สาทิตย์ วงศ์หนองเตย เสนอญัตติด่วนให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ 500,000 ล้านบาทภายใต้พระราชกำหนดแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากโควิด-19 โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการกำกับดูแลให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดจากโครงการก่อนที่เคยมีปัญหาทั้งด้านคุณภาพโครงการ การเบิกจ่ายเกินงบ และการใช้เงินเพื่อเยียวยามากกว่าการฟื้นฟูอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและไม่เป็นภาระหนี้ในอนาคต
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในนามของ พรรคประชาธิปัตย์ผมขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อติดตามตรวจสอบและศึกษาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๖๔ ซึ่งตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดย กฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาช่วยเหลือเยียวยาให้กับประชาชน รวมทั้ง ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) แต่ว่ากรอบการใช้จ่ายเงินตามบัญชีท้ายพระราชกำหนด ดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดกรอบแบบกว้าง ไม่มีการระบุรายละเอียดการจัดสรรวงเงิน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการใช้จ่ายเงินที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์และไม่มีความโปร่งใส เช่นเดียวกับพระราชกำหนดทำนองเดียวกันก่อนหน้านี้ อาจทำให้การกู้เงินจำนวนดังกล่าว กลายเป็นการสร้างภาระหนี้ให้แก่ประชาชนคนไทยที่กำลังประสบปัญหาที่เกิดจาก การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) อยู่ในขณะนี้ ประกอบ กับก่อนหน้านี้สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) พ.ศ. ๒๕๖๔ เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และ ขนาดใหญ่ ดังนั้นเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้ดังกล่าวเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และ ตรงตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายต้องการให้มีการแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและ สังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) อย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ จึงขอเสนอญัตติด่วนเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตาม ตรวจสอบ และศึกษาการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราช กำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) และการให้ความช่วยเหลือ แก่ธุรกิจต่าง ๆ ตามพระราชกำหนดช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) พุทธศักราช ๒๕๖๔ ซึ่งเหตุผลที่ผมและคณะได้ร่วมกันเสนอญัตติฉบับนี้นั้นก็มีเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ
อันที่ ๑ ก็คือว่าการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อติดตาม ตรวจสอบ และศึกษาเรื่องของการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้เป็นไปตามหลักการตรวจสอบการบริหาร ราชการแผ่นดินโดยสภาผู้แทนราษฎร ในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในสภานี้ตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๓๘ เมื่อมีการกู้เงินขนาดใหญ่เกิดขึ้น สภาก็จะมีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามแล้วก็ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้เหล่านั้นมาโดยตลอด ผมยกตัวอย่างเช่นเงินกู้ภายใต้โครงการมิยาซาว่าในยุครัฐบาลชวน ๒ เมื่อประมาณปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ ต่อเนื่องถึงปี ๒๕๔๐ นะครับ ประมาณปี ๒๕๔๑ ก็มีการดำเนินการโดยรัฐบาล