จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ชี้แจงปัญหาความผันผวนของราคาข้าวที่ได้รับผลกระทบจากราคาภายในประเทศที่สูง ส่งผลให้การส่งออกขาดความสามารถในการแข่งขันกับอินเดียและเวียดนาม พร้อมระบุปัจจัยที่ทำให้การส่งออกข้าวในช่วงต้นปีลดลง ทั้งค่าเงินบาทที่แข็ง ต้นทุนการขนส่งที่สูง และการเปลี่ยนแปลงความต้องการในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม มองว่าครึ่งปีหลังมีแนวโน้มดีขึ้นจากเงินบาทที่อ่อนค่า เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว การเจรจาขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น และความร่วมมือในการแก้ปัญหาแรงงาน ซึ่งจะช่วยหนุนการส่งออกและราคาข้าวให้ปรับตัวดีขึ้น
กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตที่จะชี้แจงให้ท่านประธานได้เห็นภาพ ว่าความจริงราคาข้าวไม่ได้ตกมาตลอดระยะเวลานะครับ อย่างน้อยปีที่แล้วท่านคงจำได้ผมก็ มารายงานในสภานี้ ราคาข้าวเปลือกเจ้าแตะหมื่นนะครับ สูงสุดในรอบหลายสิบ เป็น ๑๐ ปี อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตฟื้นความหลังให้ท่านประธานได้พอเห็นภาพ แต่ว่าปีนี้ราคาก็อ่อนตัว ลงมาจริง อันนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ว่าขณะนี้ราคาก็เริ่มฟื้นขึ้นมา ยกตัวอย่าง เช่นข้าวหอมมะลิ จากวันที่ ๖ สิงหาคม ที่ผ่านมาราคาอยู่ที่ประมาณ ๑๑,๐๐๐ บาท ตอนนี้ ๘ กันยายน ก็ขึ้นมาประมาณ ๒ เดือนก็ไป ๑๑,๓๐๐ อันนี้ราคาเฉลี่ยเกณฑ์กลางก็กระเตื้อง ขึ้นมาบ้าง อันนี้ก็คือเป็นภาพที่ให้พอเห็น แต่ว่าที่ราคามันตกลงไปในช่วงที่ผ่านมา ต้องยอมรับความจริงว่าปีนี้เรามีปัญหาเรื่องการส่งออกข้าว ถ้าการส่งออกข้าวไม่ดีมันก็ กระทบราคาในประเทศ อันนี้ท่านคงพอคะเนได้อยู่แล้วและเข้าใจตรรกะของมันนะครับ สาเหตุที่เราส่งออกข้าวได้น้อยต้องยอมรับ ครึ่งปีแรกคือตั้งแต่เดือนมกราคมไปจนกระทั่งถึง เดือนมิถุนายนปีนี้นะครับเราส่งออกได้แค่ ๒.๑ ล้านตัน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าต้องยอมรับ ความจริงว่าก่อนหน้านี้ราคาข้าวเราในประเทศสูงขึ้นทำให้ต้นทุนการส่งออกสูงจนกระทั่ง สู้คู่แข่งไม่ได้ คู่แข่งเราก็ใครล่ะครับ ๑. อินเดีย ๒. เวียดนาม ที่เห็นชัด ๆ ท่านทราบไหมครับ ราคาที่เราเสนอขายในตลาดโลกแพงกว่าจีน อินเดีย บางครั้งต่างกันเกือบ ๑๐๐ เหรียญต่อตัน ถ้าอย่างนี้มันก็ไปต่อไม่ได้ เพราะต้นทุนเราสูง คือยามที่ราคาข้าวในประเทศดีก็ดี แต่ว่ากระทบส่งออก แต่ยามใดที่ราคาข้าวในประเทศต่ำบางทีก็ช่วยให้เราแข่งขันได้ดีขึ้น แต่ก็กระทบชาวนา เพราะฉะนั้นสมดุลอยู่ตรงไหน สมดุลก็อยู่ตรงที่ นี่คือที่มาที่ทำไมผมต้องทำนโยบายประกัน