โกวิทย์ พวงงาม หารือบทบาทของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยเน้นการติดตามผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนที่ได้รับทุนอย่างเป็นระบบเพื่อประเมินผลกระทบระยะยาว พร้อมเสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเมืองกับชนบท พัฒนาครู และใช้ศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 7,500 แห่งร่วมขับเคลื่อนการลดความเหลื่อมล้ำผ่านการวิจัย นวัตกรรม และการสนับสนุนเด็กยากจนอย่างทั่วถึง
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมขออภิปรายรับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๓ ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ท่านประธานครับ ก่อนอื่น ผมขอชมเชยทางกองทุน ที่ได้ทำรายงานให้ทราบ มีรายละเอียดแล้วก็มีรูปเล่มที่กะทัดรัด แล้วก็น่าอ่าน อันนี้ก็ขอชมเชยด้วย แล้วให้กำลังใจ ผมเห็นด้วยกับการมีกองทุนนี้ ซึ่งกองทุน ความเสมอภาคทางการศึกษา หรือเรียกย่อ กสศ. ก็เป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุน เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๑ แล้วก็ได้จัดตั้งขึ้นมา ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ วรรคหก ที่ต้องการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ และ จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทาง การศึกษา นั่นคือภารกิจของกองทุน ผมดูภารกิจรายงานผลของกองทุนมีหลายเรื่องที่น่า ประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นการอุดหนุนนักเรียนด้วยทุนเสมอภาคทั่วประเทศประมาณ ๑ ล้านกว่าคน เรื่องของพัฒนาต้นแบบการคัดกรองนักเรียนยากจน โดยจัดสรร เงินอุดหนุนเป็นรายบุคคล ๑,๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้วก็มีงานอื่น ๆ อีกมากที่เป็นตัวอย่าง ในการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส แล้วก็สร้างทุนโอกาสทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นทุนที่เป็นถึง ขั้นอาชีวะ อาชีพชั้นสูง ๕,๐๐๐ กว่าคน อันนั้นก็ผลงานที่สังเกตได้ ดูได้ในรายงาน แต่ผมอยากจะเพิ่มเติมเป็นข้อสังเกตให้กับทางผู้ที่เกี่ยวข้องกับกองทุน โดยเฉพาะ คณะกรรมการกองทุนและผู้จัดการกองทุนสัก ๕ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ผมเห็นว่าการให้ทุนไปตามจำนวนที่ผมเอ่ยนี้ ผมว่าส่วนหนึ่ง ผมอยากให้มีการติดตามประเมินเด็กเหล่านี้ว่า เขามีโอกาสไปถึงไหน อย่างไร เป็นรายงาน ให้เพิ่มเติมมากขึ้น นั่นคือส่วนที่ ๑
เรื่องที่ ๒ มันมีในวัตถุประสงค์ของกองทุน ก็คือว่าในการพัฒนาหรือว่า สนับสนุนช่วยเหลือส่งเสริมให้เรื่องของความเสมอภาคในเรื่องพัฒนาครู การพัฒนาครูและ ประสิทธิภาพครูนี้ ผมคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเสมอภาค แล้วก็อยู่ ในวัตถุประสงค์ ก็อยากถามเหมือนกันว่าในเรื่องของการช่วยให้ความเหลื่อมล้ำในความ เสมอภาคระหว่างโรงเรียน หรือครูที่อยู่ในชนบทกับในเมือง เราทำได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร ผมเข้าใจว่าอาจจะมีโรงเรียนต้นแบบก็ได้
เรื่องที่ ๓ ก็คือว่าในการช่วยไม่ให้เด็ก ซึ่งในรายงานก็พูดถึงเด็กที่จะหลุดจาก โรงเรียน ระบบโรงเรียน ก็อยากทราบเหมือนกันว่ากองทุนได้ไปพิทักษ์เด็กไม่ให้หลุดจาก ระบบการศึกษาได้มากน้อยเพียงใด นี่ก็เป็นคำถามที่ ๓
เรื่องที่ ๔ ผมเห็นจุดดีในการสร้างภาคีความร่วมมือในการแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ำ ท่านใช้หลายภาคส่วนเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น แล้วก็ในส่วนอื่น ๆ ของภาคเอกชนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่อย่างไรก็ตามการสร้าง ความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหา ที่สำคัญก็คือสถานศึกษาในเขตเมืองและเขตชนบท ผมคิดว่า ส่วนนี้จะส่งเสริมอย่างไรให้กระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพของทั้ง ๒ โรงเรียน ในเขตเมืองและชนบทได้มีความรู้สึกว่ามีความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง นั่นคือส่วนที่ ๔
เรื่องที่ ๕ ผมคิดว่ามันมีส่วนที่ท่านไปร่วมมือกับการวิจัย ท่านใช้คำว่า วิจัย และนวัตกรรม อันนี้ผมเห็นด้วยแล้วก็เป็นประโยชน์ แต่ผมขอยกตัวอย่างว่าการวิจัย เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ผมจะยกตัวอย่างที่ท่านยกตัวอย่างไว้ ในเอกสารและเป็นคำถามด้วยนะครับ ท่านพูดถึงโรงเรียนขนาดเล็กที่ห่างไกลอยู่ใน ถิ่นทุรกันดาร จำนวนโรงเรียนก็มีประมาณ ๑,๕๐๐ แห่ง ผมเข้าใจว่ามากนะครับ โรงเรียนที่ อยู่ในทุรกันดารและมีเด็กที่อยู่ในระบบโรงเรียนนี้ ประเภทนี้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน คำถามผมก็คือว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์กับงานวิจัยนี้ ผมหมายถึงงานวิจัยอื่น ๆ ด้วยที่ปรากฏ ในรายงาน ผมคิดว่าผมอยากได้ผลว่าการอุดช่องว่างโรงเรียนที่ห่างไกล แล้วก็ไปดำเนินการ วิจัย ผลของการวิจัยเพื่อช่วยได้ออกดอกผลอย่างไรบ้าง เพื่อให้ทางสภานี้ได้ทราบ โดยเฉพาะ โรงเรียนขนาดเล็กที่เราไปเติมเต็มให้ในเรื่องอุดช่องโหว่ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ในประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือว่ากองทุนแม้ว่าจะตั้งมาไม่นาน ก็ตาม แต่ว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าได้กับเด็กที่ยากจน ขาดแคลนทุนทรัพย์ แล้ว ได้กับครูที่เราจะไปพัฒนาให้มีศักยภาพ ได้กับการสร้างภาคีความร่วมมือ นั่นก็คือการ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ผมอยากให้ไปช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๗,๕๐๐ กว่าแห่งได้ช่วยในเรื่องเหล่านี้นะครับ เพื่อจะช่วยกันอุดช่องว่างในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ทั่วถึงกับเด็ก ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นโรงเรียนในท้องถิ่นเป็นโรงเรียน ที่อยู่ในชนบทอยู่แล้ว เช่น โรงเรียนของเทศบาลตำบล อบต. หรือโรงเรียนของ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ท่านอาจจะใช้ภาคีตรงนี้เป็นความร่วมมือนะครับ ก็เสนอแนะ ด้วย แล้วก็ตั้งคำถามด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