วรภพ เสนอตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ 5 แสนล้าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๙ กันยายน ๒๕๖๔

วรภพ วิริยะโรจน์ เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ 500,000 ล้านบาทภายใต้พระราชกำหนดปี 2564 อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเห็นว่ากรรมาธิการชุดเดิมมีภาระงานหนักและอาจดูแลไม่ทั่วถึง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแจกชุดตรวจแอนติเจนทุกสัปดาห์เพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจตามคำสัญญาการเปิดประเทศ โดยอ้างอิงความสำเร็จจากต่างประเทศเป็นแบบอย่าง

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ผมขอเสนอญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้ตรา พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยปราศจาก รายละเอียดของแผนงานและโครงการที่ชัดเจน การติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ ในครั้งนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งครับ เพื่อให้แผนงานและโครงการภายใต้กรอบการใช้เงิน เป็นไปได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส ตรงตามวัตถุประสงค์ของการตราพระราชกำหนดครับ และ สืบเนื่องจากที่คณะกรรมาธิการวิสามัญที่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาการใช้จ่ายเงินกู้เมื่อปีก่อน คือคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามตรวจสอบการใช้เงินตามพระราชกำหนด ๓ ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจาก การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ มีภารกิจหน้าที่หลายประการที่จำเป็นต้อง กระทำอยู่ จึงอาจไม่สามารถติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ในครั้งนี้ได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ ดังนั้นเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้สามารถติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ ในครั้งนี้ได้ จึงจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ตามข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ ส่วนเหตุผลและรายละเอียด ชี้แจงในที่ประชุมต่อไปครับ

ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนให้มีการตั้งกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้โดย ๒ ประเด็นครับ ประเด็นแรกคือเพื่อให้ตรวจสอบ เพื่อไม่ให้เงินงบประมาณเงินกู้ก้อนนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซ้ำรอยกับปีที่แล้ว ๑ ล้านล้านบาทที่เราได้กู้ไป ที่ผลลัพธ์ก็คือไม่มีประสิทธิภาพทำให้เป็นภาระต่อประชาชน ในการจ่ายหนี้เงินกู้คืนทีหลังนะครับ ผมอยากเกริ่นจากตัวเลขเศรษฐกิจก่อนครับ หลายท่าน อาจจะยังไม่ทราบ เมื่อต้นปีนักเศรษฐศาสตร์เขาประมาณการไว้ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ถึง ๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ข้อมูลล่าสุดนักเศรษฐศาสตร์ประเมินไว้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๖๔ นี้ โตได้เพียงแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ที่หายไปผมคำนวณมามันคือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คือมูลค่าเศรษฐกิจ มูลค่ารายได้ของเศรษฐกิจไทยของประชาชนพี่น้องคนไทยที่หายไป จากระบบเศรษฐกิจนี้ ซึ่งตัวเลขนี้ผมย้อนไปดูมันต่อเนื่องจากปีที่แล้วที่มันก็หายไป ๑.๑ ล้านล้านบาท ดังนั้นคือ ๒ ปี มูลค่าเศรษฐกิจที่มันควรจะได้มาที่ประชาชนควรจะทำมา หากินได้แต่หายไปก็คือรวมกันแล้ว ๑.