ชวน ๒ ในขณะนั้นก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินกู้ จำนวนดังกล่าว ถัดมาในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรื่องของโครงการไทยเข้มแข็ง ในขณะนั้น สภาเองก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่าย เงินกู้เช่นเดียวกัน ล่วงมาจนกระทั่งถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้เมื่อมีเงินกู้ก้อนแรกจำนวน ๑ ล้านล้านบาท อย่างที่เราได้ทราบกันไป สภาเองก็มีการอนุมัติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขึ้นมาติดตามตรวจสอบเช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องเรียนท่านประธานว่า ในคณะกรรมาธิการแต่ละชุดนั้นอาจจะมีวิธีการทำงานที่แตกต่างกันครับ ในยุคของเงินกู้มิยาซาว่า รัฐบาลชวน ๒ ขณะนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญได้มีการ รับรายงานเรื่องของรายละเอียดโครงการต่าง ๆ ที่จะมีการใช้จ่ายเงินตามการกู้เงินของ รัฐบาลในขณะนั้นด้วย ทำให้เมื่อเห็นโครงการที่อาจจะมีความไม่เหมาะสมด้วยประการใด ก็แล้วแต่ สภาโดยกรรมาธิการก็สามารถที่จะให้ความคิดเห็นต่าง ๆ สะท้อนกลับไปยังรัฐบาล ก็คือคณะรัฐมนตรี ในหลายโครงการก็มีการปรับปรุงครับ จนกระทั่งโครงการภายใต้เงินกู้ มิยาซาว่าเหล่านั้นก็เป็นที่รับรู้กันว่าหลายโครงการได้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง ถัดมาในยุคที่เป็นโครงการไทยเข้มแข็งก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน ก็จะมีการ เปิดเผยรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ ล่วงหน้า ทำให้สภาเองในการติดตามตรวจสอบ ขณะนั้นสามารถจะทำได้โดยง่าย ง่ายขึ้นและเป็นประโยชน์ ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าในการ กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ก็จำเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาติดตาม ตรวจสอบเรื่องของการดำเนินการภายใต้แผนงานของการกู้เงินจำนวนดังกล่าวด้วย
ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าเหตุผลข้อที่ ๒ ที่จำเป็นที่จะต้องมีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาติดตามตรวจสอบนั้น ทั้งนี้เนื่องจากเราเห็นบทเรียนจาก โครงการเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทแรกครับ ซึ่งก็เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าในโครงการเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทแรกนั้น โครงการต่าง ๆ ที่จะมีการเสนอเข้าไปเพื่อที่จะให้มีการอนุมัติ โดยการใช้เงินกู้จำนวนดังกล่าวนั้นมีปัญหาเรื่องของรายละเอียดของโครงการตั้งแต่ต้น ไม่มีใครรับทราบมาก่อนว่าโครงการใดที่จะได้รับการอนุมัติ รัฐบาลเองก็ได้ไปออกระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีรองรับเรื่องการใช้เงินกู้ขึ้นมา แล้วกำหนดให้สภาพัฒน์เป็นแม่งานหลัก ในการที่จัดตั้งคณะกรรมการในเรื่องกลั่นกรองแผนงาน ปัญหาก็คือว่าแม้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการแล้ว แต่กว่าจะได้รายละเอียดจากคณะกรรมการที่เรียกว่ากรรมการ กลั่นกรองก็เรียกได้ว่าผ่านการกลั่นกรองไปเรียบร้อยแล้ว ไปถึง ครม. แล้ว ครม. อนุมัติแล้ว ซึ่งไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงที่ว่า สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้เสนอความคิดความเห็นเรื่องโครงการ ไม่ใช่เหตุผลประการนั้น เพราะทราบดีว่าการเสนอโครงการนั้นเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่จะดำเนินการ แต่ปัญหา ก็คือเมื่อพบเห็นโครงการที่มีปัญหาคุณภาพของโครงการนั้น ในฐานะตัวแทนของพี่น้อง ประชาชนซึ่งรับปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนต่าง ๆ ของประชาชนไม่สามารถเสนอ แนวคิดแนวทางในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขโครงการต่าง ๆ เหล่านั้นได้เลยครับ ตอนนั้น เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก เช่น โครงการที่มาจากแต่ละจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งก็มีปัญหา เรื่องของการเอาโครงการที่ตกไปในงบประมาณรายจ่ายประจำปีปัดฝุ่นกลับยกขึ้นมาเสนอ ก็กลายเป็นข่าวปรากฏต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ผ่านมา ๑ ปี ท่านประธานครับ ภายใต้ การทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ติดตามเรื่อง ๑ ล้านล้านบาทก็เจอปัญหาเช่นนั้น จริงครับ เช่น ปัญหาของโครงการที่มีปัญหาเรื่องคุณภาพ เมื่อวานนี้เองครับเจ้าหน้าที่จาก สภาพัฒน์รายงานต่อกรรมาธิการว่าในโครงการภายใต้เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทนั้นที่อนุมัติ ไปแล้วต้องยกเลิกถึง ๘ โครงการ ยกเลิก ๘ โครงการครับ นอกจากยกเลิก ๘ โครงการแล้ว มีบางโครงการที่มีปัญหาคุณภาพและรายละเอียดของโครงการตั้งแต่ต้น ซึ่งแปลก ประหลาดมาก ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟังครับ ๑ รายการ ในแผนงานที่ ๓ ซึ่งเป็น โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์นั้นได้วงเงินอนุมัติที่ ๙,๕๐๕ ล้านบาท แต่ไปเบิกจ่ายจริง ๙,๗๖๑ ล้านบาท เบิกจ่าย มากกว่าเงินที่อนุมัติไป คณะกรรมาธิการเองก็ประหลาดใจครับว่าเกิดอะไรขึ้น ซักถาม ก็พบว่าโครงการนี้เป็นตัวอย่างของอีกหลากหลายโครงการที่เสนอเข้ามาในตอนเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท คือไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนของโครงการที่แน่นอน มีการปรับเปลี่ยน รายละเอียดโครงการตลอดเวลา ในที่สุดพอเบิกจ่ายไป ปรับเปลี่ยนกันไป ก็เบิกจ่ายเกินจาก วงเงินที่ได้รับอนุมัติ เราก็ถามว่ามีด้วยหรือแบบนี้ แล้วจะทำอย่างไร ในรายงานสภาพัฒน์บอกว่าหน่วยงาน รับผิดชอบอยู่ระหว่างดำเนินการคืนเงินครับ นี่คือปัญหาคุณภาพโครงการ อย่างที่เราพบเห็น ในโครงการเงินกู้ตามโครงการ ๑ ล้านล้านบาท นี่เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ แต่ภาพใหญ่ที่สุด ของโครงการ ๑ ล้านล้านบาทนั้นก็เป็นประเด็นคำถามเหมือนกันว่าตอนที่เสนอ พระราชกำหนดต้องการนำไปฟื้นฟูแล้วก็เยียวยา เยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้น จากผลกระทบของไวรัสโคโรนา (Virus Corona) แต่เอาเข้าจริง ๑ ล้านล้านบาท ท่านประธานครับ เป็นเงินที่นำไปเยียวยา หรือภาษาชาวบ้านทั่วไปก็คือมีการแจกเงินผ่าน โครงการต่าง ๆ ถึง ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ นำไปฟื้นฟูจริง ถ้าเราหัก ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ของกระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว วงเงินที่เหลือเท่ากับฟื้นฟูเพียงประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ของวงเงิน ๑ ล้านล้านบาทที่ได้ไป แต่นำไปเยียวยาถึง ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่มีใคร ปฏิเสธครับว่าการเยียวยาจำเป็น แต่คำถามก็คือว่าถ้าสถานการณ์มันวิกฤติเรื่องผลกระทบ ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) มาถึงขนาดนี้ เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทใช้เยียวยาไปถึง ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ฟื้นฟูเพียง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เหลือ จะเข้าทำนองเดียวกันหรือไม่ ความหวังที่จะนำเงินที่มาจากการกู้เงินไปฟื้นฟูหรือเตรียมการ ในลักษณะของการรองรับเมื่อผลกระทบของไวรัสโควิด (COVID) นี้มันลดลง เพื่อใช้ในการ ฟื้นฟูประเทศ เช่น ฟื้นฟูสถานที่ท่องเที่ยว รองรับหลังจากนี้ หรือเป็นเรื่องของการรักษา