ศักดิ์สยาม ชิดชอบ หารือเรื่องระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้าและความล่าช้าในการดำเนินการของกระทรวงคมนาคม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีกฎหมายและหน่วยงานที่รับผิดชอบในการบังคับใช้ระบบนี้ และรายงานผลการดำเนินการของรัฐบาลในการพัฒนาระบบตั๋วร่วม
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผมขออนุญาต ตอบกระทู้ถามเรื่อง ความคืบหน้าในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้าของ ท่านสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล กรุงเทพมหานคร ในคำถามที่ ๑ นะครับ ก่อนอื่นคงต้องเรียนว่าเรื่องนี้ก็ต้องดูเรื่องเดิมในอดีตว่าเรื่องของ การขนส่งสาธารณะนั้นประเทศไทยก็เริ่มต้นด้วยการที่เรามีระบบรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งมีการเปิดบริการเส้นทางแรกในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้นอยู่ในการกำกับ ดูแลของกรุงเทพมหานคร ถัดมาในปี ๒๕๔๗ ก็มีรถไฟฟ้าสายสีน ้าเงินซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยอยู่กับกระทรวงคมนาคม ซึ่งขณะนี้ ก็ได้เปิดให้บริการ ซึ่งในสัญญาสัมปทานของทั้ง ๒ สัญญาไม่ได้มีการระบุถึงการใช้ตั๋วร่วมกัน ทำให้ในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ กระทรวงคมนาคมก็ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการ ขนส่งและจราจรให้เริ่มโครงการศึกษาการพัฒนาระบบตั๋วร่วม โดยการดำเนินการที่ผ่านมา ก็ต้องเรียนว่าต้องใช้เวลาเล็กน้อยนะครับ เพราะว่าระหว่างปี ๒๕๕๖ ถึง ปี ๒๕๕๘ ก็มีการศึกษาวางแนวทางการบริหารจัดการระบบ ตั๋วร่วม และจัดทำร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ในปี ๒๕๕๘ ถึงปี ๒๕๖๐ มีการศึกษาจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลางที่เรียกว่า เซ็นทรัล เคลียริง เฮาส์ (Central Clearing House) ซึ่งขณะนี้ดำเนินการศึกษาแล้วเสร็จแล้วครับ เพราะฉะนั้นในปี ๒๕๖๑ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรก็ได้เสนอ คณะรัฐมนตรี เพื่อขอออกพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม แต่ไม่ได้รับ ความเห็นชอบ อันนี้สรุปปัญหาในเบื้องต้นว่าระบบตั๋วร่วมที่มีความล่าช้าไม่สามารถ เปิดบริการให้กับประชาชนได้ตามที่ได้เรียนข้อมูลกับทางสภาและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก็มีอยู่ด้วยกัน ๒ ประการนะครับ
๑. ก็คือมีผู้ประกอบการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนอยู่หลายราย ซึ่งในสัญญา สัมปทานไม่ได้ระบุให้มีการดำเนินการเรื่องตั๋วร่วมทำให้ต้องอาศัยการเจรจาเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้การเจรจาต่าง ๆ ก็ดีได้ผลลุล่วงเป็นอย่างดีนะครับ
๒. ประเทศเราไม่มีกฎหมายและหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องตั๋วร่วม อย่างชัดเจน ทำให้ไม่มีอำนาจที่จะไปบังคับเอกชนผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าให้เข้าร่วมใช้ระบบ ตั๋วร่วมได้ ผมเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๖๒ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผมได้มอบนโยบายให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการพัฒนาระบบตั๋วร่วมให้สำเร็จเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนสามารถ ใช้บัตรโดยสารเพียงใบเดียวหรือใช้บัตรอะไรก็ได้เพื่อที่จะสามารถผ่านเข้าระบบได้โดยระบบ ที่เป็นระบบเดี่ยว เพื่อที่จะสามารถใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะได้ทุกรูปแบบไม่เฉพาะ เรื่องรถไฟฟ้า ขณะนี้ก็ต้องเรียนว่าการศึกษาของกระทรวงคมนาคมเราสามารถที่จะไปใช้ได้ ทั้งรถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง ขสมก. เรือโดยสารสาธารณะ แล้วก็สามารถที่จะใช้กับ การซื้อตั๋วโดยสารขึ้นสายการบินได้ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ประชาชนหันมาใช้ระบบ ขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพื่อเป็นการแก้ปัญหาการจราจรที่ติดขัด และลดปัญหามลพิษ ก็คือพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สำหรับการดำเนินการติดตามเร่งรัดการใช้ระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้านั้น ขณะนี้รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ปี ๒๕๖๓ กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม โดยมีผมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธานกรรมการ ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ได้มา ดำเนินการในการแต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาอีก ๒ คณะ ประกอบด้วยคณะที่ ๑ ก็คือ คณะอนุกรรมการด้านการกำหนดมาตรฐานทางเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรมองค์กร เพื่อกำหนดมาตรฐานและรูปแบบบัตรโดยสารร่วม คณะอนุกรรมการที่ ๒ ก็คือ คณะอนุกรรมการด้านการกำหนดมาตรฐานอัตราค่าโดยสารและการจัดสรรรายได้ เพื่อกำหนดมาตรฐานของอัตราค่าโดยสารร่วมและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้คณะอนุกรรมการทั้งสองสามารถที่จะศึกษารูปแบบออกมาอย่างเป็นรูปธรรม และจะสามารถดำเนินการให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้ระบบดังกล่าวได้ในเร็วนี้ ซึ่งจะได้ กราบเรียนในรายละเอียดในวาระต่อไปครับ ขออนุญาตตอบคำถามที่ ๑ ดังนี้ครับ