๖ ล้านล้านบาท นี่คือผลพวงของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกันถ้าไปดูสิ่งที่รัฐบาลกู้เงินขึ้นมาเพื่อใช้รับมือกับวิกฤตการณ์โควิด (COVID) ครั้งนี้ ผมก็รวมตัวเลขมาครับว่ารัฐบาลชุดนี้ใช้ไปทั้งหมด ๒.๘ ล้านล้านบาท ก็คือ พ.ร.ก. ๑ ล้านล้านบาทในปีที่แล้ว พ.ร.ก. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทฉบับนี้ และรวมกับ พ.ร.บ. งบประมาณ ๒ ปีที่กู้ไปแล้วเกือบ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมกันเป็น ๒.๘ ล้านล้านบาท เศรษฐกิจที่หายไปกับภาระเงินกู้ที่มากขนาดนี้ แล้วดูผลลัพธ์ของมัน ก็ต้องบอกตามตรง ผมคิดว่าทุกคนในห้องนี้และรวมถึงพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านก็เข้าใจตรงกันว่า การใช้จ่ายเงินกู้ของรัฐบาลชุดนี้ใช้ไปกับการรับมือไม่ได้เป็นผล การจัดซื้อหาวัคซีนที่ล่าช้า โรงพยาบาลสนามที่ขาดแคลน อุปกรณ์การแพทย์ที่ขาดแคลนจนแพทย์ บุคลากร หมอ พยาบาลต้องมาประกาศรับบริจาค อันนี้เป็นที่รับรู้ทั่วกัน แน่นอนครับเพื่อไม่ให้ซ้ำรอย เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับการใช้งบประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้จึงเป็นประเด็นแรก ที่ผมอยากสนับสนุนให้มีการตั้งกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบการใช้เงินก้อนนี้ครับ

ประเด็นที่ ๒ ผมอยากให้กรรมาธิการชุดนี้เป็นกลไกของสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ในการได้เสนอแนะ ในการได้แนะนำผ่านกรรมาธิการไปยังรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์โควิด (COVID) นี้คือการลดการแพร่ระบาด แล้วก็การฟื้นฟู เศรษฐกิจ ผมคิดว่าทุกคนคงเห็นตรงกันครับ ว่าเงินก้อนนี้มันควรจะถูกใช้เพื่อ ๒ เหตุผลนี้ เท่านั้น ดังนั้นผมก็ขอใช้โอกาสในที่นี้ฝากไปยังกรรมาธิการและรัฐบาลผู้มีอำนาจให้พิจารณา มาตรการการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพครับ ซึ่งในที่นี้ผมก็อยากจะยกตัวอย่างครับ ว่าถ้าเราไปดูตำราทุกชนิดในการป้องกันการแพร่ระบาด ทุกตำราเขียนเหมือนกันหมดครับ มันมีอยู่แค่ ๒ วิธีเท่านั้น วิธีแรกคือวัคซีนครับ วิธีที่ ๒ คือตรวจเชื้อ วัคซีนนี้แน่นอนครับ ทุกคนทราบมันคือการจัดหาที่ล่าช้า มีหลายท่านพูดไปเยอะแล้ว แล้วก็เป็นสิ่งที่งบประมาณ ปัจจุบันอาจจะยังช่วยเหลือตรงนี้ไม่ได้ในระยะเร่งด่วนนี้ แต่ผมอยากพูดในประเด็นที่ ๒ คือการตรวจเชื้อ นี่เป็นสิ่งที่งบประมาณสามารถถูกเอามาใช้เพื่อลดการแพร่ระบาดได้โดยเร็ว ที่สุดครับ มันคืออะไร มันก็คือการทำให้ชุดแอนติเจน แรพิด เทสต์ (Antigen Rapid Test) หรือแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) ที่ประเทศไทยเราเรียกเป็นสิทธิสวัสดิการ ถ้วนหน้าของประชาชนทุกคนให้สามารถตรวจได้ทุกสัปดาห์ แจกตรงถึงประชาชนทุกบ้าน ทุกหลังคาเรือน ไม่ต้องลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชัน (Application) ไม่ต้องลงทะเบียน ให้วุ่นวายอะไร แล้วก็ไม่ใช่แค่ตรวจเพียงครั้งคราว มันควรจะเป็นงบประมาณที่ถูกจัดสรร เป็นมาตรการถาวรในช่วงวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ผมอยากยกตัวอย่างให้ดูครับผมคำนวณมา ถ้าเราแจกแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) ๕๐ ล้านชุดต่อสัปดาห์ ทุกคน ๔ ชุด ต่อเดือน ผมตั้งราคาของแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) ไว้ ให้ซื้อของดี ๆ เลย ๑๕๐ บาทต่อชุด งบประมาณที่ใช้ไปเพียงแค่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อเดือน แต่ถ้าไปเทียบดู กับมูลค่าเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น ผมแค่เอาตัวเลขท่องเที่ยวภายในประเทศก็คือตกต่อเดือน เกือบแสนล้านบาทแล้ว นี่คือเหตุผลครับว่าทำไมงบประมาณก้อนนี้มันถึงคุ้มค่าเพื่อให้ เศรษฐกิจกลับมาฟื้นฟูได้และลดการแพร่ระบาดภายในมาตรการเดียวกันและเป็นสิ่งที่ทำ เร่งด่วนได้ทันที และแน่นอนครับถ้าเกิดมีประชาชนทุกคนเข้าถึงแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) ตรงนี้สามารถตรวจได้ทุกสัปดาห์มันก็จะแยกคนที่ป่วยและคนไม่ป่วยออกจากกันได้ เพราะท่านอย่าลืมนะครับแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) ถ้าเราไปซื้อตามค้าปลีก ทั่วไปชุดละ ๒๐๐-๓๐๐ บาท นี่คือค่าแรงรายวัน นี่คือสิ่งที่ประชาชนทั่วไปไม่สามารถจัดหา ได้ทุกสัปดาห์ด้วยซ้ำนะครับ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมมันถึงควรเป็นสิทธิสวัสดิการถ้วนหน้า และแน่นอนครับถ้าทุกคนแยกออกมาได้ การแพร่ระบาดลดลง ทุกคนสามารถเดินทาง ท่องเที่ยว เดินห้าง กินข้าวในร้านอาหาร นี่คือเศรษฐกิจที่จะกลับมาอีกครั้งหนึ่งจากมาตรการ นี้ครับ และแน่นอนครับอีกอันหนึ่งที่ผมต้องพูดถึงคือธุรกิจกลางคืน ท่านประธานอาจจะยัง ไม่ทราบครับ ผมไปนับตัวเลขมา ถ้านับย้อนไปตั้งแต่ล็อกดาวน์ (Lockdown) ปี ๒๕๖๓ ผ่านมาแล้วเกือบ ๒ ปี ทุกท่านยังไม่ทราบว่าธุรกิจกลางคืนถูกสั่งปิดโดยมาตรการของรัฐไป แล้ว ๓๕๐ วัน คือเกือบ ๑ ปีเต็มนะครับที่คนที่ทำงานกลางคืนไม่มีรายได้อะไร ท่านประธานต้องลองนึกตามนะครับ คนที่เป็นนักดนตรีทำงานกลางคืนมาทั้งชีวิต วันนี้จะให้ เขาทำอะไรถ้าเกิดเขาถูกสั่งปิดไม่ให้หารายได้ เป็นระยะเวลา ๑ ปีแล้วนะครับ นี่คือเหตุผลว่า ทำไมการตรวจด้วยแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) มันถึงเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาล สามารถกำหนดให้แอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) เป็นเงื่อนไขของการใช้บริการ ธุรกิจกลางคืนก่อนก็ได้ ผมคิดว่าเอกชนทุกคนยินดีให้ความร่วมมือ เพราะมันดีกว่าเงินแค่ เยียวยาหลักพันบาทไม่กี่พันบาทที่รัฐบาลชุดนี้ให้ออกมากระปิดกระปอย แล้วก็ แน่นอนครับมาตรการที่ผมพูดถึงนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ถ้าไปดูอย่างต่างประเทศ สิงคโปร์ เขาก็แจก ๑ ชุดต่อสัปดาห์ต่อคน ถ้าไปดูอย่างประเทศอังกฤษเขาก็แจก ๒ ชุดต่อสัปดาห์ ต่อคน แจกตามสี่แยกด้วยซ้ำ นี่คือเหตุผลที่เขาคลายล็อกดาวน์ (Lockdown) ทุกอย่าง คลายมาตรการทุกอย่าง ถึงแม้ว่ายอดติดเชื้อของเขาจะเจอกันหลัก ๒๐,๐๐๐ รายต่อวัน เหมือนประเทศไทยก็ตาม แล้วเช่นเดียวกันครับ ผมก็ยังคิดว่าการแจกแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) กับประชาชนทุกคนทุกสัปดาห์มันเป็นมาตรการเดียวครับที่ทำให้ รัฐบาลไทยสามารถทำตามที่นายกรัฐมนตรีสัญญาไว้ว่าจะเปิดประเทศ ๑๒๐ วันภายในเดือน ตุลาคมนี้ครับ ผมคิดว่าไม่อยากจะให้นายกรัฐมนตรีโกหกประชาชนไปมากกว่านี้ ดังนั้นนี่คือ เหตุผลที่ผมอยากเสนอแนะผ่านกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งถึงนี้ไปยังรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการจัดหาแอนติเจน เทสต์ คิต (Antigen Test Kit) ให้เป็นสวัสดิการถ้วนหน้า แล้วก็ให้เป็นกลไกสำหรับมาตรการอื่น ๆ ที่ถ้าผู้แทนราษฎรแห่งนี้มีข้อเสนอแนะอะไร ผ่านไปยังรัฐบาลในการใช้จ่ายงบประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ก็ให้ผ่านกรรมการชุดที่เรา จะตั้งถึงนี้ครับ ขอบคุณครับ