กรวีร์ ชูปรับสูตรประกันรายได้-กำกับคุณภาพข้าวเพื่อเกษตรกร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๙ กันยายน ๒๕๖๔

กรวีร์ ปริศนานันทกุล หารือการปรับปรุงสูตรคำนวณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ในโครงการประกันรายได้เกษตรกร โดยเสนอให้พิจารณาความแตกต่างของผลผลิตตามแต่ละพื้นที่และแบ่งตามโซนเพื่อความเป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับคุณภาพข้าวและโรงสี รวมถึงสนับสนุนการยกระดับคุณภาพข้าวเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรให้สอดคล้องกับมูลค่าที่แท้จริงของการผลิต

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล อ่างทอง

ขอบคุณท่านประธานครับ แล้วก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับที่ได้ให้คำชี้แจงแล้วก็ตอบคำถาม และผมเชื่อว่าพี่น้อง เกษตรกรที่ฟังอยู่ทางบ้านก็น่าจะใจชื้นขึ้นถึงเรื่องของแนวทางต่าง ๆ วิธีการในการแก้ไข ปัญหา และผมเชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ ที่พวกกระผมได้สะท้อนมา ท่านรัฐมนตรีก็น่าจะได้เอา เป็นข้อมูลไป เพื่อที่จะไปปรับปรุงโครงการในปีที่ ๓ ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่กี่วัน ประเด็นที่ผมอยากที่จะอภิปรายต่อไปแล้วก็ถามคำถามกับท่านรัฐมนตรีครับ ก็คือเมื่อสักครู่นี้ ท่านได้กรุณาบอกถึงวิธีการคิดคำนวณ ก็เป็นอย่างที่ท่านบอกจริง ๆ ครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เมื่อสักครู่นี้ผมได้ยกไปให้ดูแล้วว่าสูตรในการคำนวณมันมีการคิดส่วนต่าง มันมี การคิดผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ แต่สูตรที่เกษตรกรต้องการเขาต้องการสิ่งที่มันเรียบง่ายกว่านั้น มากครับ ต้องการว่าราคาประกันเท่าไร เขาไปขายโรงสีได้เงินเท่าไร นั่นคือส่วนต่างครับ ถ้าท่านจะประกัน ๑๑,๐๐๐ บาท เขาไปขายโรงสีได้ ๘,๐๐๐ บาท เท่ากับเขาได้ส่วนต่างอีก ๓,๐๐๐ บาท ครับ ถ้าเป็นแบบนี้ได้จริงผมเชื่อว่าพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศล่ะครับจะดีใจ จะลืมตาอ้าปากได้ แต่ผมเข้าใจในประเด็นของท่านรัฐมนตรีที่เมื่อสักครู่ท่านได้กรุณาบอกมา เรื่องของคุณภาพของข้าว ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องฝากกับท่านรัฐมนตรีว่าถ้าเป็นไปได้ผมอยากที่จะให้ กระทรวงพาณิชย์ไปคุมในเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพของรายได้ เดี๋ยวผมจะมีข้อมูล บางอย่างให้กับท่านดูในสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เรื่องของผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ เมื่อสักครู่นี้ ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาบอกครับ ก็เป็นจริงอย่างที่ท่านว่าครับ เราเอาผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ซึ่งมาจากการคำนวณจากทั้งประเทศ ปัญหาของการที่เราคำนวณแบบนั้นก็คือว่าในพื้นที่ ภาคกลางไล่ลงมาเลยครับ ตั้งแต่จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัด ชัยนาท จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดอยุธยา เราอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เราอยู่กับน้ำ เราอยู่กับระบบชลประทาน ผลผลิต เฉลี่ยที่ท่านตีออกมา ข้าวเปลือกเจ้าอยู่ที่ไร่ละ ๖๑๐ กิโลกรัม ข้าวหอมปทุมธานีอยู่ที่ ไร่ละ ๖๘๕ กิโลกรัม ซึ่งตรงนี้ผมต้องสะท้อนให้กับท่านรัฐมนตรีได้ทราบว่ามันต่ำกว่า ความเป็นจริงมาก ข้าวเปลือกเจ้าที่ปลูกกันได้จริงอยู่ที่ประมาณ ๘๐๐-๙๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวหอมปทุม อยู่ที่ ๘๕๐ ถึงบางรายการใส่ปุ๋ยใส่ยาดี ๆ ได้ถึงเกวียนละตันเศษครับ แต่เราให้เขาเพียงแค่ ๖๘๕ ให้เขาเพียงแค่ ๖๐๐ กว่ากิโลกรัม ต่างกว่าที่เขาทำได้จริงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เองที่ทำให้ชาวนานั้นเสียเปรียบกับโรงสี ข้อเสนอก็คือถ้าเป็นไปได้อยากที่จะให้ท่าน ได้ปรับให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริง มีอยู่ยุคหนึ่งถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ ที่เราเคยทำ โครงการประกันรายได้เมื่อ ๑๐ ปีก่อน เราแบ่งโซนนิง (Zoning) ครับ โซนภาคเหนือพื้นที่ อาจจะอยู่นอกเขตชลประทาน ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เท่าไรแบ่งไป ภาคใต้เท่าไรแบ่งไป ภาคอีสานอยู่นอกเขตชลประทานทั้งหมด ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เท่าไรแบ่งไป ภาคกลาง ภาคตะวันออกแบ่งตามโซนนิง (Zoning) เพื่อให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริงให้มากขึ้น อันนี้คือข้อเสนอและต้องเป็นคำถามนะครับว่ามันสามารถที่จะปรับปรุงแนวทางในการ คิดคำนวณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้รับผลผลิตที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง มากขึ้นได้หรือไม่