รายได้ครับ อย่างน้อยให้ชาวนามีหลักประกัน ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้าท่านปลูกข้าวเปลือกเจ้า ถ้าตกลงมาไม่เป็นอะไรมีเงินชดเชยส่วนต่างให้ อันนี้ก็คือสมดุลที่ทำให้ผู้ส่งออกก็ไม่ต้องมี ต้นทุนสูงจนเกินไป เพราะเขาจะซื้อในราคาตลาดและส่งออกไปแข่งขันได้ แต่ชาวนา ก็ไม่จำเป็นต้องมีรายได้ตามราคาตลาด เพราะจะมีเงินชดเชยส่วนต่างบวกให้ ทำให้เป็น หลักประกันให้ท่านยังชีพได้วิน วิน (Win Win) ทั้ง ๒ ส่วน อันนี้ก็คือสิ่งที่เป็นสมดุลและเป็น นโยบายที่ผมเรียนว่าถูกต้อง และควรจะได้เดินหน้าต่อไป
เหตุผลประการที่ ๒ ในช่วงครึ่งปีแรก เงินบาทแข็งมากครับ เมื่อเงินบาทแข็ง ผลก็คือจะทำให้ต่างประเทศมีความรู้สึกว่าข้าวเราแพง มันเป็นประเด็นซ้ำเติมราคา ทำให้เรา แข่งในตลาดโลกไม่ได้อีกอันหนึ่ง และอันที่ ๓ ต้องยอมรับความจริง อันนี้ต้องแก้ปัญหา ระยะยาวครับ แก้ระยะสั้นไม่ได้ เราเริ่มมีปัญหาเรื่องพันธุ์ข้าวหรือชนิดของข้าวที่จะไปแข่ง ในตลาดโลก เพราะต้องยอมรับความจริงว่าโลกปัจจุบันต้องการข้าวพื้นนุ่ม แต่ส่วนใหญ่ เราไปผลิตข้าวพื้นแข็ง เราก็เลยผลิตในสิ่งที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดโลก ก็เลยทำให้ เราผลิตในสิ่งที่ไม่สนองความต้องการของตลาด อันถัดมาก็คือต้นทุนในเรื่องการส่งข้าว ไปขายต่างประเทศของเราสูงขึ้นมาก เพราะค่าระวางเรือแพงขึ้นมากเลยครับ บางครั้ง ค่าระวางเรือแพงกว่าค่าข้าวที่ใส่ลงไปในเรือ ทำให้ต้นทุนสูง สุดท้ายเราแข่งราคาไม่ได้ และประเด็นสำคัญคือคู่แข่งเราเพิ่มขึ้น เช่น ประเทศจีน เปลี่ยนจากผู้ส่งออก เปลี่ยนจาก ผู้นำเข้าข้าว เดี๋ยวนี้กลายเป็นผู้ส่งออกข้าวแล้ว อันนี้ก็เหตุผลรวม ๆ ที่ขออนุญาตกราบเรียน ทำไมการส่งออกครึ่งปีแรกของเราปริมาณมันลดลง แล้วก็ส่งผลต่อราคาข้าวในประเทศด้วย แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็มีข่าวดีนะครับ ขออนุญาตเรียนท่านนิยมที่ท่านเป็นห่วงนะครับ ขอบคุณมาก ว่าครึ่งปีหลังนี่โอกาสการส่งออกข้าวของเรามีแนวโน้มดีขึ้นครับ แทนที่จะ ส่งออกได้ ๒.๑ ล้านตัน ก็มีแนวโน้มจะทำได้ถึง ๓ ล้านตัน ครึ่งปีหลัง เพราะว่า ๑. ค่าเงินบาท อ่อนตัวลง ทำให้ราคาเราสามารถแข่งในต่างประเทศได้ดีขึ้น อันนี้ก็คือเหตุผล ประการที่ ๒ เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวครับ ความต้องการข้าวเพิ่มมากขึ้น แล้วก็อันที่ ๓ ก็คือเราเริ่ม ขายข้าวจีทูจี (G to G) ได้มากขึ้นสำหรับให้ประเทศจีน อย่างเช่นเมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมาทางกรมการค้าต่างประเทศสามารถเจรจาขายข้าวขาว ๕ เปอร์เซ็นต์ให้กับจีนได้ ๒๐,๐๐๐ ตัน แล้วก็ขณะนี้กำลังเจรจาอีก ๒๐,๐๐๐ ตัน ซึ่งอยู่ในขั้นตอนกระบวนการ เพราะ การขายข้าวจีทูจี (G to G) ปัจจุบันเราปรับปรุงระบบระเบียบเยอะแล้วครับ โกงกันไม่ได้แล้วครับ เพราะต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการอนุมัติราคาจากที่ประชุม นบข. ไปนายกรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบ หลังจากนั้นทางกรมการค้าต่างประเทศจึงมาเจรจาตามราคาที่ ได้รับมอบหมาย เป็นขั้นตอนกระบวนการที่มีความรัดกุมมาก และเรามีแนวโน้มจะขายได้อีก ๒๐,๐๐๐ ตัน อันนี้จะมีผลทางจิตวิทยาในการที่จะช่วยทำให้การส่งออกดีขึ้นและดึงราคาข้าว ในประเทศดีขึ้น ที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่าที่ผ่านมาประเทศไทยโดยกรมการค้าต่างประเทศ สามารถทำเอ็มโอยู (MOU) กับอินโดนีเซียในการที่จะซื้อข้าวเรา กับบังคลาเทศ และที่เป็น ข่าวดีก็คืออาจจะทำเอ็มโอยู (MOU) กับติมอร์เลสเตได้ในการที่เขาจะเริ่มนำเข้าข้าวจากเรา แต่ก็ขอว่าทำแล้วขอเริ่มต้นนำเข้าจากเอกชนก่อน ซึ่งอันนี้ก็ไม่เป็นอะไร จะเอกชนหรือรัฐ อย่างน้อยข้าวไทยออกไปต่างประเทศได้มันก็ช่วยดึงราคาในประเทศได้ ที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่าเรากำลังเร่งเจรจาทางการตลาดโดยทูตพาณิชย์ ก็คือกับฮ่องกง กับฟิลิปปินส์ กับมาเลเซีย แล้วก็สิงคโปร์ให้ช่วยซื้อข้าวเรามากขึ้น แล้วก็อีกอันหนึ่ง ที่ท่านอาจจะคิดไม่ถึง ไม่กี่วันนี้สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยประชุมร่วมกับผม แล้วก็เขา ติดปัญหาปัญหาหนึ่งก็คือว่าเราส่งออกข้าว เวลาเราส่งออกเราไปส่งออกที่เกาะสีชัง ปรากฏว่าพอเราเริ่มขายข้าวได้ แรงงานที่จะแบกข้าวลงเรือแล้วก็ขนข้าวต่อไปส่งออกอาจจะ มีปัญหากระทบเรื่องโควิด (COVID) ตรงนี้ก็เลยเป็นที่มาที่ผมประสานกับ ศบค. แล้วได้รับ ความร่วมมือทันที จัดวัคซีนให้ผ่านจังหวัดชลบุรีแล้วก็ไปช่วยฉีดวัคซีนให้กับแรงงาน ที่จำเป็นต้องขนข้าวลง ก็ช่วยให้การระบายข้าวลื่นไหลขึ้นจากเกาะสีชังไปยังต่างประเทศได้ อันนี้ก็คือการแก้ปัญหาหน้างานที่ช่วยเป็นเหตุผลรวม ๆ กันว่าทำไมแนวโน้มในการส่งออก ข้าวครึ่งปีหลังมีแนวโน้มจะดีขึ้น สุดท้ายอันนี้ตัวเลขจริง ปรากฏว่าปกติเอกชนจะมาขอ ใบอนุญาตการส่งออกข้าวจากกรมการค้าต่างประเทศเฉลี่ยเดือนหนึ่งประมาณ ๓-๔ แสนตัน แต่เฉพาะเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาได้ขออนุญาตไปแล้ว ๘.๔ แสนตัน ก็เป็นเครื่องชี้วัดว่า แนวโน้มการส่งออกข้าวครึ่งปีหลังก็น่าจะดีขึ้น และจะส่งผลกับราคาข้าวในประเทศ ให้ขยับตัวได้สูงขึ้นได้ ก็ขออนุญาตเรียนให้ท่านพินิจได้รับความสบายใจ แล้วก็เห็น ภาพรวมครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