สุภกร บัวสาย ชี้แจงบทบาทของ กสศ. ในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านการสนับสนุนเด็กกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการใช้ข้อมูลติดตามนักเรียนในช่วงรอยต่อที่มักหลุดจากระบบ พร้อมผลักดันความร่วมมือกับคุณครูและเครือข่ายทั่วประเทศ รวมถึงการปรับปรุงระบบบริจาคและการสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนในพื้นที่ขาดแคลน เพื่อให้การศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสลัดพ้นความยากจนอย่างยั่งยืน
ดีขึ้นนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ได้กรุณาให้บรรยากาศ แล้วก็แนวความคิด ต่าง ๆ ให้ทาง กสศ. และทีมงานกลับไปพัฒนางานต่อไปนะครับ ผมจะขออนุญาตตอบ รวบ ๆ ไปสัก ๑๐ กว่าประเด็น แต่ละประเด็นนี้ก็จะตอบสั้น ๆ นะครับ แต่ก่อนจะถึง ๑๐ ประเด็นรายย่อยนั้นผมขอตอบภาพรวมสัก ๔ เรื่องนะครับ
ประเด็นที่ ๑ กสศ. ไม่ได้คิดว่าการให้เงินให้งบประมาณกับเด็กคือการ แก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ แต่ว่ามันเป็นเหมือนกับยาขนานหนึ่งสำหรับเด็กจำนวนหนึ่ง ซึ่งเขาจนมาก ๆ แล้วก็ยากลำบากมาก ๆ นะครับ แต่แค่นั้นไม่ใช่เรื่องของการแก้ปัญหาความ เหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา
ประเด็นที่ ๒ ก็คือประเด็นที่เรา กสศ. ไม่ได้ทำงานเองแน่ ๆ เพราะว่า บุคลากรของ กสศ. มีอยู่มีไม่ถึง ๗๐ คน เพราะฉะนั้นงานทุกงานของ กสศ. นี้เราร่วมงานกับ องค์กรภายนอก รวมทั้งคุณครูที่อยู่ทั่วประเทศ ๓๐๐,๐๐๐ คนนี้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น รายงานประจำปีที่บอกว่าผลงานอย่างนั้น อย่างนี้ ถ้าจะเป็นความดีความชอบหรือเป็น ประโยชน์ต่อเด็กเยาวชนเป็นฝีมือของบรรดาเครือข่ายบุคลากรที่ทำงานให้ กสศ. ทั้งสิ้น นะครับ เราอยู่ในฐานะที่เป็นตัวช่วย เป็นผู้ที่อยู่ข้างหลังคนที่อยู่หน้างานนะครับ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของการทำงานของ กสศ. นี้ในภาพรวมมันจะมีงาน สัก ๓ ลักษณะ ลักษณะแรกก็คืองานการช่วยเหลือที่สังคมคาดหวังว่ามีกองทุนขึ้นมาแล้ว น่าจะมีการช่วยเหลือเด็กเยาวชนที่ยากจนบ้าง นั่นก็คือทำไมเราถึงได้มีงบประมาณประมาณ สัก ๓ ใน ๔ ในการที่จะไปช่วยเหลือกลุ่มยากจนที่สุด แต่ว่าเท่านั้นไม่พอเรามีประเภทที่ ๒ งานประเภทที่ ๒ ก็คืองานปฏิรูปการศึกษาในประเด็นที่จะลดความเหลื่อมล้ำ แต่ว่างานอันนี้ เราจะไปทำเฉพาะงานวิจัยมันก็จะไม่มีพลัง กสศ. เรามีความยืดหยุ่นที่ทำวิจัยไปด้วยปฏิบัติ ไปด้วย ทดลองไปด้วย แล้วก็ได้ชี้ให้เห็นว่าถ้าทำแล้วผลมันเป็นอย่างไร ถ้าผลดีก็จะมีความ หนักแน่นในการที่จะไปผลักดันระบบการศึกษาต่อไป ประเด็นสุดท้ายก็คือว่า กสศ. เป็น หน่วยงานของรัฐก็จริง แต่เราไม่มีอำนาจทางนโยบายใด ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้นโยบายของ รัฐบาลหรืออะไรก็ว่าไปเราไม่มีความสามารถที่จะไปปรับปรุงไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ด้วยอำนาจหน้าที่ของเราได้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือเสนอข้อมูลในลักษณะซึ่งเป็นข้อมูล