อาคม แจงการใช้เงินกู้โควิด 3 ด้าน เผยผลเยียวยา 40 ล้านคน เศรษฐกิจฟื้น

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๔

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ชี้แจงการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. โควิด-19 ที่แบ่งเป็นสามด้านหลัก ได้แก่ การแพทย์และสาธารณสุข การช่วยเหลือเยียวยา และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ พร้อมเปิดเผยวงเงินจัดสรรและกระบวนการปรับย้ายงบประมาณระหว่างแผนงานตามความจำเป็น โดยย้ำว่าไม่มีการเปลี่ยนวัตถุประสงค์หลัก ขณะที่แผนงานเยียวยาครอบคลุมประชาชนราว 40 ล้านคน และมีส่วนสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่กลับมาเติบโตได้จากภาวะถดถอย

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ต่อคำถามในข้อที่ ๒ และข้อที่ ๓ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าใน พ.ร.ก. โควิด-๑๙ นั้นก็กำหนดให้กระทรวงการคลัง กู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศไม่เกิน ๑ ล้านล้านบาทนะครับ ซึ่งก็ได้จำแนกวัตถุประสงค์ ๓ ด้านด้วยกัน แล้วก็กำหนดเป็นแผนงาน ๓ แผนงานอย่างที่ท่านสมาชิกได้กรุณากล่าวถึง สักครู่นี้

ในแผนงานที่ ๑ คือด้านการแพทย์และสาธารณสุขวงเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท นะครับ

แผนงานที่ ๒ นั้นด้านการช่วยเหลือและเยียวยา วงเงิน ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท

