จักรพันธ์ เสนอตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้โควิดอย่างโปร่งใส

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๙ กันยายน ๒๕๖๔

จักรพันธ์ พรนิมิตร เสนอญัตติด่วนให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดฯ ปี 2564 ที่มีวงเงิน 500,000 ล้านบาทเพื่อรองรับวิกฤตโควิด-19 โดยเน้นความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการดำเนินมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา และการสนับสนุนผู้ประกันตน พร้อมชี้ปัญหาการค้างจ่ายค่าเทอมและการหักเงินเยียวยาผ่านกองทุน กยศ. โดยไม่ถึงมือผู้รับจริง จึงเรียกร้องให้มีการติดตามตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิผลและเป็นธรรม

นายจักรพันธ์ พรนิมิตร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม จักรพันธ์ พรนิมิตร สมาชิกจากกรุงเทพมหานคร เขตบางกอกน้อยและ เขตบางพลัด พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราช กำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) (เพิ่มเติม) พ.ศ. ๒๕๖๔

ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้มี มติเห็นชอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและ สังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) (เพิ่มเติม) พ.ศ. ๒๕๖๔ ไปแล้วนั้น อย่างไรก็ตามสถานการณ์การะบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ยังมีความต่อเนื่องและรุนแรง จำเป็นต้องมีการแก้ไขปัญหา ภายในระยะเวลาที่จำกัด การดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องตั้งอยู่บนหลักการ ของความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีการจัดส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การ ดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดในการแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ได้อย่างแท้จริง ดังนั้นจึงขอเสนอญัตติด่วนเพื่อขอให้สภา ผู้แทนราษฎรมีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่าย เงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและ สังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ ส่วนเหตุผลและรายละเอียดจะได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาต่อไป ท่านประธานครับ ตามเหตุผล ที่กระผมได้ยื่นญัตติด่วนดังกล่าวข้างต้น กระผมขออนุญาตแถลงเหตุและรายละเอียดเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

เหตุผลประการแรก พระราชกำหนดฉบับนี้ที่เรากำลังอภิปรายพูดถึงกันอยู่นี้ ให้อำนาจรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังในการกู้เงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ เพิ่มเติมจากพระราชกำหนดฉบับเดิมที่รัฐบาลได้ตราขึ้นในปี ๒๕๖๓ โดยฉบับนั้นมีวงเงิน ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบันในส่วนของพระราชกำหนดฉบับปี ๒๕๖๓ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติวงเงินไปแล้วกว่า ๙๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในแผนงานต่าง ๆ ๓ ด้าน ที่ครอบคลุมทั้งด้านสาธารณสุข ด้านการเยียวยาประชาชน แล้วก็ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ถ้าพูดถึงโครงการสำคัญ ๆ ที่พี่น้องประชาชนอาจจะเป็นที่รู้จักกันมากหน่อย ยกตัวอย่างเช่น โครงการเราชนะ วงเงิน ๒.