ประเด็นต่อไปครับ เรื่องของคุณภาพข้าว และนี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในช่วง ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พี่น้องเกษตรกรได้ส่งปัญหามาถึงผมและผมอยากจะใช้เวทีตรงนี้ สะท้อนปัญหา สะท้อนเสียงของพี่น้องเกษตรกรให้กับท่านรัฐมนตรีได้รับทราบ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ผมเอาตัวอย่างของการขายข้าวจริงครับ ใบสีเหลืองนี้คือใบเสร็จที่ขายข้าวนะครับ เมื่อปลายเดือนสิงหาคม ก็คือวันที่ ๒๖ สิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เองครับ พี่น้องเกษตรกรที่จังหวัดอ่างทองเกี่ยวข้าวไปขายครับ ในวงกลมสีแดงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ที่หน้าโรงสีคืออะไรครับท่าน คือมันไม่มีการวัดความชื้นจริงครับ ไอ้ที่ผมวงไว้สีแดงนั้นต้อง ขอโทษนะครับตัวมันอาจจะเล็กไปหน่อย แต่มันขึ้นว่าความชื้นศูนย์ หักสิ่งเจือปน ศูนย์ครับ และตีออกมาเลยว่าราคาข้าวตันละ ๖,๗๐๐ บาท ภาพล่าง ตีออกมาเลยว่าราคาข้าวตันละ ๖,๖๕๐ บาท ราคากลางที่ประกาศเอาไว้ ๙,๐๐๐ เศษครับ พี่น้องเกษตรกรขายได้จริง ๖,๐๐๐ เศษ และนี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นทั่วทั้งแผ่นดินไทย ข้าวหอมมะลิในเขตพื้นที่ ภาคอีสานก็ขายได้ไม่ต่างกันครับ ท่าน ส.ส. สิริพงศ์บอกว่าอีสานขายข้าวหอมมะลิเที่ยวที่ ผ่านมาก็เต็มที่ก็ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ราคากลางหมื่นเศษครับ และนี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้น ในประเด็นสุดท้ายที่อยากจะฝากถึงท่านรัฐมนตรีก็คือการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมการค้าภายในในแต่ละจังหวัดต้องไปเข้มงวด ต้องไปกวดขันครับ อย่าให้โรงสี มาเอาเปรียบพี่น้องเกษตรกรชาวนา เขาถูกคำนวณด้วยสูตรที่ต่ำกว่าความเป็นจริงก็หนัก พอแล้ว มาเจอการเอารัดเอาเปรียบจากโรงสีอีก พี่น้องเกษตรกรอยู่ไม่ได้ครับ นี่คือประเด็น ที่ ๒ ที่อยากจะฝากไว้ และประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องของการเพิ่มผลผลิตคุณภาพของข้าว จะเป็นไปได้ไหมครับ เมื่อสักครู่รัฐมนตรีบอกว่าชงเรื่องเข้าไปแล้วว่าจะช่วยต้นทุน ในการผลิต ค่าปุ๋ย ค่ายาที่แพงขึ้นไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท จะเป็นไปได้ไหมครับถ้าไปช่วยเพิ่ม คุณภาพข้าวของเขา อาจจะเพิ่มเงินให้กับเกษตรกรไม่ว่าจะเป็นการเอาข้าวไปตาก ไร่หนึ่งสัก ๑,๐๐๐ บาท ๑,๕๐๐ บาทเพื่อเป็นหลักประกันว่ารวมกับสิ่งที่เขาไปขายจากราคา ในตลาดแล้วเขาจะมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นจริง ทั้งหมดเป็นคำถาม แล้วก็เป็นเสียงสะท้อนจาก พี่น้องเกษตรกรผ่านมายังเพื่อนสมาชิกของพรรคภูมิใจไทยของพวกเรามานำเสนอ มาหา ทางออก และผมเชื่อนะครับ ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าแนวทางในการประกันรายได้ หลักคิดที่ ท่านรัฐมนตรีอธิบายมานั้นเป็นหลักคิดที่ดีมากครับ ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะผลักดันให้มัน เกิดขึ้นจริง มีส่วนต่าง มีการประกันรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้จริงผมเชื่อว่าจะเป็น นโยบายที่ทำให้พี่น้องเกษตรกรลืมตาอ้าปากและช่วยให้เขามีรายได้มากขึ้น ช่วยให้ เขารวยมากขึ้นจากการทำการเกษตร ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีครับ