จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ชี้แจงปัญหาราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยภายนอก โดยเสนอมาตรการลดต้นทุนการนำเข้า ใช้มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศ และประกาศงดเก็บภาษีนำเข้าเหล็กเป็นเวลา 6 เดือนเพื่อบรรเทาภาระประชาชน
กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตตอบคำถามเรื่องเหล็กของท่าน ส.ส. ประเสริฐ บุญเรือง ครับ ท่านถามที่ผมจะต้องตอบ ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ทำไมเหล็กก่อสร้าง แล้วก็เหล็กที่ชาวบ้านทั่วไปใช้กันด้วย ผมเติมให้ก็แล้วกัน ราคาสูงขึ้น อันที่ ๒ จะแก้อย่างไร ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าเหล็ก กับปุ๋ยคล้าย ๆ กันครับ คล้าย ๆ ก็เพราะว่าประการที่ ๑ เราต้องนำเข้าเหล็ก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ผลิตในประเทศได้แค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่ผลิตในประเทศต้องนำเข้าวัตถุดิบ จากต่างประเทศ สุดท้ายก็คือเกือบจะต้องพึ่งการนำเข้า บวกลบคูณหารแล้วก็เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั่นล่ะครับ เพราะฉะนั้นราคาเหล็กในประเทศก็จะสัมพันธ์กับราคาเหล็ก ในตลาดโลก สาเหตุที่เหล็กราคาสูงขึ้นก็เพราะเหตุว่า ประการที่ ๑ แหล่งผลิตเหล็กใหญ่ สำคัญ ๆ ของโลก เช่น บราซิล ออสเตรเลีย ซึ่งมีอุตสาหกรรมเหมืองเหล็กผลิตเหล็กไม่ได้ ตามเป้าหมายในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อปริมาณเหล็กในโลก อันนี้ท่านคะเน ได้ว่าสุดท้ายถ้าเป็นอย่างนี้ราคามันก็ขึ้น เพราะของมันมีน้อยลง ประการที่ ๒ ก็คือจีนซึ่งเป็น ประเทศส่งออกเหล็กรายใหญ่รายหนึ่งของโลกผลิตเหล็กน้อยลง แล้วก็ส่งออกน้อยลง ด้วยเหตุผลประการที่ ๑ ก็คือว่าจีนปิดโรงงานผลิตเหล็กจำนวนหนึ่ง เพราะอียู (EU) กดดัน ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นจีนก็ปิดโรงงานเหล็กที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อันนี้ ก็ส่งผลกระทบต่อปริมาณเหล็กทั้งในตลาดจีนแล้วก็ตลาดโลก อันที่ ๒ เมื่อเป็นเช่นนั้นส่งผล ให้จีนต้องเก็บเหล็กไว้ใช้ในประเทศเพื่อการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพราะฉะนั้น การส่งออกก็กระทบ ประการที่ ๓ จีนยกเลิกภาษีช่วยการส่งออกเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ไม่กี่เดือนมานี้ครับ เดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม เมื่อ ๓-๔ เดือนที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเมื่อยกเลิกภาษีสนับสนุนการส่งออกเหล็กก็ส่งผลกระทบให้การส่งออกเหล็ก กระเทือน แล้วก็มีผลให้ราคาส่งออกมันก็สูงขึ้น เพราะรัฐบาลจีนไม่ช่วยมาตรการด้านภาษี อันนี้ก็เป็นเหตุผลประการหนึ่งทำไมเหล็กในตลาดโลกแพงขึ้น อันที่ ๒ ประเทศรัสเซีย ประเทศรัสเซียก็เป็นแหล่งผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลกเหมือนกัน ประเทศรัสเซียเก็บภาษีส่งออก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ ๑ สิงหาคม ไม่กี่วันมานี้ครับ อันนี้ ก็ช่วยซ้ำให้เหล็กที่เราต้องนำเข้ามาแพงขึ้นไปอีก และอันที่ ๓ เพราะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ปริมาณความต้องการใช้เหล็กในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ รวมทั้งบ้านเรือนที่อยู่ อาศัยก็เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี เป็นต้น อย่างไรก็ตามในเรื่องของแนวทางการแก้ไข ทางกระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ หรอกครับ โดยเฉพาะกรมการค้าภายในที่มีหน้าที่ดูแลในเรื่องราคาสินค้า บริการต่าง ๆ ที่ผ่านมากรมการค้าภายในก็ได้เชิญตัวแทนอุตสาหกรรมการก่อสร้างแล้วก็สภาอุตสาหกรรม เข้ามาร่วมหารือแล้วก็ได้ข้อสรุปกันว่าจะดำเนินการทำโครงการที่เรียกว่าบิสสิเนส แมตชิง (Business Matching) คือการจัดให้มีการพบปะกันระหว่างผู้ส่งออกเหล็กจากต่างประเทศ กับผู้นำเข้าเหล็กในประเทศ หรือผู้บริโภคเหล็กในประเทศโดยตรง เพื่อตัดขั้นซัพพลายเชน (Supply Chain) หรือว่าแวลูเชน (Value Chain) คั่นกลางหรือพ่อค้าคนกลางออกไป จะได้ ช่วยลดต้นทุนในการนำเข้าเหล็ก แล้วก็ช่วยลดปัญหาในเรื่องของเหล็กราคาสูงขึ้นลงไปได้ ขณะเดียวกันกรมการค้าต่างประเทศ โดยคณะกรรมการทุ่มตลาด หรือแอนติดัมป์ปิง (Anti- Dumping) ซึ่งผมนั่งเป็นประธานด้วยตัวเองก็ได้มีมาตรการช่วยบรรเทาหรือยับยั้งการที่เหล็ก จะราคาทะยานหนักขึ้นไปอีก นั่นก็คือว่ามี ๒ กรณีที่ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ประเด็นที่ ๑ ก็คือมีผู้ผลิตเหล็กในประเทศที่ผลิตเหล็กทำหลังคา อันนี้เกี่ยวข้องกับชาวบ้านตาดำ ๆ แล้วก็ เกี่ยวข้องกับธุรกิจก่อสร้างทั่วไป หรือที่ผลิตเมทัลชีต (Metal Sheet) พูดง่าย ๆ ได้ร้องมานะ ครับว่าเหล็กจากประเทศจีนกับประเทศเกาหลีทุ่มตลาดมาขายราคาถูกในประเทศไทย เพราะฉะนั้นขอให้เก็บภาษีนำเข้าเหล็กที่ขายในประเทศจะได้สู้ได้ ไม่อย่างนั้นเหล็ก ในประเทศก็จะสู้ไม่ได้ อันนี้เขามีสิทธิร้อง เพราะเป็นไปตามกฎหมายทุ่มตลาดที่ทั้งโลกเขาก็ ใช้กัน ผมก็ต้องตั้งกรรมการสอบให้ ปรากฏว่าผลสอบพบว่าประเทศจีนกับประเทศเกาหลี เข้ามาทุ่มตลาดจริง เมื่อพบว่าทุ่มตลาดจริงมันไม่มีทางเป็นอย่างอื่นครับ เราต้องเก็บภาษี นำเข้าจากประเทศจีน ประเทศเกาหลีเพิ่ม ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ไม่มีทางเลี่ยง ซึ่งถ้าเก็บ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนราคาเหล็กในประเทศทะยานทันที แล้วก็กระทบทั้งอุตสาหกรรม ก่อสร้างที่ท่าน ส.ส. ประเสริฐ บุญเรือง เป็นห่วง กระทบทั้งชาวบ้านที่จะต้องก่อสร้าง บ้านเรือนเรื่องเหล็กมุงหลังคา แต่ขีดเส้นใต้ครับ คณะกรรมการได้มีมติยกเว้นว่าการจะเก็บ ภาษี ๔๐ เปอร์เซ็นต์นี้ ซึ่งไม่ทำไม่ได้เพราะเป็นไปตามกติกาโลก เราจะยกเว้นเก็บภาษี ๖ เดือนครับ ก็แปลว่าไม่เพิ่มภาษี ไม่เพิ่มภาระที่จะทำให้เหล็กในประเทศแพงขึ้นไปกว่า ที่เป็นอยู่ ๖ เดือนคือตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนกระทั่งถึงเดือนตุลาคมปีนี้ เพราะฉะนั้น ช่วงนี้ก็ยังอยู่ในช่วงที่ไม่เก็บภาษีเพิ่ม อันนี้ก็คือตัวอย่างกรณีที่ ๑ กรณีที่ ๒ ก็คือตัวอย่าง ของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยที่ทำเหล็กรีดร้อนซึ่งเอาไปผลิตรถยนต์กับ เครื่องใช้ไฟฟ้า พัดลม อะไรต่อมิอะไรที่ชาวบ้านต้องใช้อยู่ต่อไปครับ ร้องเหมือนกันว่ามีการ ทุ่มตลาดจากต่างประเทศเข้ามาขายแข่งในราคาถูกทำให้อุตสาหกรรมเหล็กรีดร้อน ในประเทศสู้ไม่ได้ ซึ่งอันนี้เราได้เก็บภาษีทุ่มตลาดมาระยะหนึ่งแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เพราะว่า พบว่าทุ่มตลาดจริง เก็บภาษีถึง ๓-๑๒๐ เปอร์เซ็นต์มาจนถึงปัจจุบัน แต่คณะกรรมการมีมติยกเว้นแล้วครับว่าตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๖๔ เป็นต้นไป คือเมื่อ ๒-๓ เดือนที่ผ่านมามีมติให้เลิกเก็บภาษี ๓-๑๒๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเวลา ๖ เดือนเหมือนกัน คือตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงเดือนธันวาคมปลายปีนี้เพื่อไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับ เหล็กราคาสูงขึ้นในประเทศ หรือกดราคาให้ลงมา อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียน มาตรการที่เป็นรูปธรรมที่ช่วยเรื่องเหล็กที่ท่าน ส.ส. ประเสริฐ บุญเรือง เป็นห่วง ขอบคุณ ที่ถามนะครับ