พิสิฐ ห่วงงบคลังศึกษาเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้า ชี้ขัดอนามัยโลก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๔

พิสิฐ ลี้อาธรรม แสดงความกังวลต่อการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะการศึกษาเก็บภาษีจากบุหรี่ไฟฟ้าที่ขัดกับกฎหมายและข้อตกลงองค์การอนามัยโลก พร้อมคัดค้านการส่งเสริมสินค้าที่เพิ่มความเสี่ยงต่อเยาวชน และเรียกร้องให้ทบทวนการใช้จ่ายในหลายด้าน เช่น การเพิ่มทุนองค์กรภูมิภาค การจ้างที่ปรึกษาจัดอันดับเครดิต และการกู้ยืมต่างประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัว พร้อมเสนอแนวทางใช้งบช่วยเพื่อนบ้านอย่างยั่งยืนมากขึ้น เช่น การสนับสนุนทุนการศึกษาและการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาแทนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีต้นทุนสูง

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม รองประธานกรรมาธิการครับ สำหรับงบของกระทรวงการคลัง ตามมาตรา ๙ ผมขอตัด ๕ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผล หลายประการ ถึงแม้ว่าผมจะขอให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังในการทำ หน้าที่ในภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ เพราะว่าการจัดเก็บรายได้คงจะยากลำบากนะครับ แต่ว่า ยังมีหลายประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของการเก็บรายได้และการใช้จ่ายของกระทรวงการคลังที่ผม ขออนุญาตที่จะให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้า ในตอนที่เราพิจารณางบของกระทรวงการคลัง มีผู้บริหารของกระทรวงการคลังได้มาแจ้งต่อ ที่ประชุมว่ากำลังใช้งบประมาณในการศึกษาเรื่องการเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้า พูดง่าย ๆ ก็คือว่า จะเปิดให้มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้า แล้วก็จะหารายได้จากสิ่งนี้ ทั้งที่เป็นเรื่องที่ประเทศไทย ออกกฎหมายห้าม ห้ามการมีหรือการเสพบุหรี่ไฟฟ้า ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

เรื่องบุหรี่ไฟฟ้านะครับ พยายามจะ บอกว่าเป็นการทำให้คนสูบบุหรี่น้อยลง แท้ที่จริงแล้วในอเมริกาปรากฏว่าคนอเมริกันได้พบ แล้วว่าบุหรี่ไฟฟ้ากลับทำให้การติดบุหรี่มีมากขึ้น พวกบุหรี่ไฟฟ้าพยายามที่จะหาทางเข้ามา ล็อบบี้ (Lobby) คนของรัฐที่จะให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งตัวอย่างอันนี้ก็ต้องเสียค่าปรับ ก็มีการพยายามจะไปชักชวนให้เด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยอ้างว่า ปลอดภัยกว่าบุหรี่ธรรมดา แล้วก็มีความโก้เก๋มากกว่า ต่อไปครับ บุหรี่ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า ไม่มีการพิสูจน์ว่าคนป่วยจะป่วยน้อยลงนะครับ ตรงกันข้ามยังเป็นอันตรายต่อคนป่วย เหมือนบุหรี่ธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาของโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ เพราะฉะนั้นข้อพิสูจน์ว่าบุหรี่ไฟฟ้านั้นเป็นสิ่งที่จะช่วยลดการสูบบุหรี่จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ล่าสุดเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงการคลังก็พยายามที่จะศึกษาเรื่องนี้ ใช้งบประมาณ ของเราเพื่อจะให้มีการทำนโยบายเกี่ยวกับเรื่องบุหรี่อีก ซึ่งจริง ๆ การที่ชักชวนบริษัทบุหรี่ ไฟฟ้าหรือบุหรี่มาสัมมนาเป็นการขัดกับมาตรา ๕.๓ ของอนุสัญญาควบคุมยาสูบของ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) นะครับ แล้วก็เอฟซีทีซี (FCTC) ก็ห้ามผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจ ยาสูบเข้ามาเกี่ยวข้องกับการประชุม ซึ่งเรื่องนี้ประเทศไทยทางการของรัฐไม่น่าเชื่อครับ ทางกระทรวงการคลังพยายามจะทำอย่างนี้ ณ เวลานี้เรื่องบุหรี่เรามีผู้เสียชีวิตปีละประมาณ ๙๐,๐๐๐ คน เทียบกับการเสียชีวิตจากโควิด (COVID) สะสมล่าสุดประมาณ ๙,๐๐๐ คน ๘,๐๐๐ คนเศษ เรามีคนป่วยกว่า ๑.๒ ล้านคน เรามีความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เทียบกับรายได้รัฐบาลที่จะได้จากการเก็บภาษีบุหรี่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ บาท ไม่คุ้มกันเลยครับ เพราะฉะนั้นผมจึงขอตัดงบกระทรวงการคลังว่าอย่าไปริเริ่มในการที่จะใช้ เงินงบประมาณในการไปศึกษาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้านะครับ

