารณาในวาระที่ ๒ อายุ สนช. หมดวาระ แม้รัฐบาลที่เข้ามาใหม่จะอาศัยบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญหยิบขึ้นมายืนยันภายใน ๖๐ วันก็มีการนำมาพิจารณาแล้วก็นำไปปรับแก้ จนกระทั่งมีภาวะที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ไปแล้วด้วยเหตุด้วยผลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คงมีความตระหนักว่ากฎหมายฉบับนี้จำเป็น อย่างยิ่งต้องเสนอ เพราะชื่อร่างเป็นพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและ การบังคับบุคคลให้สูญหาย ถ้าช้ากว่านี้นะท่านประธานครับมันจะเติมคำว่า และคลุมหัวอุ้มฆ่า ไปด้วย นอกจากสูญหาย ไม่พอนะครับ จะเป็นร่างพระราชบัญญัติคลุมหัวฆ่าไปด้วย ถ้าช้ากว่านี้ มันก็มีความจำเป็น ครับ ท่านประธานครับ จากหลักการและเหตุผลที่ทางผู้เสนอได้เสนอเข้ามา ผมก็เห็นด้วย สำหรับหลักการและเหตุผลที่ท่านเสนอ ผมมาดูสาระสำคัญที่เขียนไว้ในตัวบทของทั้ง ๔ ร่าง ผมพอสรุปให้ท่านประธานฟังในสาระสำคัญนะครับ
เรื่องที่ ๑ นะครับท่านประธาน สาระสำคัญที่เขียนไว้เป็นหลักการที่สำคัญ ก็คือเรื่องของการที่กฎหมายฉบับนี้จะมีความสำคัญในเรื่องของการป้องกัน เป็นการป้องกัน การทรมานและการทำให้บุคคลสูญหาย อันนี้เป็นหลักการที่สำคัญครับ
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องการปราบปรามที่มีมาตรการกำหนดบทลงโทษต่าง ๆ และมาตรการที่ ๓ หลักการสำคัญที่เขียนเป็นสรุปในสาระสำคัญคือการเยียวยา การเยียวยา ที่ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานแล้วก็บังคับให้บุคคลสูญหาย เข้าไปกำหนดมาตรการออกมาในเรื่องการเยียวยาทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ อันนี้ ก็เป็นหลักการที่สำคัญ
เรื่องการป้องกัน เป็นที่เรื่องสำคัญที่ผมเองอยากจะกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่ามันเป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เน้นการป้องกันเป็นหลัก โดยเฉพาะเรื่องของการบันทึกข้อมูลและเปิดเผยข้อมูลของผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ ผู้ที่ถูก จำกัดเสรีภาพ บุคคลเหล่านี้เราเรียกเป็นผู้ถูกจำกัดเสรีภาพนะครับ ตามบทบัญญัติ ของกฎหมายที่เราเขียนตรงนี้จะได้รับการเปิดเผยได้รับการร้องขอจากผู้เสียหายก็สามารถ ที่จะเปิดเผยข้อมูลได้ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดนะครับ ผมถือว่าสำคัญมากกว่า การปราบปราม เพราะฉะนั้นก็ฝากท่านกรรมาธิการได้ไปช่วยเขียนเน้นรายละเอียดให้ชัดเจน ว่ามาตรการที่เขียนมันจะพอเพียงหรือไม่กับการป้องกันนะครับ ส่วนการปราบปรามแน่นอน มีบทกำหนดโทษมีการลงโทษผู้กระทำผิด ซึ่งแน่นอนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้มันเป็นกฎหมายที่ผู้ยกร่างได้เขียนไว้ชัดเจนว่าประเภทแห่งคดีเป็นคดีพิเศษ ส่วนเรื่องของอายุความที่เขียนไว้ก็มีความแตกต่างกัน ร่างของ ครม. ใช้อายุความตาม ประมวลกฎหมายอาญาเป็นหลัก ร่างของเพื่อนสมาชิกที่มาจากคณะกรรมการการกฎหมาย การยุติธรรมเป็นร่างกฎหมายที่ถือว่าความผิดนี้ไม่มีอายุความ ส่วนร่างของเพื่อนสมาชิก อีก ๒ ร่าง กำหนดไว้ ๒ ลักษณะคือ ๕๐ ปี และไม่มีอายุความในกรณีที่เป็นกระบวนการการ กระทำ อันนี้ก็ฝากกรรมาธิการเข้าไปช่วยดูครับ
