พิสิฐ ลี้อาธรรม ตั้งข้อสังเกตการจัดสรรงบประมาณของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยเสนอให้ตัดงบ 395 ล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ เนื่องจากควรเป็นภาระของท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ประชาชนผู้เสียภาษี รวมถึงตั้งข้อสังเกตการใช้งบประมาณกว่าพันล้านบาทจากภาษีประชาชนในการสร้างระบบเคเบิลใต้น้ำที่ให้บริการเชิงพาณิชย์ ซึ่งควรถูกดำเนินการโดยหน่วยงานรัฐวิสาหกิจโดยตรงโดยไม่ควรใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน พร้อมเสนอให้รวมหน่วยงานดิจิทัลภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ และหารือปัญหาหนี้ค้างจ่ายค่าไฟฟ้าและบำรุงรักษาระบบเน็ตประชารัฐกว่า 3,000 ล้านบาทที่กระทรวงดิจิทัลยังไม่จ่ายให้เอ็นที พร้อมเรียกร้องให้จัดสรรงบประมาณคืนโดยเร็ว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ท่านประธานครับ มาตรานี้เป็นมาตรา ๑๖ ซึ่งมีวงเงิน ๓,๘๒๑ ล้านบาท ที่ได้มีการตัดทอนลงมาจากที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ ๓,๘๙๘ ล้านบาท ผมขอตัด ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จริง ๆ เมื่อดูไปแล้วยังคิดว่าน่าจะตัดได้มากกว่านี้นะครับ เหตุผลที่ตัดมี ๒ ประการหลัก ๆ ครับ
ประการที่ ๑ ก็คืองานของกรมอุตุนิยมวิทยา ตามที่ทางกรมอุตุนิยมวิทยา ได้มาชี้แจงกับกรรมาธิการ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาเองก็มีการใช้งบประมาณค่อนข้างที่จะมาก ด้วยกัน แล้วก็แน่นอนนะครับก็เป็นเรื่องของงานเกี่ยวกับอากาศ จำนวน ๑,๘๑๓ ล้านบาท แต่ว่าในงาน ๑,๘๐๐ กว่าล้านบาทนี้ เท่าที่ได้ดูรายละเอียดแล้วปรากฏว่าเป็นงานของ สนามบินครับ คือทั้งสนามบินที่อยู่ในต่างจังหวัด ซึ่งอยู่ในส่วนของกระทรวงคมนาคมโดยตรง เช่น สนามบินที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี สนามบินที่จังหวัดอุดรธานี และที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็น เงินประมาณ ๙๘ ล้านบาท อันนี้ก็ไม่เป็นอะไรครับ อันนี้ถือว่าเป็นการช่วยหน่วยงานของรัฐ ก็คือกรมการบินของกระทรวงคมนาคม แต่ยังมีอีกที่หนึ่งครับ ท่านประธานครับ ก็คือเป็นอุปกรณ์สำหรับสนามบินในกรุงเทพมหานครครับ ทั้งที่ดอนเมือง แล้วก็ที่สุวรรณภูมิ เป็นจำนวนเงิน ๓๙๕ ล้านบาท ผมมีความเห็นว่าสิ่งที่เราจะต้องทำให้กับ ทางสนามบินที่เขาเป็นบริษัทมหาชน แล้วก็สามารถเก็บค่าบริการจากผู้ใช้บริการได้ก็คือ เครื่องบินที่มาลง หรือผู้โดยสารก็ตาม ไม่ควรจะเป็นภาระของผู้เสียภาษีทั้งประเทศครับ เพราะฉะนั้นการลงทุนส่วนนี้ของกรมอุตุนิยมวิทยาก็ควรจะต้องให้ทางการท่าอากาศยาน หรือที่เราเรียกกันว่าเอโอที (AOT) ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็แต่ละปีเขาก็จ่ายเงินปันผล ให้กับผู้ลงทุนอย่างมากได้เป็นผู้รับภาระในส่วนนี้ แทนที่จะให้ผู้เสียภาษีทั้งประเทศ มารับภาระในส่วนของการลงทุนของกรมอุตุนิยมวิทยาที่จะตรวจจับอากาศในสนามบิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสนามบินที่เป็นของบริษัทท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย อันนี้ก็เป็น การตัดเรื่องหนึ่งนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าไม่สมควรจะใช้เงินภาษีอากรมาลงทุนเลย ก็คือ เรื่องของการสร้างระบบเคเบิล (Cable) ใต้น้ำไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นเครือข่ายของระบบ ที่มาจากยุโรป แล้วก็ไปทางเอเชียตะวันออก ระบบนี้จริง ๆ แล้วก่อนหน้านี้ก็เป็นงานของ ทางรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นของการสื่อสารแห่งชาติที่อาจจะมีการมารวมกับทีโอที (TOT) ในขณะนี้แล้วเป็นเอ็นที (NT) งานนี้มีลักษณะเป็นงานธุรกิจโดยตรงครับ เพราะสามารถ เก็บค่าบริการจากผู้ใช้บริการได้ แล้วก็จริง ๆ ที่จะขอลงทุนในส่วนนี้ ซึ่งอาจจะมีการใช้เงินถึง พันล้านบาทมันเป็นเฟสที่ ๒ เฟสที่ ๑ ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการทำไปแล้ว แล้วผมก็ถาม ทางสำนักงานปลัดที่เป็นเจ้าของโครงการนี้ว่าแล้วที่เราลงทุนไปได้มีการลดค่าบริการให้กับ คนไทยที่ใช้บริการหรือเปล่า คำตอบก็คือเขาได้ไปลดให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มาใช้บริการครับ แต่ไม่ได้มาให้ประโยชน์กับผู้ใช้บริการคนไทยที่มีลักษณะเป็นผู้ใช้รายย่อย ผมจึงมีความเห็นว่า จริง ๆ แล้วงานนี้ซึ่งใช้เงินลงทุนกว่าพันล้านบาทที่จะสร้างระบบเคเบิล (Cable) ใต้น้ำ เชื่อมโยงที่มาจากยุโรปไปยังเอเชียตะวันออก มันควรจะเป็นงานของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่เขาสามารถเก็บค่าบริการต่าง ๆ ได้ตามหลักการพาณิชย์ ไม่สมควรที่จะเอาเงินภาษีอากร มาใช้ในการตั้งงบประมาณครับ จึงขออนุญาตที่จะตัดงบของกระทรวงดิจิทัลในส่วนนี้นะครับ ขณะเดียวกันผมเองก็จะมีข้อสังเกตเพิ่มเติมอีก ๒ ประการเล็ก ๆ นะครับ
ประการที่ ๑ ก็คือเรื่องของความซ้ำซ้อนในการทำงานครับ อย่างที่กระผม ได้กล่าวเมื่อวานนี้ครับว่าสำนักนายกรัฐมนตรีมีหน่วยงานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลถึง ๒ หน่วยงาน คือ สพร. กับทางด้านของความมั่นคงกับด้านของไซเบอร์ ซีเคียวริตี (Cyber Security) จริง ๆ เพื่อจะให้ประหยัดงบประมาณควรจะเอา ๒ หน่วยงานนี้เข้ามารวมอยู่ ในกระทรวงดิจิทัลนะครับ จะได้ทำงานแบบผสมผสานแล้วก็ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของ คณะกรรมการหรือเรื่องของการทำงานที่ซ้ำซ้อนได้ นี่ก็เรื่องหนึ่งนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะขออนุญาตตั้งเป็นประเด็น ก็คือระบบที่รัฐได้ทำ เรื่องของเน็ต (Net) ประชารัฐหรืออินเทอร์เน็ต (Internet) หมู่บ้านจำนวน ๒๔,๗๐๐ หมู่บ้านนะครับ ซึ่งบัดนี้ก็ได้มีการดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ ๒ ปีที่ผ่านมา เพราะว่า โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ปรากฏว่าถึงเวลานี้รัฐบาลได้มอบหมายให้กับ ทางรัฐวิสาหกิจก็คือเอ็นที (NT) ซึ่งเป็นการรวมของทีโอที (TOT) กับซีเอที (CAT) จริง ๆ ก็คือทีโอที (TOT) เป็นตัวหลักตั้งแต่ต้นนะครับ เราติดค้างค่าไฟฟ้าและค่าบำรุงรักษาต่อ ทีโอที (TOT) ปีละ ๑,๖๐๐ ล้านบาท แล้วนี่ก็ผ่านมา ๒ ปี ๓ ปีแล้วนะครับ เป็นเงินกว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาทที่ยังติดค้างเขาอยู่ ก็ขออนุญาตเป็นปากเสียงให้กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ แห่งนี้ครับว่ากระทรวงดิจิทัลควรจะต้องของบประมาณคืนเขาไปครับ ไม่ใช่เป็นหนี้ค้างชำระ อยู่อย่างเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็ขออนุญาตที่จะใช้โอกาสนี้ในการกราบเรียนแต่เพียง เท่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