ทางวิชาการ ผมขออนุญาตไล่ประเด็นไป ต่อไปประเด็นเรื่องโรงเรียนขยายโอกาส อันนี้เป็น สิ่งที่เราเห็นความสำคัญมากว่าที่เป็นจุดอ่อนที่สุดในเรื่องคุณภาพการศึกษา เพราะฉะนั้น โครงการโรงเรียนของ กสศ. เจาะไปที่โรงเรียนขยายโอกาสโดยตรง จะไม่มีโรงเรียนที่อยู่ใน เมืองโรงเรียนใหญ่ ๆ ร่วมอยู่ด้วย อันนี้เป็นการเจาะไปที่โรงเรียนขยายโอกาสโดยตรงนะครับ เราไปพบอันหนึ่งครับ คือโรงเรียนขยายโอกาสจะด้วนอยู่ที่ ม. ๓ เพราะฉะนั้นพอจบ ม. ๓ แล้วก็จะมีเด็กจำนวนหนึ่งที่จะต้องย้ายโรงเรียน ตรงจังหวะตรงนี้ล่ะครับจะเป็นจังหวะที่เด็ก หลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก ในปีที่ผ่านมาเราพบว่ามีเด็กหลุดออกจากระบบ การศึกษา ณ จุดนี้ จุดรอยต่อตรงนี้ประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าคน สิ่งที่ท่านอาจารย์พิสิฐถามว่า ได้ช่วยเหลืออย่างไร กสศ. เองเราช่วยเหลือได้แค่เบื้องต้น คือเรารู้ว่าเด็กคนไหนบ้างที่เป็น เด็กยากจน แล้วก็อยู่ชั้น ม. ๓ กำลังจะจบ เรารู้ว่าการที่จะต้องเปลี่ยนโรงเรียนนั้น มันมีค่าใช้จ่าย ก็จึงได้มีการจัดเงินช่วยเหลืออีกจำนวนหนึ่งสำหรับเด็กที่จะจบ ม. ๓ แล้วก็ จะต้องย้ายโรงเรียน แต่อย่างนั้นก็เถอะเราก็รู้ว่ายังหลุดมาได้อีกประมาณ ๔๐,๐๐๐ คน ตรงนี้ถ้าจะแก้ปัญหาระยะยาวต้องแก้ในเชิงนโยบายด้วย ซึ่งทางด็อกเตอร์ไกรยศก็ได้เรียน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในการที่จะใช้ฐานข้อมูลของ กสศ. ว่าโรงเรียน ต้นทางมีนักเรียนชื่อนั้นชื่อนี้อยู่ มีกี่คน และไปถึงโรงเรียนปลายทางครบถ้วนหรือไม่ แต่ตรงนี้ ก็ต้องอาศัยความผลักดันทางนโยบายเข้ามาสนับสนุน ลำพังเงินที่ช่วยเหลือในช่วงที่เขา จะเดินทางข้ามพื้นที่ข้ามโรงเรียนนั้นก็ช่วยเหลือเฉพาะในระยะสั้นเท่านั้น ต่อไปก็คือโรงเรียน เอกชน โรงเรียนเอกชนจะเข้ามาอยู่ในโครงการ กสศ. เดิมน่าจะเป็นปีนี้ คือปี ๒๕๖๕ แต่ว่า เนื่องจากงบประมาณเราถูกตัดไปพอสมควร ก็อาจจะต้องชะลอไปก่อนนะครับ เราก็ทราบว่า โรงเรียนเอกชนที่เป็นโรงเรียนที่ดูแลเด็กเยาวชนด้อยโอกาสมีจำนวนไม่น้อยทีเดียว แต่ว่า เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณก็ทำให้เรายังไม่สามารถทำตามแผนในปี ๒๕๖๕ นี้ได้
ต่อไปคือเรื่องของฐานข้อมูล ฐานข้อมูลนั้นท่านสามารถจะเข้าไปดูได้เลย ในเว็ปไซต์ (Website) ของ กสศ. ฐานข้อมูล ไอซี ดอท อีอีเอฟ ดอท โออาร์ ดอท ทีเอช (IC.eef.or.th) สามารถเข้าไปดูได้เลยว่าสถิตข้อมูลทั้งหลายเป็นอย่างไร ทางด็อกเตอร์ไกรยศ เคยได้มาตั้งบูท (Booth) สาธิตที่สภานี้ด้วย ท่านประธานได้กรุณาไปเปิดการสาธิตในวันนั้น แล้วก็มีท่าน ส.ส. จำนวนหนึ่งสนใจที่จะลงแอปพลิเคชัน (Application) ลงในมือถือเพื่อที่จะ ไปตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ด้วย อันนี้ กสศ. ก็ยินดีนะครับ แต่ว่าฐานข้อมูลนั้นนอกจากเป็น เครื่องมือในการที่จะใช้ในการศึกษาวิจัยแล้ว เรายังเป็นเครื่องมือในการที่จะช่วยเหลือเด็กว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ออกจาก กสศ. ปลายทางไปถึงเด็กหรือยัง ไปถึงเด็กคนไหน นอกจากนั้นก็จะเป็นเครื่องมือในการชี้เป้าให้กับหน่วยงานที่เรียกว่าอาจจะรับดูแลเด็กต่อ โดยที่ กสศ. ไม่มีกำลังงบประมาณ อย่างที่เรียนเมื่อสักครู่ว่าเราได้ส่งชื่อเด็กยากจนที่สอบเข้า มหาวิทยาลัยได้ ๑๐,๐๐๐ กว่าคนในปีนี้ให้กับทางอุดมศึกษา เพื่อที่ทางท่านอธิการบดี ในบางสถาบันอาจจะกรุณาเริ่มที่จะหาทุนการศึกษาให้กับเด็กได้