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องของคณะกรรมการทั้ง ๔ ร่างมีความต่างกันนะครับ ในสัดส่วนของภาคประชาชนที่เข้าไปเป็นกรรมการในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ ร่างของ ครม. มี ๑๕ คน ๖ คน เป็นภาคประชาชนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ร่างของกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม ๙ คน จาก ๑๑ คน มีกรรมการทั้งหมด ๑๑ คน ๙ คน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนร่างของอีก ๒ พรรคของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชาติ ๘ คน จาก ๑๕ คน ก็ฝากกรรมาธิการไปดูว่าจะปรับแก้อย่างไร โดยเฉพาะผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความจำเป็นอาจจะ ต้องกำหนดคุณสมบัติ แม้ท่านจะเขียนบอกอย่างน้อยมีแพทย์ ๑ คน มีผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวกับเรื่องของสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ท่านเขียนไว้ อย่างร่าง ครม. เขียนไว้ ๔ คน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมฝากไปดูก็คือว่าผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถด้านนิติ วิทยาศาสตร์ ท่านจะหมายถึงแพทย์ตรงนี้ผมไม่แน่ใจนะ แต่ว่าฝากไปดูในรายละเอียดว่า จะเขียนอย่างไร เพราะมันมีความจำเป็นครับ มันมีความจำเป็น ๔ ร่างนี้เรื่องของผู้มีสิทธิ ที่จะดำเนินคดี ร่างของคณะรัฐมนตรี ร่างของกรรมาธิการเขียนคล้ายกันครับ ให้ผู้เสียหาย ให้สามีภรรยา ให้บุพการี ให้ผู้สืบสันดานเป็นผู้มีสิทธิดำเนินคดีได้ แต่ที่น่าสนใจครับ ฝากกรรมาธิการไปดูก็คือว่าร่างของพรรคประชาธิปัตย์แล้วก็ร่างของพรรคประชาชาติ เขียนเรื่องคู่ชีวิตไว้ครับ คู่ชีวิตไว้ความหมายตรงนี้อยากให้กรรมาธิการไปช่วยดูว่าจะปรับแก้ อย่างไร ผมเห็นด้วยนะครับ คำว่า คู่ชีวิต มันมีความหมายมากกว่าคำว่า สามีและภรรยา หมายถึงบุคคลที่เป็นเพศเดียวกันเขาเป็นคู่ชีวิตกันก็ได้มีกฎหมายรองรับก็ฝากไว้ด้วยนะครับ ประเด็นที่มีความต่างกันนะครับท่านประธานที่เคารพ ร่างของคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่อง ของกลไกการป้องกันที่ผมเน้นตอนแรกสุดเขียนค่อนข้างแคบนะครับ ส่วนร่างของเพื่อน สมาชิกเขียนกว้างมาก ก็ฝากไปดูว่าจะมีกลไกตรงนั้นอย่างไร ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผม กราบเรียนท่านประธานว่าผมรับร่างกฎหมายฉบับนี้นอกจากสาระสำคัญที่กราบเรียนไป ๓ เรื่องใหญ่ ๆ แล้ว มีสาระสำคัญในตัวบทที่ผมขออนุญาตท่านประธานเร็ว ๆ นะครับ มีการกำหนดฐานความผิดเรื่องการทรมาน กำหนดฐานความผิดเรื่องของการสูญหาย มีการกำหนดฐานความผิดเรื่องของการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย ่ายีศักดิ์ศรี อันนี้เขียนขึ้นมา บางร่างไม่มีนะครับ เรื่องโหดร้ายแล้วยังมีศักดิ์ศรีควรจะไปปรับแก้ ให้สอดรับกัน เรื่องที่ ๒ เป็นการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักรที่สามารถมาดำเนินคดี ในราชอาณาจักรได้ เขียนอยู่ในตัวบทนะครับ เรื่องที่ ๓ ความผิดที่เกิดขึ้นเขียนไว้ชัดเจนว่า ไม่ถือเป็นลักษณะทางการเมือง หมายถึงเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดนะครับ จะไปอ้างเหตุว่า เป็นคดีทางการเมือง ลักษณะการเมืองมิได้ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการเมืองตามกฎหมาย ที่ว่าด้วยผู้ร้ายข้ามแดน หรือลักษณะการเมืองตามความร่วมมือระหว่างประเทศเรื่องของ คดีอาญา อันนี้จะเอามาอ้างมิได้ และที่สำคัญบรรดาความผิดที่เกิดขึ้นทั้งหลายจะยกเหตุ พฤติการณ์ใด ๆ ขึ้นมาอ้างเพื่อให้พ้นผิดไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดในภาวะสงคราม ภาวะฉุกเฉิน ต่าง ๆ หรืออ้างเรื่องความมั่นคงทางการเมืองจำเป็นต้องกระทำไม่เป็นเหตุให้มีการยกเว้น