ภาสกร เงินเจริญกุล หารือถึงความสำคัญของรายงานโดย กสศ. และเน้นย้ำการจัดสรรงบประมาณของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยเสนอแนวทางปรับปรุงระบบกองทุนให้บูรณาการกับโอกาสทางอาชีพและรายได้ของผู้เรียน ผ่านการเชื่อมโยงทุนกับความต้องการตลาดแรงงานและใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแทนการสนับสนุนเพียงเงินเปล่า
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อพรรค เศรษฐกิจใหม่ ต้องขอบคุณท่านประธานนะครับที่ให้โอกาสผมได้มาพูดในหัวข้อรายงานอันนี้ นะครับ ผมนั่งอยู่ด้านบนพอได้ยินหัวข้อนี้ผมรีบลงมานะครับ แล้วก็พอดีถามเพื่อน ๆ สมาชิก ว่าปิดหรือยัง ก็ขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้พูดแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณทาง กสศ. นะครับ เพราะผมดูจากรูปเล่มแสดงว่าท่านมีความตั้งใจที่ จะทำรายงานฉบับนี้ แล้วผมเชื่อว่าท่านก็มีเวอร์ชัน (Version) อื่นที่อาจจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ อีบุ๊ก (e-Book) ต่าง ๆ เผยแพร่อยู่แล้ว ผมเชื่อแบบนั้นนะครับ แต่ผมอยากจะเข้าประเด็นนิด หนึ่งครับเรื่องกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
ประเด็นที่ ๑ คือมันเป็นกองทุนที่ดีครับ ดีมาก แต่ผมมีแนวคิดข้อเสนอแนะ อยู่บางประเด็น อย่างนี้ครับโดยปกติกองทุนโดยทั่วไปของการศึกษา วันนี้ประเทศไทย มีหลายกองทุนนะครับ แต่ตั้งต้นด้วยเงิน เรามีกองทุนอยู่ ๑ กองทุน แล้วก็ให้เด็กมาขอแล้วก็ เอาไปเรียนทางการศึกษา บางกองทุนจะเป็นบริหารจัดการอย่างไรเราไม่ว่า สุดท้ายก็ไปเอา เงินคืนมา เราก็จะมีปัญหาแบบนี้ แต่ก็ยังมีข้อดีคือ ไม่ว่าจะเป็นหนี้จะเก็บได้ไม่ได้ แต่ผลลัพธ์ คือคนในประเทศชาติมีความรู้ มีความกระตือรือร้นในการเพิ่มการศึกษา อันนี้จริง ๆ เป็น ประเด็นที่สำคัญนะครับ แต่ผมอยากให้เห็นอย่างนี้ครับว่าการให้เงินอย่างเดียววันนี้มัน ไม่เพียงพอในการที่จะพัฒนาคนที่เป็นทรัพยากรของประเทศในการแข่งขันกับประเทศอื่น หรือเป็นการหารายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัวก็แล้วแต่ การให้เงินเราต้องให้โอกาสทางการศึกษา ไปแล้ว เราต้องให้โอกาสทางอาชีพ ให้โอกาสทางการเพิ่มรายได้ด้วย ไม่อย่างนั้นมันไม่ครบ วงจร ยกตัวอย่างเช่น ทาง กสศ. ผมยังมีหลายกลุ่มนะครับ ม. ต้น ม. ปลาย มหาวิทยาลัย ก็อาจจะต้องเป็นกองทุนอีกอย่าง ถามว่าถ้าเด็กมีศักยภาพในการเรียนรู้เขาต้องใช้ขอทุน ไปเท่าไร สุดท้ายถ้ามันต้องใช้ทุนคืนมันก็เป็นปัญหาตั้งแต่ผู้เรียน ตั้งแต่กองทุนเหมือนกัน แล้วก็ระบบที่เรามี ณ วันนี้ โลกมันเปลี่ยนไปเยอะ เราจะใช้ระบบแบบเดิม ๆ ในการเก็บ รักษาประวัติต่าง ๆ มันยากครับ อาจจะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมันมีมากมาย แต่ผมอาจจะไม่ลงดีเทล (Detail) นิดหนึ่ง แต่ผมอยากจะชี้แบบนี้ครับว่าการให้ทุนมันควรให้ แบบบูรณาการ คือวันนี้ต่างคนต่างให้มันอาจจะได้ผลสัมฤทธิ์ไม่ดีเท่าที่ควร ฉะนั้นกองทุน ต่าง ๆ ควรจะจับมือกันครับ แล้วคุยกันว่าเราจะบริหารกองทุนแล้วให้เด็ก ๑ คนเท่าไร แล้วจบไปเราได้อะไร ประเทศชาติได้อะไร เด็กได้อะไร แต่ไม่ใช่ให้แต่เงินแล้วก็เรียนจบไป แล้วสุดท้ายเด็กคนนี้ไปวัดดวงเอานะครับว่า สุดท้ายได้เงินแล้วจบแล้วได้เงินหรือเปล่า ทำรายได้ได้เท่าไรจะเอามาใช้คืนเราหรือเปล่า เพราะอันนี้มันคือสิ่งที่เราคิดว่าเราจะให้เงิน อย่างเดียวแต่โอกาสทางอาชีพ ทางรายได้เราไม่ได้ให้เขาครับ เพราะว่าเด็กบางคนถามว่า บางครั้งเขาก็ไม่ได้มีประสบการณ์ในการที่จะไปประกอบอาชีพ หรือไปหาอะไร ถามว่าจบปุ๊บ ได้เงินเยอะแยะแล้วกลับมาใช้ทุนเป็นไปได้ยากมาก ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันแบบนี้ ยิ่งยากครับ ผมอาจจะมองอีกมุมว่าวันนี้เรามองแต่ว่าเรามีเงินแล้วให้เด็ก แต่สมมุติถ้าเรามองในมุมกลับกันนะครับ เป็นทฤษฎีย้อนกลับว่าถ้ามีงานแล้วขาด แล้วเอา เด็กนี้มาใส่สอนเขา แล้วป้อนเข้าแรงงาน เท่ากับว่าบางทีเด็กคนนี้แทบจะการันตีว่าได้งาน เลยนะ เพราะเรามีการวางแผนแล้วว่าแรงงานฝั่งนี้ แรงงานทักษะชั้นสูงเขาขาดคนอยู่ เราก็เอาเด็กป้อนเข้าตลาดแรงงาน ไม่ต้องไปแข่งกับสิ่งที่บางอย่างมันเยอะมาก พอเด็กจบไป รายได้มันก็ไม่ได้เยอะอยู่แล้ว เพราะว่ามันแข่งกันมาก วันนี้มันมีหลาย ๆ งานที่ในตลาด ต้องการแต่หาไม่ได้ เราก็ต้องเพิ่มพวกแบบนี้เข้าไปครับ กองทุนก็อาจจะไม่ได้มองแค่ เขามีเงินแล้วให้เด็ก อาจจะมีงานแต่ขาดเด็ก ก็ใส่เข้าไปครับ ระหว่างเรียนหนังสือหางาน ให้เขาทำก็ได้ครับ เพราะทุกคนที่มาเรียนหนังสือเขาต้องการรายได้ที่ดี อาชีพที่ดี ชีวิตที่ดีขึ้น เลี้ยงครอบครัวได้ แสดงว่าเขาไม่ได้ต้องการได้เงินเพื่อไปเรียนหนังสือนะครับ แต่เขาอยากมี ชีวิตที่ดีขึ้น ฉะนั้นเราต้องมองจุดนี้ด้วยเหมือนกันว่าเงินที่เราให้ไปทำแบบนี้ได้ไหม สิ่งทุกอย่างที่กลับมานะครับ มันคือกลับมาที่ประเทศชาติหมดเลยนะครับ ถ้าว่าเด็กทุกคน หรือคนที่ได้กองทุน ได้ความรู้ ได้อาชีพที่ดี มันทำให้ประเทศชาติเราพัฒนาได้เร็วขึ้น แต่ใช้วิธี แบบเดิม ๆ นี้ผมว่ายาก แล้วก็เอาเทคโนโลยีมาช่วยเรา เพราะไม่อย่างนั้นเราก็จะต้องเพิ่มคน เพิ่มกระดาษ แล้วไปหาวิธีการจัดการอีกมากมาย ซึ่งวันนี้ถ้าเราดูงบประมาณก็จะรู้ว่า เราใช้เงินกับบุคลากรเยอะมาก ทำอย่างไรให้เราได้ใช้บุคลากรที่น้อยแต่ได้ผลลัพธ์ที่เยอะ ก็ต้องช่วยกันนะครับ ก็เป็นกำลังใจให้กับ กสศ. นะครับ เพราะว่าวันนี้ท่านเป็นคนที่ให้โอกาส ทางการศึกษาของคนในชาติ ถึงมันจะมีปัญหาบ้างก็ต้องช่วยกันแก้ครับ เราอาจจะไม่ได้มาติ อย่างเดียว แต่เราอยากจะแสดงความคิดเห็นบางประการว่าผมมีความคิดเห็นแบบนี้ก็ลอง ปรับใช้ดูครับ ถ้ามันได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาตินะครับ ต้องขอบคุณแทนเด็ก ๆ ที่ได้ทุนการศึกษาจาก กสศ. ทุกท่านนะครับ ขอบพระคุณครับ