ต่อไปเรื่องของการเก็บภาษีจากน้ำตาล ตอนแรกผมนึกว่าทางกระทรวงการคลัง จะเดินเรื่องนี้ใน ๒ เดือนข้างหน้านี้นะครับ ปรากฏว่าท่านก็ไปเลื่อนอีกเป็นปีหน้า ผมก็ เสียดายครับ เพราะอันนี้จะเป็นการช่วย ไม่เฉพาะแต่เรื่องของการมีรายได้ของรัฐบาลเท่านั้น แต่จะเป็นการช่วยทำให้เราดูแลให้ประชาชนได้มีการบริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะด้วยครับ นอกจากเรื่องของรายได้แล้วกระผมอยากจะขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการใช้จ่าย ของกระทรวงการคลังที่ควรจะต้องมีการตัดทอนลงไป เช่น ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ท่านจะมีการจ่ายชำระเงินเพิ่มทุนของหน่วยงาน ค้ำประกันเครดิตและการลงทุนแห่งภูมิภาคอาเซียน +๓ (ASEAN +3) จำนวน ๒๗๐ ล้านบาท ผมคิดว่าสถานการณ์แบบนี้คงต้องเจรจากับแหล่งนี้ว่าคงจะต้องสงวนเงิน ไว้ก่อน เพราะว่าเราต้องมีการใช้จ่ายด้านอื่น เช่น ก.พ. ปกติแต่ละปีจะต้องมีการตั้งงบให้ นักเรียนทุนของรัฐบาลไปเรียนต่างประเทศปีละประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๕ นี้ ตัดเหลือ ๕๐๐ ล้านบาท เพราะเรามีงบไม่พอ ทำไมต้องไปจ่ายเงินสมทบอันนี้อีก ผมเชื่อว่า ประเทศอื่นที่เป็นสมาชิกก็คงจะไม่อยู่ในฐานะที่จะจ่ายได้เหมือนกัน แถมยังมีการจ้าง ที่ปรึกษามาทำเรื่องของการจัดอันดับเครดิตของประเทศ งานนี้ผมเชื่อว่า คนกระทรวงการคลังทำได้ครับ ไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปทำเรื่องนี้ เป็นการสิ้นเปลือง งบประมาณโดยใช่เหตุ แล้วก็ที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่าจะมีการหันไปกู้เงินต่างประเทศ ผมขอร้องเถอะครับ อย่าทำครับ เพราะว่าเงินของเรามีพอในประเทศ ทุนสำรองเรามีถึง ๒๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราไปกู้มาก็ทุนสำรองก็มีมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหากับอเมริกาที่จ้องดู ว่าเราจะมีการดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอย่างไรนะครับ

ประการสุดท้ายครับ เรื่องของการช่วยเหลือเศรษฐกิจเพื่อนบ้าน ตั้งงบไว้ ๕๘๙ ล้านบาท เป็นเงินที่จะไปให้ผู้รับเหมาไปสร้างถนน ไปสร้างสะพานในประเทศ เพื่อนบ้าน ผมเสียดายเงินครับ จริง ๆ เงินพวกนี้ไปช่วยเพื่อนบ้านดีครับ แต่ควรจะช่วยในรูป ของการให้ทุนการศึกษา จะเป็นทุนให้ประเทศเหล่านี้มาเรียนในเมืองไทย เพราะ มหาวิทยาลัยไทยยังมีที่ว่างเยอะ หรือจะให้อาจารย์ไทยไปสอนในต่างประเทศเพื่อนบ้าน เหล่านี้ก็ได้นะครับ มันจะมีผลได้ต่อประเทศไทยและต่อประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าที่จะไป สร้างถนนแล้วก็เกิดประโยชน์แต่เฉพาะคนบางกลุ่ม บางพวก ก็ขออนุญาตที่จะได้มีการ ปรับปรุงงบของกระทรวงการคลัง ตัดทอนตามที่ผมขอเสนอครับ ขอบพระคุณมากครับ