ความผิดนะครับ เช่น คุณไปปราบปรามผู้ชุมนุม แล้วทำให้เกิดมีลักษณะของการทำ ให้สูญหายไปอย่างนี้ไม่คุ้มครองนะครับ ต้องฝากท่านประธานไปยังกรรมาธิการ แล้วก็ที่สำคัญกรณีที่จะมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เขาห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานของ รัฐดำเนินการกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าส่งไปแล้วเขาจะเป็นอันตราย เป็นการห้ามผลักดัน กลับไปเผชิญอันตราย หลักเกณฑ์นี้หลักการนี้ควรจะต้องยึดถือในกฎหมายฉบับนี้ ด้วยเหตุผลที่ผมกราบเรียนท่านประธานเรื่องหลักการสำคัญนะครับเหตุผลที่เพื่อนสมาชิก กล่าวไปนะครับ ผมขอกลับมาเน้นย ้านิดหนึ่งก็คือว่ามันเป็นเหตุผลที่เราต้องเคารพสิทธิ เสรีภาพของพี่น้องประชาชนคนไทยตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘ โดยเฉพาะวรรค ท้าย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘ วรรคท้าย ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนิดเดียวครับ การทรมาน การทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม จะกระทำมิได้ ตรงนี้ครับตรงเลยเป็นเหตุผลที่รัฐธรรมนูญเราเขียนไว้ แต่ไม่มีกฎหมาย มารองรับ เพราะฉะนั้นเป็นโอกาสที่ดีครับถ้าจะมีกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาก็จะรองรับบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญมาตรานี้ เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำจริง ๆ เพราะว่าเราเป็นภาคี อนุสัญญาระหว่างประเทศ อย่างน้อย ๒ อนุสัญญาครับ อนุสัญญาแคท (CAT) ที่เพื่อน สมาชิกพูดไปแล้ว เรื่องการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติ หรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย ่ายีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ อันนี้เราเป็นภาคีอนุสัญญาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๐ อีกอนุสัญญาหนึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วย การคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ตัวย่อ ไอซีพีพีอีดี (ICPPED) มันเป็นสิ่งที่เราไปเข้าสู่พันธกรณีระหว่างประเทศ แต่เราไม่ได้อนุวัติกฎหมายภายใน เข้ามารองรับ เพราะฉะนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จำเป็นต้องทำครับ เพราะว่าตามอนุสัญญานี้การละเมิด สิทธิมนุษยชนมันถือเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง ที่รุนแรง จะอ้างเหตุใด ๆ มากระทำมิได้ นะครับ มันเป็นลักษณะกฎหมายเด็ดขาด เพราะฉะนั้นต้องปฏิบัติตาม ก็ถือโอกาสนี้ได้อนุวัติ กฎหมายภายในเพื่อให้เป็นไปตามอนุสัญญาทั้ง ๒ สัญญานี้นะครับ และสุดท้ายครับ เหตุการณ์ภายในประเทศเรา อย่างผมกราบเรียนท่านประธานไป มันเป็นภาวะสุกงอมจริง ๆ ครับท่านประธาน ที่เพื่อนสมาชิกไล่เรียงมาจากอดีต สุดท้ายกรณีโจ้ถุงดำ กรณีโจ้ถุงดำ ใครก็ยอมไม่ได้ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่ออกกฎหมายฉบับนี้มาประเทศชาติบ้านเมืองเรา คงจะลำบาก โดยเฉพาะในสายตาของนานาอารยประเทศนะครับ เราไม่ปฏิบัติตาม ภาคีสัญญาที่เราร่วมเป็นภาคีเครือข่ายด้วย อันนี้เป็นเรื่องที่จะทำให้ประเทศเราเสียหาย สุดท้ายครับท่านประธาน ยินดีรับหลักการทั้ง ๔ ร่าง ฝากกรรมาธิการไปช่วยดูในรายละเอียด ที่จะปรับแก้ให้สอดรับกัน ทุกร่างมีจุดเด่นในตัวเองครับ เอามาผสมผสานกันจะเป็นร่างของ กรรมาธิการที่จะนำเข้าสู่สภาในโอกาสต่อไป กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