กรวีร์ ปริศนานันทกุล ขอขอบคุณรัฐมนตรีและเรียกร้องการช่วยเหลือต้นทุนให้กับเกษตรกร โดยหารือเรื่องโครงการประกันรายได้เกษตรกร และการแก้ไขปัญหาสูตรคำนวณชดเชยเงินส่วนต่างที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการชดเชยผลผลิตข้าวหอมมะลิ โดยกล่าวหาว่าผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ไม่ถูกต้อง และราคาอ้างอิงไม่สอดคล้องกับราคาตลาด และเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขสูตรการชดเชยเพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ตามนโยบาย
ขอบคุณท่านรัฐมนตรี นะครับที่ได้ตอบคำถามไปในเบื้องแรก ผมต้องขอบคุณเป็นพิเศษครับในเรื่องของการ ช่วยต้นทุนให้กับพี่น้องเกษตรกรอีก ๑,๐๐๐ บาทต่อไร่
ประเด็นที่ ๒ เมื่อสักครู่นี้ผมฟังท่านรัฐมนตรีได้อธิบายถึงหลักคิด แนวทาง ความสำเร็จของโครงการประกันรายได้ ดีใจครับที่ได้เห็นในภาพเดียวกันและผมเชื่อว่า จุดมุ่งหมายของพวกเราในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราเหมือนกันครับ คืออยาก ที่จะให้ประชาชนได้รายได้ที่เพิ่มขึ้น มีเงินในกระเป๋าเขามากขึ้น ทั้งจากกระเป๋าซ้ายและ กระเป๋าขวาอย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้ว่ามา แต่สิ่งที่อยากจะสะท้อนให้ท่านรัฐมนตรีก่อนที่จะ ไปสู่คำถามที่ ๒ ครับ เพื่อนสมาชิกพรรคภูมิใจไทยนั่งกันอยู่ตรงนี้ จากทั้งจังหวัดลพบุรี จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสุโขทัย จังหวัดปทุมธานี ก็ต้องสะท้อนกับท่าน นิดหนึ่งครับว่าจากทั้งกระเป๋าซ้ายและกระเป๋าขวา เงินที่มันเข้าสู่ชาวนามันไม่ได้เป็นไปตาม นโยบายสักเท่าไร เหตุผลเพราะอะไร ผมจะอธิบายในสไลด์ต่อไปครับ นั่นเพราะว่าสูตรในการคำนวณชดเชยเงินส่วนต่างครับ สูตรคำนวณที่ท่านคิด หลักคิดง่าย ๆ ครับก็คือเงินชดเชยส่วนต่างมาจากราคาประกันที่ท่านตั้งประกันไว้ลบกับราคากลาง ก็คือ เป็นราคาอ้างอิงที่ท่านจะประกาศทุกวันจันทร์ แล้วก็เอามาคูณกับผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ซึ่งท่าน มีสูตรในการคำนวณว่าข้าวแต่ละชนิดนั้นมีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เท่าไร แล้วก็มาคำนวณกับพื้นที่ ในการปลูกของพี่น้องเกษตรกร ก็จะเท่ากับเงินที่เกษตรกรได้รับในการช่วยเหลือเยียวยา ในรอบนั้น ๆ ผมยกตัวอย่างครับ ข้าวหอมมะลิ พอดีว่าผมไม่มีตัวเลขข้าวหอมมะลิ เพราะว่า มันสิ้นสุดในฤดูกาลเก็บเกี่ยวไปแล้ว เอาข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ครับ ราคาประกันรัฐบาล บอกว่าอยากที่จะให้พี่น้องเกษตรกรได้รับ ๑๔,๐๐๐ บาท ราคาอ้างอิงในวันที่ ๓ พฤษภาคม บอกว่าราคาอ้างอิงราคาข้าวหอมมะลิอยู่ที่ ๑๑,๖๔๐ บาทกว่า รวมเบ็ดเสร็จเอามาหักกลบ อะไรกันแล้ว ชาวนาจะได้ส่วนต่าง ๒,๓๕๙ บาทโดยประมาณ ซึ่งถ้าเป็นตัวเลขตามนี้เอา ๒,๓๕๙ บาท ไปบวกกับ ๑๑,๖๔๐ บาท ชาวนาก็จะได้ ๑๔,๐๐๐ บาท ตามที่ท่านรัฐมนตรี วางนโยบายครับ แต่ปัญหาไม่ได้เป็นเช่นนั้นครับ ปัญหาคือเวลาที่พี่น้องเกษตรกรไปขาย ไม่มีใครขายได้ที่ราคา ๑๑,๖๔๐ บาทเลยแม้แต่รายเดียวในประเทศไทย อันนี้เป็น ประการแรกครับ
ประการที่ ๒ เขายังต้องมาถูกกดด้วยผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ซึ่งข้าวหอมมะลิ สไลด์ (Slide) เมื่อสักครู่นี้นะครับ ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่อยู่เพียงแค่ ๔๔๕ กิโลกรัมต่อไร่ แล้วก็มาคูณกับพื้นที่ ดังนั้นเมื่อคำนวณออกมาแล้ว เขาก็จะได้เงิน ส่วนต่างชดเชยไปอีก ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท เฉลี่ยแล้วต่อไร่ในข้าวหอมมะลิ นอกพื้นที่นะครับ จะได้ไปอีก ๑,๐๔๙ บาทต่อไร่ ตัวอย่างต่อไปครับ ข้าวหอมปทุมบ้านผมในเขตพื้นที่ ภาคกลาง จังหวัดลพบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เราปลูกข้าวหอม ปทุมครับ ข้าวหอมปทุมราคาที่ท่านประกันไว้ ๑๑,๐๐๐ บาท ราคาอ้างอิง ๑๐,๙๔๘ บาท ทำให้มีส่วนต่างเพียงแค่ ๒๕๒ บาท แล้วก็เอาไปคำนวณกับ ๖๘๕ กิโลกรัมต่อไร่ อันนี้คือผลผลิตเฉลี่ยนะครับ ก็คือได้ประมาณ ๖๐ กว่าถัง ในข้อเท็จจริงก็คือว่าไม่มีใครหรอกครับไปขายข้าวที่โรงสีแล้วได้เกวียนละ ๑๐,๙๔๘ บาท วันนี้เขาขายได้ ๗,๐๐๐ บาท วันนี้เขาขายได้ ๘,๐๐๐ บาท เต็มที่เลยที่ขายได้ ดีที่สุดเลยก็คือไม่เกิน ๙,๐๐๐ บาท ถ้าส่วนต่างอยู่ที่ ๒๕๒ บาท คำนวณเบ็ดเสร็จ ออกมาแล้วเฉลี่ยต่อไร่ พี่น้องเกษตรกรจะได้เงินช่วยเหลือเยียวยาเพียงแค่ ๑๗๒ บาทต่อไร่ ซึ่งน้อยมากครับ และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมวันนี้พวกกระผมพรรคภูมิใจไทยจึงต้องมาตั้ง กระทู้สดถามท่านรัฐมนตรีเป็นการเร่งด่วน เพราะอีกไม่กี่วันครับผลผลิตกำลังจะออกสู่ตลาด อีกแล้ว แล้วถ้าหากว่าพี่น้องเกษตรกรจะไปได้รับเงินส่วนต่างอีกเพียงแค่ ๑๗๒ บาทต่อไร่ ผมคิดว่าพี่น้องเกษตรกรไม่น่าจะอยู่ได้ครับ ดังนั้นในการไปสู่คำถามที่ ๒ ของผมก็คือว่า แนวทางในการคิดคำนวณอย่างปัญหา ๒ เหตุผลหลักที่ผมชี้ให้กับท่านรัฐมนตรีได้เห็นก็คือ ๑. ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และ ๒. ก็คือราคาอ้างอิงที่ไม่มีชาวนาคนไหน ขายได้ตามราคาอ้างอิงที่รัฐบาลวางไว้ เรามีแนวทางในการแก้ไขสูตรเหล่านี้เพื่อให้พี่น้อง เกษตรกรได้รับประโยชน์ตามที่ท่านรัฐมนตรีวางนโยบายเอาไว้อย่างไรครับ ขอบคุณครับ