เรื่องของการจ้างงานต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์จาก ๑ ล้านล้านบาท เป็นเงิน จำนวนน้อยมาก เพราะฉะนั้นการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาติดตามเรื่อง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมจึงคิดว่ามีความจำเป็นโดยเหตุนี้ นอกจากนั้นเมื่อสรุปบทเรียนจาก โครงการเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทนั้น เราจะพบปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องของการอนุมัติและ การเบิกจ่ายในโครงการต่าง ๆ ครับท่านประธาน เราจึงหวังว่าถ้าตั้งกรรมาธิการ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว กรรมาธิการต้องปรับวิธีการทำงานที่เชื่อมโยงกับฝ่ายของ คณะรัฐมนตรีมากขึ้น ผมยังคิดเลยว่าถ้าสภาตั้งไป การประชุมครั้งแรกกรรมาธิการวิสามัญ ชุดนี้น่าจะเชิญรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาบอกเล่าให้ฟังว่าแผนการใช้จ่ายเงินกู้เหล่านี้เป็นอย่างไร อย่างน้อยเพื่อให้ตัวแทนของ พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าเงินกู้ซึ่งมันมีต้นทุนนะครับ ผมก็เรียนพี่น้องประชาชน ทั่วทั้งประเทศผ่านท่านประธานครับ เงินนี้มีต้นทุน เมื่อวานนี้ในกรรมาธิการมีกรรมาธิการ คนหนึ่งถามเจ้าหน้าที่จากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะว่าเงินที่กู้มาตั้งแต่ ๑ ล้านล้านบาท ดอกเบี้ยเท่าไร เขาบอกว่ามีตั้งแต่ร้อยละ ๑.๒ ถึงประมาณร้อยละ ๐.๙ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๑ ก็แปลว่ากู้ ๑ ล้านล้านบาท มันมีดอกเบี้ยปีละอย่างน้อยประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือ ต้นทุนของคนทั้งประเทศ นี่คือต้นทุนการเงินที่เกิดขึ้นที่ลูกหลานของเราในอนาคต ต้องแบกรับภาระในการใช้จ่ายดอกเบี้ยให้กับเงินกู้ก้อนนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เพียง ครึ่งเดียวครับ แล้วตัวเลขก็ไม่หนีไปจากนี้มากมายนัก ๑ ล้านล้านบาท ผมเรียนท่านประธาน เลยครับ มาจนกระทั่งถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ผ่านมาไม่กี่วันนี้ อนุมัติไปแล้ว ๙๙๖,๐๐๐ กว่า ล้านบาท คงเหลืออีก ๓,๙๙๑ ล้านบาท ผลการเบิกจ่ายไปแล้วทั้งหมด ๘๔๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาท แต่ใน ๘๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ซึ่งดูเหมือนจะสูง ๘๔ เปอร์เซ็นต์นี้ เปอร์เซ็นต์ที่สูง เป็นโครงการที่ไปเยียวยาครับ ก็คือโครงการที่แจกจ่ายเงินไปให้กับพี่น้องประชาชน ผ่านรูปแบบต่าง ๆ มีผลการเบิกจ่ายถึง ๙๖ เปอร์เซ็นต์ แต่แผนงานประเภทพลิกฟื้นกิจกรรม ทางเศรษฐกิจ ฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นชุมชน ส่งเสริมกระตุ้นการบริโภค พัฒนาโครงสร้าง พื้นฐาน มีผลการเบิกจ่ายไปเพียงร้อยละ ๕๓.๐๗ เท่านั้น ซึ่งมีการถามกันต่อครับ แล้วเรื่องนี้ จะต้องไปพูดกันต่อในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยว่าจะแก้ปัญหา อย่างไร คือเดือนนี้เป็นเดือนกันยายน ปี ๒๕๖๔ วงเงินกู้มันจบแล้ว ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ แล้วโครงการที่ยังไม่เบิกจ่ายเงินจะทำอย่างไร สภาพัฒน์ตอบพวกเรา ในกรรมาธิการว่าต้องทำสัญญาผูกพันให้จบเดือนกันยายน และเงินต้องใช้ให้หมดในเดือน ธันวาคม มีคนถามว่าถ้าใช้เงินไม่หมดทำอย่างไร เจ้าหน้าที่จาก สบน. คือสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะตอบว่าเงินเหล่านั้นคืนคลังครับ คำว่า คืนคลัง ถ้าเป็นเงินงบประมาณปกติ ไม่มีต้นทุนในลักษณะที่เป็นดอกเบี้ยแบบนี้คง ไม่เป็นอะไร แต่ท่านประธานลองคิดดูครับเรากู้เงินมาจ่ายดอกเบี้ยไป แล้วในที่สุดใช้เงิน ไม่หมดในการทำให้เกิดกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจสังคม เงินที่เรากู้มาโดยใช้ดอกเบี้ย กลับเอาไปเข้าเป็นเงินเข้ากระทรวงการคลังต่อซึ่งไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ เรื่องนี้จะเป็น อีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องไปพูดกันในคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ว่าในกรณีโครงการที่มีปัญหาเรื่องการปฏิบัติเราจะตัดวงเงิน นำวงเงิน ที่เหลือนี้ไปปรับปรุง แล้วก็เสนอโครงการใหม่ได้หรือไม่ นี่คือปัญหาเบิกจ่ายกับคุณภาพ โครงการ ปัญหาการอนุมัติก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธานครับ ทำไมเบิกจ่ายช้า เพราะอนุมัติช้าด้วย ทำไมอนุมัติช้า ผมเคยอภิปรายไว้แล้วในสภานี้ว่าใช้กรอบแนวคิด แบบราชการ ตามไม่ทันวิกฤติครับ เมื่อมันตามไม่ทันวิกฤติ โครงการต่าง ๆ กว่าจะออกมา ก็อย่างที่เห็นครับ ค่อย ๆ คืบคลานไปอย่างเชื่องช้า ในเวลาที่ความทุกข์ยากเดือดร้อนของ ประชาชนจากผลกระทบเรื่องโควิด (COVID) มันไม่หยุด มันคุกคามมากขึ้น ทุกวัน แล้วผลกระทบมันทบเท่าทวีคูณทุกวันครับ เงินกู้ที่ต้องจ่ายเงินดอกเบี้ยมาด้วย แต่วิธีการคิด แบบราชการใช้ไม่ได้ครับ ผมเรียกร้องหลายครั้งว่าต้องเปลี่ยน วิธีการคิด วิธีการอนุมัติ เมื่ออนุมัติไปแล้ว กว่าจะออกเลข เรื่องงบประมาณกว่าจะตั้งระเบียบเบิกจ่ายได้ทุกอย่างมัน ไม่สามารถจะทันต่อเหตุการณ์ได้เลยครับ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกว่า ๑ ล้านล้านบาท เอามาเยียวยา คือแจกจ่ายประชาชนถึง ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่เราจะใช้แบบนี้กับเงิน ทุกก้อนไม่ได้ครับ เพราะหลังสุดนี้ผมเรียนท่านประธานเลยว่าความจำเป็นที่จะต้องยิ่งมี คณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมติดตามข่าวล่าสุดครับเรื่องของการใช้จ่ายเงินในวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มีข่าวเล็ก ๆ ปรากฏว่าจะมีการกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เป็นข่าวเมื่อช่วงประมาณปลายเดือนสิงหาคม ซึ่งการอนุมัติให้ใช้เงิน ผ่าน พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ทางผู้ให้สัมภาษณ์ ซึ่งอยู่ที่สำนักงานบริหารหนี้ สาธารณะบอกว่าได้ดำเนินการกู้ก้อนแรกไปแล้ว ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในโครงการ เยียวยาด้านการศึกษา บรรเทาภาระผู้ปกครอง ก็คือแจกผู้ปกครองหรือนักเรียนหัวละ ๒,๐๐๐ บาทนั่นเอง นี่ก็คือลักษณะเยียวยา โครงการเยียวยาด้านแรงงานที่ได้รับผลกระทบ จากการล็อกดาวน์ (Lockdown) นี่ก็เป็นลักษณะการเยียวยา ซึ่งไม่ปฏิเสธว่าจำเป็น แต่คำถามคือทั้ง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะเดินแบบนี้หรือครับ นอกจากนั้นแล้วครับเรื่องที่ น่าตกใจก็คือว่าภายใต้การกู้เงินเพิ่มเติมในวงเงินตาม พ.ร.ก. เงินกู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่กู้ไปประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งปรากฏเป็นข่าวเมื่อปลายเดือนสิงหาคมนี้ ทำให้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) อยู่ที่ร้อยละ ๕๘.๘๘ ครับ เราก็ทราบว่ามันไม่ควรจะ เกิน ๖๐ ผมถึงบอกว่า พ.ร.ก. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันเป็นเงินก้อนสุดท้ายก่อนชน เพดาน มันต้องทำให้เกิดประสิทธิภาพ ต้องไปแก้ทั้งปัญหาคุณภาพของโครงการ แก้ปัญหา เรื่องการอนุมัติ แก้ปัญหาเรื่องการเบิกจ่าย และจะต้องไปแก้ปัญหาของฐานแนวคิดเรื่องของ การนำเงินกู้ต่าง ๆ เหล่านั้นไปใช้ด้วยครับ ผมก็เรียนท่านประธานว่านี่เป็นเหตุผล ๒-๓ ประการสำคัญที่อยากให้สภานี้ได้ให้ความเห็นชอบต่อญัตติด่วนของผมและ เพื่อนสมาชิกจากเกือบทุกพรรคการเมืองที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวครับ ขอบพระคุณครับ