แผนงานที่ ๓ ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีนั้นก็สามารถที่จะให้นำวงเงินกู้ตามแผนงานที่ ๒ มาใช้ในแผนงานที่ ๑ ได้นะ ครับ และแผนงานที่ ๓ มาใช้ในแผนงานที่ ๑ แผนงานที่ ๒ ได้ เพราะฉะนั้นก็มีการปรับใน เรื่องของวงเงินตรงนี้ให้สามารถโยกได้นะครับ แต่แผนงานที่ ๑ นั้นไม่สามารถที่จะเอาไปใช้ ในแผนงานที่ ๒ และแผนงานที่ ๓ ได้ อันนี้ก็เป็นหลักการใน พ.ร.ก. ที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ ความมั่นใจในเรื่องของแผนงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ส่วนในเรื่องของการเบิกจ่าย นั้นก็ขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการ เช่น กรณีของวัคซีน กรณีของอุปกรณ์ การแพทย์ต่าง ๆ ซึ่งนอกเหนือจากในเรื่องมาใช้เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทแล้ว ก็ยังมีการใช้ใน ส่วนของงบกลางด้วยก็มีหลายแหล่งนะครับ อย่างไรก็ตามนั้นตอบคำถามที่บอกว่า มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของวัตถุประสงค์ของแผนหรือไม่ จริง ๆ แล้วก็เรียนว่าไม่ได้ มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ยังคงกรอบ ๓ แผนงานนั้นไว้ตามวัตถุประสงค์ ๓ ด้าน ด้านการแพทย์ ด้านการเยียวยา แล้วก็ด้านการฟื้นฟูแต่ว่ามีการโยกในเรื่องเม็ดเงิน ในกรณีที่มีความจำเป็น ซึ่งตอนต้นก็ได้เรียนว่าปี ๒๕๖๓ ในปีที่แล้วนั้นการบริหารจัดการ ในเรื่องของโควิด (COVID) นั้น ก็มีการคลี่คลายไปได้อย่างดีนะครับ แต่ว่าพอเราเกิดระลอก ๒ ระลอก ๓ นั้นความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินในโครงการต่าง ๆ ก็มีมากขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงในแง่ของกรอบรวมของ ๓ แผนงานไม่ได้เปลี่ยน แต่ว่าในส่วน ที่เป็นโครงการนั้นก็อาจจะมีการปรับบ้างตามสถานการณ์ แล้วก็ลงไปปฏิบัติแล้วอาจจะมีการ ขอปรับเป้าหมายของโครงการ โดยเฉพาะในเรื่องของแผนงานที่ ๓ ในโครงการต่าง ๆ อันนี้ ก็ขออนุญาตเรียนในประเด็นนี้ไว้นะครับ ในส่วนของผลสัมฤทธิ์ก็ขออนุญาตรับคำถาม ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติไว้นะครับ เนื่องจากว่าขณะนี้ในการประเมินผลสัมฤทธิ์นั้น เราก็มีระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา-๒๐๑๙ (Virus Corona-2019) อันนี้มีระเบียบแล้ว ซึ่งระเบียบนั้นก็ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการ ประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ประกอบด้วย ประธานกรรมการซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มี ความเชี่ยวชาญหลายด้านที่ท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง แล้วก็ได้ของบประมาณไว้ส่วนหนึ่ง ในเรื่องของการให้มีผู้ประเมินจากเทิร์ด พาร์ตี (Third party) มาประเมินในเรื่องของผลผลิต แล้วก็ผลสัมฤทธิ์ของโครงการแต่จะขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับว่าตลอดระยะเวลา ๒ ปี ที่ผ่านมานั้นในการอนุมัติใช้เงิน ซึ่งมีทั้งในเรื่องของเยียวยาแล้วก็ฟื้นฟู และยังมีในส่วนของ ที่จะต้องดูแลทางด้านเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่เข้าไปกระตุ้นใน เรื่องของการบริโภค การเพิ่มเติมเงินเยียวยาประชาชนตั้งแต่ปีที่แล้วก็มีในเรื่องของเรา ไม่ทิ้งกัน แล้วก็มาในรอบ ๒ รอบ ๓ นั้นก็เป็นโครงการเราชนะที่มีการโอนเงิน ซึ่งถ้ามอง ในแง่ว่าผู้ได้รับผลกระทบนั้นได้รับประโยชน์จากในเรื่องของการใช้เม็ดเงินก้อนนี้หรือไม่ ก็เรียนโดยคร่าว ๆ นะครับว่าในแต่ละโครงการนั้นก็มีจำนวนผู้ที่ได้รับประโยชน์นั้นแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วประชากรประมาณสัก ๔๐ ล้านคน เราสามารถครอบคลุมเรื่องของประชากร ได้ประมาณ ๔๐ ล้านคน ในทุกโครงการนะครับ ในทุกโครงการรวมกัน ในแง่ของผลสัมฤทธิ์อาจจะไม่ใช่ผลสัมฤทธิ์ ทีเดียวนัก แต่ว่าเราติดตามในเรื่องของดัชนีชี้วัดส่วนหนึ่งตั้งแต่ปีที่แล้วว่ามีผลต่อเศรษฐกิจ อย่างไร แน่นอนที่สุดในไตรมาสที่ ๑ ที่ ๒ ปีที่แล้วนั้น เราเริ่มได้รับผลกระทบจากโควิด (COVID) แล้วก็มาตรการที่ล็อกดาวน์ (Lockdown) ที่สำคัญก็คือในไตรมาสที่ ๒ ในปีที่แล้ว ซึ่งก็ส่งผลต่อในเรื่องของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะจีดีพี (GDP) ซึ่งเราก็จะเห็นว่าในไตรมาสที่ ๑ จีดีพี (GDP) ของเราติดลบไป ๒ เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสที่ ๒ นั้น ติดลบไป ๑๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ด้วยมาตรการต่าง ๆ อย่างน้อยก็บรรเทาให้ผลกระทบนั้นลดลง ไปนะครับ จีดีพี (GDP) ในไตรมาสที่ ๓ ก็ติดลบน้อยลง -๖.๔ ไตรมาสที่ ๔ ก็ -๔.๒ ไตรมาสที่ ๑ ก็ -๒.๖ ไตรมาสที่ ๒ ของปีนี้จีดีพี (GDP) เราก็เติบโต ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ +๗.๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ เป็นการเทียบในระหว่างไตรมาสที่ ๒ ปีนี้กับปีที่แล้ว แต่ถ้าหากเรามองในลักษณะไตรมาสต่อ ไตรมาสนั้น อัตราการเพิ่มของจีดีพี (GDP) ก็เพิ่มขึ้นมาเหมือนกับเดือนต่อเดือน แต่ว่าเดือนนี้ กับปีที่แล้วก็จะแตกต่างกัน ก็เห็นสัญญาณว่าก็มีผล แต่ว่าในส่วนของไตรมาสต่อไตรมาสนั้น อัตราการเพิ่มอาจจะไม่สูงมากนัก เพราะว่าส่วนหนึ่งในเรื่องรายได้ของประชาชนนั้นยังพึ่ง อยู่กับในเรื่องของภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบหนักก็คือเรื่องภาคการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นเม็ดเงินที่เราเติมเข้าไปให้ในกระเป๋าของประชาชนหรือการที่ให้ประชาชนนั้น จับจ่ายใช้สอยครึ่งหนึ่ง มาตรการในเรื่องของคนละครึ่งนั้นก็เป็นการแบ่งกันออกคนละครึ่ง ก็มีส่วนทำให้การบริโภคของเรานั้นไม่ติดลบ แต่อาจจะไม่ถึง ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ ก่อนสถานการณ์ โควิด (COVID) นะครับ ก็ขออนุญาตเรียนว่าจริง ๆ แล้วก็มีผลในเรื่องของการสร้าง ความเชื่อมั่นแล้วก็มีการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ส่วนในเรื่องของการประเมินผลสัมฤทธิ์ก็ขออนุญาตรับท่านสมาชิกนะครับว่าเมื่อเรามี ในเรื่องของการประเมินผลที่ชัดเจนตรงนี้ก็จะขออนุญาตนำเรียนท่านสมาชิกอีกครั้งหนึ่งครับ ขออนุญาตครับ