ต่อไปคือประเด็นเรื่องของประชาสัมพันธ์ อย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ กสศ. มีจำนวนบุคลากรไม่ถึง ๗๐ คน เพราะฉะนั้นเรื่องของการสื่อสารทำความเข้าใจกับคนที่ ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญมาก ตรงนี้มันก็ตกเข้ามาอยู่ในเรื่องของค่าใช้จ่าย เรื่องของการประชาสัมพันธ์ แต่ว่าถ้าท่านสมาชิกเห็นว่าการประชาสัมพันธ์ของ กสศ. เป็นการประชาสัมพันธ์ในแนวโฆษณาองค์กร ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าได้ขออนุญาตเตือน มาที่เรา ผมคิดว่าเราไม่เคยที่จะใช้การประชาสัมพันธ์ในการโฆษณาองค์กร แต่ว่าเป็นการทำ เข้าใจกับบุคลากรที่ทำงานกับเรา อีกอันหนึ่งก็คือว่าการประชาสัมพันธ์นั้นมักจะประกอบควบคู่ไปกับการระดมทุนบริจาค ตรงนี้เป็นการลงทุนเพื่อที่จะเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาร่วมบริจาค แล้วก็สุดท้ายก็คือ การประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการ
ต่อไปก็คือเรื่องของเกณฑ์ของโรงเรียน เกณฑ์การช่วยเหลือนักเรียนที่เป็น ตัวจี (G) ตัวศูนย์ แล้วก็บัตรสีชมพูนะครับ อันนี้เราก็ได้ปฏิบัติตามมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๔๘ นะครับ เพราะฉะนั้นกระทรวงศึกษาธิการท่านรับเด็กคนไหน ก็สามารถที่จะมีสิทธิได้รับการ ช่วยเหลือจาก กสศ. ทั้งสิ้น เป็นไปในแนวเดียวกัน
ต่อไปก็คือเรื่องของอุดมศึกษา เราไม่ได้ทิ้งอุดมศึกษานะครับ เราเพียงแต่ว่า ชี้เป้าให้ แต่ว่าในส่วนที่เกิน ม. ๖ ไปนี้ เราเน้นไปที่เรื่องของการศึกษาในเชิงอาชีวะ เพราะฉะนั้นสกอลาร์ชิป (Scholarship) นั้น เป็นสกอลาร์ชิป (Scholarship) เดียวของรัฐ ในการให้ทุนการศึกษากับเด็กทางด้านสายอาชีพ
ต่อไปก็คือเรื่องของ กยศ. อันนี้ผมต้องขออนุญาตที่จะเรียนว่าต่างกัน ผมได้มีโอกาสเรียนปรึกษาหารือกับท่านผู้อำนวยการ กยศ. หลายครั้งนะครับ เราก็ทำ ความเข้าใจกันว่า กสศ. นี้เล็กนิดเดียวครับ กยศ. นี้ ท่านให้โอกาสกับคนจำนวนนับแสน แล้วก็เป็นมาหลาย ๑๐ ปีแล้วด้วย กสศ. นี้เราจัดที่กลุ่มที่ยากจนที่สุดครับ ซึ่งถ้าจะให้เป็น การยืม เด็กไม่มีเงินมาคืนหรอกครับ แล้วก็จริง ๆ แล้วจำนวนน้อยกว่า กยศ. อย่างมาก เพราะฉะนั้นต้องเป็นคนที่จนก้นบึ้งจริง ๆ จึงจะได้รับการช่วยเหลือจาก กสศ. นะครับ
ต่อไปก็คือเรื่องของอุปกรณ์นะครับ เรื่องของอุปกรณ์ที่จะไปใช้ในเรื่องของ หยุดเรียน แล้วต้องเรียนทางไกลและไม่มีอุปกรณ์ อันนี้น่ากลัวมาก ท่านอาจารย์พิสิฐครับ เราพบว่าเพิ่งสำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้นะครับ เราพบว่าเด็กยากจนนักเรียนยากจนของ กสศ. ในพื้นที่ ๒๙ จังหวัด ที่เป็นพื้นที่สีแดงประมาณเกือบ ๆ ๓๐๐,๐๐๐ คน ปรากฏว่าเราพบว่า ๘๘ เปอร์เซ็นต์ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีโทรศัพท์ บางคนไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าที่บ้าน เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร แต่รู้ว่าขนาดของปัญหา มันหนักมากสำหรับเด็กกลุ่มนี้นะครับ
