อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ชี้แจงความคืบหน้าการใช้เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทภายใต้ พ.ร.ก. โควิด-19 ในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม พร้อมรายงานยอดการกู้จริง เงินคงเหลือ และแผนการเบิกจ่ายที่เหลือ โดยย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งได้ชี้แจงรายละเอียดเครื่องมือกู้ยืมเงินของรัฐ ทั้งพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรออมทรัพย์ ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเงินกู้ต่างประเทศ พร้อมระบุวงเงิน อายุหนี้ และสถานะการเบิกจ่าย เพื่อแสดงให้เห็นถึงการบริหารหนี้อย่างระมัดระวังและโปร่งใส
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากนายรัฐมนตรี ให้เป็นผู้ชี้แจงตอบกระทู้ถามทั่วไป เรื่อง ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๓ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๓ กระผมขอ อนุญาตเรียนท่านสมาชิกดังนี้นะครับ ในส่วนของพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจาก การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๓ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า พ.ร.ก. โควิด ฉบับแรกนะครับ ซึ่งมีฉบับที่ ๒ ก็คือเมื่อประมาณต้นปีนี้วงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งได้กำหนดให้กระทรวงการคลังนั้นกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศในวงเงินไม่เกิน ๑ ล้านล้านบาท โดยจะต้องลงในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ อีกเดือนหนึ่งข้างหน้าตาม พ.ร.ก. ฉบับเดิมให้ลงนามในสัญญากู้ ในการกู้เงินตาม พ.ร.ก. โควิด-๑๙ ภายใต้กรอบวงเงินไม่เกิน ๑ ล้านล้านบาท ขออนุญาตเรียนว่าข้อมูล ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๓ ที่ได้รายงานต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชกำหนด ใช้แหล่งเงินกู้ภายประเทศจำนวน ๓๗๓,๗๖๑ ล้านบาท โดยมีในขณะนั้น ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๓ ปีที่แล้ว โดยมีวงเงินกู้คงเหลือ ๖๒๖,๒๓๙ ล้านบาท กระทรวงการคลัง ในเรื่องของการใช้เครื่องมือในการกู้เงินนั้นก็มีหลายรูปแบบ โดยใช้เครื่องมือที่สำคัญก็คือ ในเรื่องของพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐบาลเพื่อความยั่งยืนพันธบัตรออมทรัพย์ ตั๋วสัญญา ใช้เงินและสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่ง ณ วันที่ ๓๐ กันยายนปีที่แล้ว ๒๕๖๓ ก็ได้มีการกู้เงินไปทั้งสิ้น ๓๗๓,๗๖๑ ล้านบาท แล้วก็มีวงเงินกู้ ณ เวลานั้น ๖๒๖,๒๑๙ ล้านบาท อย่างที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่นี้ การออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน ซึ่งภาษาอังกฤษก็ขออนุญาตเรียนว่าเราใช้คำว่า ซัสเทนอะบิลิตี บอนด์ (Sustainability Bond) ซึ่งการออกพันธบัตรของรัฐบาลในครั้งนี้ เราถือว่าเป็นพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน ซึ่งกระทรวงการคลังก็ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับ การระดมทุนของรัฐบาล สำหรับโครงการในเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อมหรืออีเอสจี (ESG) ซึ่งเป็นพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนรุ่นแรกในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ที่ออกโดยรัฐบาล นอกจากนี้พันธบัตรเพื่อความยั่งยืนของรัฐบาลนั้น ก็ได้รับการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ลักเซมเบิร์ก รวมถึงก็ได้รับการชื่นชมจากตลาดเงินและตลาดทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่สถาบันในเรื่องของไคลเมต บอนด์ อินิชิเอทีฟ (Climate Bonds Initiative) และนิตยสาร แอสเซต (Asset) ทีนี้เมื่อเกิดการระบาดของโควิด (COVID) ในระลอกที่ ๒ ระลอกที่ ๓ ก็ได้มีการอนุมัติโครงการกู้เงินเพิ่มเติมเพิ่มขึ้น ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าสถานการณ์กู้เงิน ภายใต้ พ.