ทวี สอดส่อง แสดงความกังวลเกี่ยวกับการจัดงบประมาณของกระทรวงการคลัง โดยระบุว่ากระทรวงการคลังมีเงินนอกงบประมาณมาก แต่จัดงบประมาณน้อย และเห็นควรที่จะลดงบประมาณของกระทรวงการคลัง 10% นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้หน่วยงานของกระทรวงการคลังในการจ่ายงบเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และเรียกร้องให้รัฐบาลมีแนวทางในการจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้สงวนความเห็น ขอปรับลดงบของกระทรวงการคลัง ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงการคลัง ถือว่าเป็น กระทรวงที่มีความสำคัญในระบบงบประมาณ เพราะว่ามีหน้าที่ในการจัดหารายได้มาเป็น งบประมาณของประเทศที่เราใช้กันขณะนี้ และหน่วยงานในกระทรวงการคลังก็เหมือนกัน นอกจากมีหน้าที่หารายได้ ยังมีหน้าที่ในการกู้เงินที่รัฐไม่สามารถจัดเก็บหารายได้ได้เพื่อเอา มาเป็นงบประมาณ ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญในการจัดงบประมาณของกระทรวงการคลัง ปกติเราจะมองไปที่ปลายทางที่สำนักงบประมาณ เราไม่ได้มองไปที่กระทรวงการคลัง อย่างน้อยที่สุดกระทรวงการคลังจะต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง สิ่งหนึ่งที่เราพบก็คือว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังในการจัดงบปรากฏว่ากระทรวงการคลังมีเงินนอกงบอยู่ประมาณ ในเล่มขาวคาดชมพูที่ให้กรรมาธิการ จะมีเงินนอกงบอยู่ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แต่กระทรวงการคลังจัดมาสมทบให้แค่ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ แสดงให้เห็น โดยเฉพาะประธานกรรมาธิการวิสามัญ ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ท่านต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง การจัดงบประมาณท่านจะต้องดูเงิน นอกงบก่อน ไม่ใช่ผลักภาระไปให้ประชาชน แล้วปรากฏว่าตัวท่านรัฐมนตรี ด้วยความเคารพ นะครับ ท่านไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง ตามมาตรา ๑๗ (๒) คือในภาวะวิกฤติขณะนี้ควรที่ จะเอาเงินนอกงบ ซึ่งเงินนอกงบแม้อ้างว่ามีการตรวจสอบได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นการตรวจสอบ โดยส่งเอกสารและบรรยายมาให้ อันนี้คือประการที่ ๑ ที่ผมเห็นว่าเริ่มแรกกระทรวงการคลัง ก็ไม่มีวินัยการเงินการคลัง ผมจึงเห็นควรตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์
ประการที่ ๒ ที่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งก็คือวันนี้เงินงบประมาณที่ท่านได้รับ อยู่นี้ อย่างน้อยที่เราพิจารณานี้ก็เป็นเงินกู้เพื่อชดเชยการจัดเก็บรายได้ ไม่พอกับการจัดสรร งบประมาณถึง ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเรามาพิจารณาสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญในการหาเงินมาให้ รัฐบาลใช้ แต่การหาเงินของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะก็คือไปกู้เงินมา การกู้เงินมา ไม่มีใครให้เปล่า คือการกู้และมีดอกเบี้ย ซึ่งช่องการกู้จะมีอยู่ ๔ ช่อง ช่องที่ ๑ ก็คือกู้ตาม พระราชบัญญัติบริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งปี ๒๕๔๘ มาแก้ไขปี ๒๕๖๓ กู้ที่ ๒ ก็คือกู้เพื่อชดเชย การจัดเก็บรายได้ในงบประมาณนี้ไม่พอเพียง กู้ที่ ๓ คือกู้ตามพระราชกำหนด เช่น พระราชกำหนด ๑ ล้านล้านบาท ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อมาชดเชยโควิด (COVID) และ กู้อีกชนิดหนึ่งคือการกู้ตามกฎหมายพิเศษ เช่น ช่วง ปรส. ช่วงปี ๒๕๕๒ หรือช่วงน้ำท่วม อันนี้คือเราปล่อยอำนาจตรงนี้ไปให้กระทรวงคลัง และทางกระทรวงการคลังก็มอบอำนาจ ตรงนี้ไปให้ผู้ทำสัญญาคือรองปลัดกับ ผอ. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ขอเอกสารในการกู้ เราพบว่าประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของการกู้ได้มาจากพันธบัตรรัฐบาล คนที่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลก็คือสถาบัน การเงิน กองทุนรวม บริษัทประกันต่าง ๆ เพราะสถาบันการเงินกลุ่มนี้เวลาไปกู้ก็เอาเงินฝาก ของประชาชนร้อยละ ๑ สลึง หรือร้อยละ ๕๐ สตางค์ แล้วก็ไปให้รัฐบาลกู้ โดยเฉลี่ยก็ ๒.๔๐ บาท นี่คือง่าย ๆ ก็เอาเงินประชาชนมาให้รัฐบาลกู้ ซึ่ง ๙๐ เปอร์เซ็นต์จะเป็นพันธบัตร รัฐบาล ตั๋วเงินคลัง ตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาเงินกู้ ซึ่งกลุ่มนี้ก็คือสถาบันการเงิน เราจึงเห็น สถาบันการเงินต่าง ๆ รวยเอา ๆ และเป็นคนกลุ่มน้อย และเป็นคน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เราจึง เห็นบัญชีเงินฝากของธนาคารแห่งประเทศไทย เราพบว่าประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นคน กลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่เป็นคนรวย และที่สำคัญคือคนกลุ่มนี้ไม่เอาเงินออกมาใช้ เพราะว่า ให้รัฐบาลกู้ดีกว่า รัฐบาลกู้ รัฐบาลก็จะไม่เบี้ยว เพราะรัฐบาลก็จะไปเอาประชาชนเป็นจำเลย ก็ไปเอาเงินจากประชาชนมา มีอยู่ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ผมสำรวจดูนะครับ ที่ออกมาขายพันธบัตรให้ประชาชนได้ไปซื้อ ดังนั้นผมเห็นควรว่าเราต้องให้ความสำคัญกับ การกู้เงิน แล้วการกู้เงินจำนวนมาก เช่น รถไฟฟ้าสายสีแดง สร้างเสร็จตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ก็ไม่ใช้ กู้มาบอกว่าไปลงทุน กลับไปลงทุนให้คนกลุ่มหนึ่ง แต่ประชาชนทั้งประเทศไม่ได้ประโยชน์ ดังนั้นผมคิดว่ากระทรวงการคลังท่านต้องนึกถึงประชาชน ในฐานะกรมจัดเก็บท่านก็ต้อง เข้มแข็ง แล้วที่อันตรายอย่างยิ่งในรัฐบาลนี้คือใช้หน่วยงานของกระทรวงการคลัง เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลังไปจ่ายงบเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งหน้าที่นี้มันควรจะเป็น หน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือกระทรวงทางสังคม คุณทำงานในหน้าที่ยังไม่มีความสามารถเลยยังไปแย่งงานคนอื่นทำ อย่างนี้ผมคิดว่า กระทรวงการคลังต้องมาปรับบทบาทครับ ขอบพระคุณมากครับ