ต่อไปก็คือเรื่องของการประสานงานกับเอกชน อันนี้ขอรับไว้ว่าเรายังไม่ได้ พัฒนาไปไกลมากนัก ก็คงจะต้องไปปรับปรุงนะครับ ระบบบริจาคไม่เฟรนด์ลี (Friendly) อันนี้ก็ขออนุญาตรับไว้ ผมเข้าใจว่าท่าน ส.ส. คงได้รับอีเมล (e-Mail) ตอบแล้วว่าเงินบริจาค เมื่อสักครู่นี้มีใบเสร็จกลับมาแล้วใช่ไหมครับ
ต่อไปก็คือเรื่องของเขตเมืองกับเขตชนบท อย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ครับ กสศ. ไม่ได้ทำงานกับโรงเรียนในเขตเมืองหรือโรงเรียนใหญ่ ๆ เราเจาะไปที่ชนบท แล้วก็ เป็นโรงเรียนขนาดกลางหรือโรงเรียนประจำตำบลกับโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลจริง ๆ อยู่ตาม ชายขอบ ตรงนั้นก็เพื่อที่จะแก้ปัญหาที่ยากที่สุดของระบบการศึกษา ในเรื่องของคุณภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องความยากจน แล้วก็สุดท้ายผลที่ท่านอาจารย์โกวิทย์ถาม ผลก็คือมันคงหลาย เรื่องนะครับ แต่เอาเรื่องใหญ่ เรื่องที่เราใช้งบประมาณมากที่สุดก่อนนะครับ ก็คือ เด็กนักเรียนยากจนนี้ หลังจากที่รับงบประมาณ กสศ. ไปแค่วันละ ๑๕ บาท งบประมาณ กลุ่มอันนี้เราไม่ได้ไปคาดหวังว่าจะให้เด็กได้มีการเรียนไปจน เรียกว่ามีผลสัมฤทธิ์ในการเรียน สอบคะแนนได้ดีอะไรมากมาย ๑๕ บาทต่อวันนี้เพื่อที่จะไม่ให้เด็ก ไม่ให้ครอบครัวเขาอยู่ ในภาวะของฟางเส้นสุดท้ายว่าหลังอูฐครับ เพราะว่าเด็กออกจากครอบครัวนี้ เงินแต่ละบาท เขาหาได้ยาก เพราะฉะนั้นแม้ ๑๕ บาทต่อวันนี้ บางทีก็สามารถดึงรั้งเขาไม่ให้เอาลูกออกจาก โรงเรียนได้ แล้วผลก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะครับ เพราะว่าเราพบว่าก่อนที่จะมีโครงการนี้ เด็กกลุ่มที่ขาดเยอะ ๆ จะมาเรียนประมาณสัปดาห์ละประมาณ ๓ วัน แต่ว่าในปัจจุบันนี้ อัตราเฉลี่ยของการมาเรียนนี้เป็น ๔ วันครึ่งต่อสัปดาห์ ก็ขาดไปประมาณครึ่งวันโดยเฉลี่ย อันนี้ก็เป็นผลโดยย่อเบื้องต้นครับ ผมขออนุญาตที่จะเรียนตอบประเด็นต่าง ๆ เท่านี้ก่อน นะครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกแทนเด็กเยาวชนทั่วประเทศด้วยครับ แล้วก็ สุดท้ายนี้ ผมขออนุญาตฝากความฝันของท่านอาจารย์ด็อกเตอร์ประสาน ประธานบอร์ด (Board) กสศ. นะครับ ท่านบอกพวกเราว่าเราอยากให้การศึกษานี้สามารถที่จะพาเด็กให้ เปลี่ยนสภาพชีวิต สลัดทิ้งจากความยากจนภายในชั่วชีวิตของเขา เพราะฉะนั้นถ้าเขาเกิดมา จนเราเชื่อว่าการศึกษาที่เราดูแล หรือเราสนับสนุนนี้อาจจะพอมีส่วนช่วยทำในรุ่นลูกเขา สลัดหลุดออกจากความยากจนได้ อันนี้ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนเท่านี้ก่อนครับ ทาง กสศ. ก็ยินดีที่จะน้อมรับคำแนะนำ แม้จะเป็นนอกเวลา นอกสภา ก็ขอเรียนเชิญที่สำนักงานเรา ได้นะครับ ขอบพระคุณครับ