ร.ก. โควิด-๑๙ (COVID-19) นั้น ณ วันที่ล่าสุด ณ วันที่ ๒๔ สิงหาคมนั้น เราได้กู้เงินไปแล้วทั้งสิ้น ๙๕๑,๒๖๖ ล้านบาท ซึ่งก็แบ่งเป็นเงินกู้ในประเทศ ๙๐๕,๗๖๑ ล้านบาท แล้วมีเงินกู้ต่างประเทศอยู่ที่ ๕,๕๐๕ ล้านบาท เพราะฉะนั้น เราก็จะมีวงเงินกู้เหลืออยู่ประมาณ ๔๘,๗๓๓ ล้านบาท แล้วก็จะมีการทยอยเบิกจ่ายเงินกู้ ไปแล้วจากที่เรากู้มาแล้วก็มีการเบิกจ่ายไปแล้ว ๘๗๓,๕๑๓ ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ ๙๑.๘๓ ของวงเงินกู้ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าวงเงินกู้ที่เหลือนั้น ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าคณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติโครงการต่าง ๆ ไปหมดแล้ว ก็จะเหลือ วงเงินที่จะอนุมัติได้อยู่ประมาณ ๓,๙๐๐ ล้านบาทประมาณนี้ แต่วงเงินกู้ที่พูดถึงเมื่อสักครู่นี้ ๔๘,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เราก็ยังมีเวลาถึงเดือนกันยายน ณ สิ้นเดือนกันยายนเดือนหน้านี้ ที่จะต้องกู้ให้ได้ภายในวงเงิน ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท แต่ขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า ใน ๔๘,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ตาม พ.ร.ก. ก็ขออนุญาตให้ว่าต้องลงนามในสัญญาเพียงแต่ว่า การลงนามในสัญญา ครั้งนี้ก็คงจะเป็นลักษณะเงินกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ แต่การกู้เงินในตรงนี้เพียงแต่ว่าคอมมิต (Commit) หรือผูกพันไว้ แต่ยังไม่เบิกจ่ายเงินกู้ จากที่เราลงนามในสัญญา ก็ต้องการในเรื่องของการประหยัดในเรื่องของค่าธรรมเนียม แล้วก็ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต่อเมื่อโครงการที่ได้คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเป็นแล้วมีความพร้อม แล้วก็เบิกจ่ายเงินจากโครงการเงินกู้ก้อนนี้เราถึงจะเบิกเงินจากที่เราได้ลงนามในสัญญา ในวงเงิน ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท ก็เรียนในประเด็นนี้นะครับ
ทีนี้ในส่วนของเครื่องมือเมื่อสักครู่นี้ผมได้เรียนว่ามีหลายรูปแบบ เรียนว่า ในเรื่องของการออกพันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรรัฐบาลความยั่งยืนนั้นเรามีวงเงินกู้อยู่ ๑๙๕,๗๖๐ ล้านบาท ซึ่งถามว่าสิ้นสุดเมื่อไรอายุของเงินกู้ในพันธบัตรรุ่นนี้นั้นก็อยู่ที่ตั้งแต่ ๓ ปี ไปจนถึง ๒๙ ปี เพราะฉะนั้นอีก ๒๙ ปี เราก็ค่อยไถ่ถอนคืน อันที่ ๒ คือพันธบัตร ออมทรัพย์หรือเซฟวิงบอนด์ (Saving Bond) นั้น เรามีวงเงินกู้อยู่ ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาท อายุเงินกู้นั้นก็อยู่ที่ ๓-๑๐ ปี ประเภทที่ ๓ คือตั๋วสัญญาใช้เงินมีวงเงินอยู่ที่ ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาทอายุของเงินกู้นั้นก็อยู่ที่ ๑ - ๔ ปี ส่วนสุดท้ายนั้นก็เป็นสัญญากู้ยืมเงิน เป็นเทอมโลน (Term Loan) วงเงินกู้อยู่ ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาท อายุเงินกู้นั้นก็อยู่ที่ ๒-๔ ปี ส่วนเงินกู้ต่างประเทศนั้นก็เป็นเงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย ซึ่งมีวงเงินที่เราทำไว้ ๑,๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐนั้นก็มีอายุตั้งแต่ ๕ ปี จนถึง ๑๐ ปี ขณะนี้เรายังไม่ได้เบิกทั้งหมด ก็ขออนุญาตเรียนว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นวงเงินกู้ แล้วก็มีการเบิกเงินกู้ไปแล้ว ๘๗๓,๕๑๓ ล้านบาท แล้วก็ยังมีวงเงินคงเหลืออยู่ ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็มีเวลาถึงเดือนกันยายน แต่ว่าอย่างที่ กราบเรียนก็คือว่าเราก็คอมมิต (Commit) ไว้ แต่ว่ายังไม่เบิกเงินกู้ เพราะต้องการประหยัด ในเรื่องของค่าใช้จ่าย ก็ขออนุญาตเรียนท่านสมาชิกครับ