๘ แสนล้านบาท โครงการ ม. ๓๓ เรารักกัน ๔.๘ หมื่นล้านบาท เป็นต้น แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังคงรุนแรงและต่อเนื่องของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดฉบับนี้ คือ ๒๕๖๔ ที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่าฉบับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท (เพิ่มเติม) โดยก็จะยัง ครอบคลุมทั้ง ๓ ด้านเช่นเดิม กล่าวคือด้านสาธารณสุข โดยรัฐบาลได้กำหนดวงเงินกู้ไว้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้านการเยียวยากำหนดวงเงินไว้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมอีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมทั้งสิ้น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งนี้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันทำให้สภา ได้เห็นความจำเป็น แล้วก็เราได้มีมติเห็นชอบการตราพระราชกำหนดดังกล่าวไป เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะทำให้ภาครัฐสามารถเข้าถึงแหล่งทุนที่จะนำมาใช้จัดการปัญหาวิกฤติ โควิด (COVID) ในระลอกนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็ครอบคลุมทุกมิติของปัญหานะครับ จากเหตุผลและความจำเป็นในข้อ ๑ ที่ผมกล่าวก็นำมาสู่เหตุผลในข้อ ๒ ที่ทำไมเราถึงจำเป็น ที่จะต้องมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมา ก็เพราะว่าปัจจุบันนี้จากที่ ผมได้กราบเรียนเมื่อสักครู่ แล้วก็จากการตรวจสอบข้อมูลปัจจุบันก็พบว่ารัฐบาลได้มี การอนุมัติวงเงินในโครงการที่สำคัญ ๆ ที่จะใช้เงินจาก พ.ร.ก. ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไปแล้ว นะครับ ผมขออนุญาตยกมาให้ที่ประชุมได้เห็นความสำคัญของโครงการต่าง ๆ ที่จะใช้เงิน จาก พ.ร.ก. ฉบับนี้

โครงการแรกครับท่านประธาน โครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระ ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ตั้งแต่ระดับ ประถมศึกษาถึงปริญญาตรี อันนี้จะครอบคลุมนักเรียนแล้วก็นักศึกษา ๑๑ ล้านคน วงเงิน รวม ๓๑,๙๐๐ กว่าล้านบาท

โครงการถัดไปครับท่านประธาน โครงการเยียวยาผู้ประกันตน มาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด อันนี้ของสำนักงานประกันสังคมนะครับ ซึ่งจะครอบคลุมพี่น้องประชาชนที่ประกันตน ตามมาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ ถึง ๙,๓๐๐,๐๐๐ คน วงเงินรวมประมาณ ๗๗,๗๐๐ ล้านบาท

โครงการที่ ๓ โครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) สำหรับบริการประชากรในประเทศไทย เพิ่มเติมนะครับ อันนี้จะทำ ให้เรามีวัคซีนเพิ่มเติมอีกประมาณ ๔๐ กว่าล้านโดส คิดเป็นวงเงินก็ประมาณ ๑๘,๐๐๐ กว่า ล้านบาท ท่านประธานจะเห็นว่าทุกโครงการที่รัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีมีมติให้ ความเห็นชอบที่จะใช้วงเงินจากพระราชกำหนดฉบับนี้ ที่ผมนำเรียนที่ประชุมแห่งนี้ผ่าน ท่านประธานล้วนแต่เป็นโครงการที่มีความสำคัญ รวมทุกโครงการที่ผมได้กราบเรียน เมื่อสักครู่ขณะนี้เท่ากับว่ารัฐบาลได้เห็นชอบในการใช้วงเงินในการกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ไปแล้ว ๑๔๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าคิดเป็นร้อยละก็ประมาณร้อยละ ๒๘ ของวงเงินรวม ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่าได้มีการอนุมัติหรือเห็นชอบวงเงินที่จะใช้นี้ไปพอสมควร ถ้านับจากการที่พระราชกำหนดนี้มีอำนาจบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ทุกโครงการที่ผมได้กราบเรียนเมื่อสักครู่ถือเป็นมาตรการสำคัญตามแผนงาน ที่รัฐบาลได้มาชี้แจงต่อสภาในการขอความเห็นชอบในการตราพระราชกำหนดดังกล่าว กล่าวคือครอบคลุมทั้งด้านสาธารณสุข ก็คือเรื่องของการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ซึ่งในวัคซีน ตัวนี้ก็จะมีเรื่องของวัคซีนที่เป็นทางเลือกใหม่ด้วย นอกเหนือจากวัคซีนเดิมที่ทางรัฐบาล ได้เคยจัดสรรให้กับพี่น้องประชาชน แล้วด้านการเยียวยาก็คือเรื่องของการแบ่งเบาภาระ ด้านการศึกษา แล้วก็รวมทั้งผู้ประกันตนในมาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ ด้วยเหตุดังกล่าว ในทั้ง ๒ ข้อที่ผมได้นำเรียนเมื่อสักครู่ผมจึงมีความเห็นว่าสภาแห่งนี้ควรจะต้องทำหน้าที่ ตรวจสอบโครงการสำคัญ ๆ ดังกล่าวที่ได้มีการอนุมัติ แล้วก็ที่จะอนุมัติต่อไปในอนาคต ในวงเงินที่เหลือ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนในภาวะวิกฤติครั้งนี้ แล้วก็เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างนโยบายและภาคปฏิบัติ เช่น ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ประกอบในเรื่องของโครงการที่บรรเทาหรือช่วยเหลือด้านการศึกษา ในส่วนของนักเรียน นักศึกษาที่จะได้รับเงินเยียวยาในส่วนนี้ ถ้าเป็นระดับปริญญาตรีก็จะได้ท่านละ ๕,๐๐๐ บาท ส่วนในระดับที่ต่ำกว่านั้นก็จะได้ท่านละ ๒,๐๐๐ บาท อันนี้ก็เป็นตัวอย่างสำคัญ เพราะว่า นโยบายที่รัฐบาลได้กำหนดขึ้นก็เพื่อเยียวยาให้กับนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งผู้ปกครอง ในช่วงที่เป็นวิกฤติโควิดที่ผ่านมา แต่ว่าในภาคปฏิบัติก็จะพบว่ามีช่องว่างอยู่พอสมควร ในส่วนของเงิน ๒,๐๐๐ บาทสำหรับนักเรียนที่อยู่ในระดับขั้นพื้นฐานก็ได้รับเงินไปแล้วตั้งแต่ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงสัปดาห์นี้ ก็พบว่าส่วนใหญ่ก็เรียบร้อย แต่ว่า ก็ยังพบว่ายังมีช่องว่างหรือว่าข้อติดขัดอยู่บ้างพอสมควร ผมยกตัวอย่างนะครับท่านประธาน ยกตัวอย่างสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ซึ่งเขาก็ดูแล นักศึกษาประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนทั่วประเทศใน ๔๐๐ กว่าวิทยาลัย กลุ่มนี้เดิมทีเขาก็ ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล กับกระทรวงศึกษาธิการในการลดค่าเทอมให้กับผู้ปกครองและ นักศึกษาของเขา อันนี้จากการแถลงข่าวของท่านนายกสมาคมเองนะครับ ค่าเทอมเต็ม ของเขาจะอยู่ที่ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ทั้งประเทศ จาก ๔๐๐ วิทยาลัยรวมกัน เขาลดค่าเทอม ให้ความร่วมมือกับทางรัฐบาลประมาณ ๕๖๗ ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ของค่าเทอมเต็ม เท่ากับว่าเขาเหลือค่าเทอมที่จะต้องเก็บเพื่อไปดำเนินกิจการ ของเขาประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าจากข้อมูลล่าสุดของสมาคมเองมีผู้ปกครอง มาชำระแค่ประมาณ ๓๗๓ ล้านบาท จาก ๑,๕๐๐ ล้านบาทที่ควรจะต้องชำระ เท่ากับว่า มีคนมาชำระแค่ประมาณ ๒๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ก็แปลว่าขณะนี้ในส่วนของค่าเทอมของ สถานศึกษาเอกชน ในส่วนอาชีวศึกษายังมีผู้ปกครองหรือนักศึกษาที่ค้างจ่ายอยู่ทั่วประเทศ ถึงประมาณ ๑,๑๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลได้อนุมัติโครงการช่วยเหลือ ๒,๐๐๐ บาท ให้กับนักศึกษา ในระดับพื้นฐานรวมทั้งอาชีวะ วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ผู้ปกครองหรือนักศึกษานำเงินก้อนนี้ มาใช้จ่ายเยียวยาในเรื่องของภาระค่าเล่าเรียน ทีนี้ถ้าเรามีคณะกรรมาธิการชุดนี้เราก็สามารถ ที่จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจจะเป็นตัวแทนของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน หรือจาก หน่วยงานภาครัฐของกระทรวงศึกษาธิการได้มาดูว่าข้อมูลเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการ กู้เงินใช้เงินก้อนนี้จริงหรือไม่ เพราะว่าทางรัฐบาลได้ขีดเส้นใต้ไว้เลยว่าเงินเหล่านี้จะต้อง ถึงมือผู้ปกครอง สถานศึกษาไม่สามารถหักค่าเทอมไปก่อนได้ จะต้องไปถึงมือผู้ปกครองก่อน ถึงจะมาจ่ายโรงเรียน เพราะฉะนั้นเราก็จะดูว่าเมื่อเงิน ๒,๐๐๐ บาทนี้ซึ่งเป็นเงินที่จะต้องมา แบ่งเบาภาระค่าเทอมไปถึงมือผู้ปกครองแล้ว ๒,๐๐๐ บาท กลับมาสู่ที่สถานศึกษามากน้อย ขนาดไหนและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ ตรงกันข้ามครับท่านประธาน ในระดับปริญญาตรี ในขณะที่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รัฐบอกว่าเงินต้องไปถึงมือ ผู้ปกครองก่อน ไม่สามารถที่จะหักค่าเทอมโดยตรงจากสถานศึกษาได้ แต่ในระดับปริญญาตรี ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าตรงกันข้าม ปริญญาตรีนี่นักศึกษาจะได้ ๕,๐๐๐ บาทต่อท่าน ปรากฏว่าในภาคปฏิบัติ ผมยกตัวอย่างในหน่วยงานแห่งหนึ่งก็คือกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา หรือว่า กยศ. กยศ. ออกระเบียบของตัวเองว่าเงิน ๕,๐๐๐ บาทนี้สำหรับ นักศึกษาที่ทำสัญญากู้เรียนในปีนี้ในภาคการศึกษานี้ให้นำมาหักจากค่าเทอมเลย เงินจะไม่ไป ถึงมือของเด็กหรือผู้ปกครอง สมมุติว่าค่าเทอมของเด็กคนนี้ นักศึกษาคนนี้คนที่ ๑ ๑๕,๐๐๐ บาท เขาก็จะเอา ๕,๐๐๐ บาทที่ได้จากรัฐทำสัญญาหักจากค่าเทอมที่เป็นสัญญา กับ กยศ. ทันที ก็จะเหลือ ๑๐,๐๐๐ บาท ปัญหามันก็เกิดขึ้นเนื่องจากว่าแทนที่จะได้ ๕,๐๐๐ บาทตรงจากรัฐบาล ปรากฏว่า ๑. กยศ. ก็ยกเลิกสัญญาเดิม ที่จะต้องส่งจริง ๆ ก็คือ ประมาณเมื่อเดือนที่แล้วนะครับ นักศึกษาทำสัญญาเรียบร้อยต้องส่งสัญญา ปรากฏว่ามีเงิน รัฐบาลมาเยียวยา ๕,๐๐๐ บาท ทาง กยศ. ก็สั่งหยุดการส่งสัญญาทั้งหมด ต้องไปทำใหม่ ทำวงเงินใหม่ สิ่งที่กระทบก็คือว่า ๑. นักศึกษานอกจากจะยังไม่ได้ ๕,๐๐๐ บาทแล้ว เพราะระดับปริญญาตรียังไม่ได้นะครับ ๕,๐๐๐ บาท ๑. นักศึกษายังไม่ได้ ๕,๐๐๐ บาท ณ ขณะนี้ ๒. เงินค่าใช้จ่ายรายเดือน ค่าครองชีพที่นักศึกษาระดับปริญญาตรีควรจะได้ เพราะเขาควรจะต้องส่งสัญญาเงินกู้ไปแล้วตั้งแต่เดือนที่แล้ว เดือนละประมาณ ๓,๐๐๐ บาท ต่อคนก็ไม่ได้ไปด้วย เพราะเขาต้องกลับมาทำสัญญาใหม่เพื่อจะมาให้รองรับเงิน ๕,๐๐๐ บาทที่จะได้เยียวยาจากรัฐบาล เป็นเสียที่ ๒ แล้วนะครับ ๑. ๕,๐๐๐ บาทยังไม่ได้ แน่นอนจะได้แต่ว่ายังไม่ได้ ๒. เงินค่าครองชีพที่เขาควรจะได้ตั้งแต่เดือนที่แล้วเขาก็ยังไม่ได้ เสียที่ ๓ ก็คือว่าเงินค่าเทอมที่สถานศึกษาควรจะได้จากสัญญาเงินกู้ จริง ๆ ต้องส่งไปตั้งแต่ เดือนที่แล้วและควรจะเข้าบัญชีของสถานศึกษาแล้วก็ยังไม่ได้ เนื่องจากต้องรอสัญญาใหม่ที่ ทาง กยศ. สั่งให้ทุกคนทั้งประเทศทำใหม่ ซึ่งท่านประธานก็คงนึกออกว่าในสภาพสถานการณ์ ระบาดของโรคโควิด (COVID) ในปัจจุบัน การเดินทาง การจะต้องมานั่งเซ็นสัญญา เขียนสัญญากันใหม่ มีทั้งผู้ค้ำประกัน มีทั้งผู้ปกครองเซ็นยินยอมนี่มันลำบาก ขนาดไหน อย่างสถาบันในกรุงเทพฯ นักศึกษาก็ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งหมดนะครับ มาจาก ต่างจังหวัดก็มี การเดินทางในช่วงที่มีภาวะสถานการณ์ฉุกเฉินก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก อย่างนี้เป็นต้นนะครับว่านโยบายจากข้างบนจากภาครัฐเป็นความตั้งใจที่ดี แต่เมื่อลงมาสู่ ภาคปฏิบัติเกิดช่องว่างในทางปฏิบัติ แล้วก็ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจตรงกัน อย่างกรณีที่ผม ยกตัวอย่างเรื่องของเงินเยียวยาด้านการศึกษา ก็เกิดความไม่เข้าใจระหว่างสถานศึกษา กับผู้ปกครองกับนักเรียน เพราะว่าข่าวออกมาตั้งแต่เดือนที่แล้วว่าจะต้องได้เงิน ๕,๐๐๐ บาทบ้าง ๒,๐๐๐ บาทบ้าง แต่ว่ายังไม่ได้ในบางระดับ บางระดับได้แล้ว แต่ระหว่าง ที่กว่าจะได้ก็ทะเลาะกันไปหลายรอบ ว่าไหนล่ะรัฐบาลบอกเงินมาแล้วอยู่ที่โรงเรียน โรงเรียน บอกยังไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ดังนั้นถ้ามีกรรมาธิการชุดนี้ตั้งขึ้นมาเราก็จะช่วยนำ ข้อร้องเรียนหรือช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติให้กับหน่วยงานภาครัฐได้นำไปปรับปรุงให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ครับท่านประธาน ในตัวอย่างสุดท้ายที่ผมอยากจะ ขออนุญาตยกถึงความจำเป็นที่เราควรจะต้องมีคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมยกตัวอย่างนะครับ ว่าจะต้องมีเรื่องของการบริการสาธารณสุขซึ่งอยู่ในวงเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ด้วย ท่านประธานคงเห็นว่าในช่วงของการระบาดรอบนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขมีระบบ การรักษาตัวสำหรับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) เพิ่มเติมจากระบบเดิม ๆ ที่เขามี เดิมก็คือโรงพยาบาล แล้วก็โรงพยาบาลสนาม แต่ในการระบาดรอบนี้เรามีทั้งเรื่องของ การรักษาตัวที่บ้าน ภาษาอังกฤษคือโฮมไอโซเลชัน (Home Isolation) หรือเอชไอ (HI) ในระดับชุมชนเรามีศูนย์พักคอย หรือศูนย์กักตัวระดับชุมชน คอมมิวนิตี ไอโซเลชัน (Community Isolation) หรือซีไอ (CI) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าการรักษาแบบใหม่เหล่านี้ อาจจะต้องมาใช้วงเงินจากเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ก็เป็นได้ อันนี้พูดคาดเดาไว้ก่อน นะครับ เนื่องจากว่าในระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเอชไอ (HI) ก็ดี ซีไอ (CI) ก็ดีก็ต้องมาเบิกจาก ระบบ สปสช. ของกระทรวงสาธารณสุข แต่ว่าปัญหามันก็จะมีในทางปฏิบัติ พวกเรา ที่เป็นผู้แทนราษฎรทุกพรรค ผมคิดว่าเมื่อเราลงพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมาเราคงพบปัญหา พอสมควร ปัญหาหนึ่งที่เห็นได้ชัด ๆ เลย คือท่านประธานก็คงทราบว่าในระบบ ไม่ว่าจะเป็น เอชไอ (HI) หรือซีไอ (CI) เขาเบิกได้ ถ้าเรารักษาตัวที่บ้าน เราลงทะเบียนไปแล้วในระบบ ไม่ว่าจะช่องทางไหนก็ตามจะมียาส่งมาให้ที่บ้าน จะมีอาหารส่งมาให้ ๓ มื้อต่อวัน ซีไอ (CI) ก็เหมือนกัน ในระดับชุมชนก็เช่นเดียวกันก็จะเข้าสู่ระบบของ สปสช. ในการเบิกจ่าย ค่าอาหาร ค่ายา แต่ปัญหาที่มันเกิดขึ้นก็คือบางทีหายแล้ว ยาเพิ่งมา หายแล้วข้าวเพิ่งมา มีเยอะนะครับ อันนี้ก็เข้าใจว่าเป็นข้อบกพร่องของระบบที่ ๑. คนไข้อาจจะมากเกิน การรองรับในช่วงที่ผ่านมา ๒. ก็คงต้องยอมรับว่าน่าจะเป็นเพราะระบบราชการเองที่มี ระเบียบ กฎเกณฑ์ค่อนข้างมาก ถ้าหากว่าโครงการเหล่านี้จำเป็นจะต้องมาใช้วงเงินใน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เรากำลังจะพูดถึงนี้ กรรมาธิการที่เราจะตั้งขึ้นก็สามารถเข้าไปช่วยดู ช่วยสะท้อนปัญหาจากภาคปฏิบัติจากในพื้นที่ให้กับรัฐบาลได้เห็นของจริง เพราะว่าในของ จริงนั้นยังมีปัญหา มีช่องว่างอยู่มากที่พี่น้องประชาชนไม่สามารถเข้าถึงการบริการภาครัฐได้ อย่างทันท่วงที ทั้ง ๆ ที่เม็ดเงินในการเบิกจ่ายมี อย่างเช่นกรณีอย่างนี้ เมื่อเราอยู่บ้านเราต้อง ได้ข้าว ได้ยา เขาเบิกนะครับ เบิกจาก สปสช. นะครับ แต่ได้มาตอนหายแล้ว ท่านประธาน คิดว่ามันตรงวัตถุประสงค์หรือไม่ หากว่าทางสภาแห่งนี้มีมติเห็นชอบที่จะตั้งกรรมาธิการ ชุดนี้ขึ้นผมก็คิดว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในภาพรวมที่จะทำให้สภา สามารถที่จะสะท้อนปัญหา แล้วก็แนะนำให้ภาครัฐได้ปรับปรุงการทำงานเพื่อประโยชน์ สูงสุดในการใช้วงเงินกู้จำนวนมหาศาลคือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