ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล คัดค้านการจัดสรรงบประมาณให้ศูนย์ต้านข่าวปลอม โดยตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวในการดำเนินงาน ความไม่เป็นกลางในการตรวจสอบข่าวเฉพาะที่มีผลลบต่อรัฐบาล และการใช้กรอบการพิจารณ์ข่าวปลอมที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมวิพากษ์บทบาทของศูนย์ที่กลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมข้อมูลและปราบปรามประชาชนมากกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างอิสระ เห็นควรสนับสนุนกลไกตรวจสอบร่วมที่มีความเป็นกลางและโปร่งใสมากกว่าการอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมสงวนความเห็นขอตัดงบประมาณ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในโครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหา ข่าวปลอม โดยตัดทิ้งทั้งโครงการเป็นจำนวนเงิน ๗๙,๙๙๗,๐๐๐ บาท เมื่อปีที่แล้วผม อภิปรายเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้วครับท่านประธาน และปีนี้ผมก็จะมาย้ำให้เห็นว่าทำไม เราถึงไม่ควรให้งบประมาณกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สาเหตุหลัก ๆ ก็เพราะโครงการนี้ ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามวิสัยทัศน์และมาตรฐานที่เคยได้ให้ไว้ตั้งแต่ตอนที่จัดตั้งขึ้นครับ ผมขอสไลด์ (Slide) จากฝ่ายโสตด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
เรามาทบทวนกันนะครับ ว่าสมัยที่ศูนย์เคยตั้งเอาไว้นี้ให้วิสัยทัศน์ไว้ว่าอย่างไร เมื่อครั้งที่ก่อตั้งทางท่านรัฐมนตรี ในขณะนั้นก็ได้ให้วิสัยทัศน์ไว้ว่าจะทำตามโค้ด ออฟ พรินซิเพิล (Code of Principle) ของ ไอเอฟซีเอ็น (IFCN) หรืออินเตอร์เนชันนัล แฟกต์เช็กกิง เน็ตเวิร์ก (International Fact- Checking Network) ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และนอกจากนั้น ในทางศูนย์เองก็เคยชี้แจงว่าจะมีกรอบที่ชัดเจนว่าจะตรวจสอบข่าวใด หรือไม่ตรวจสอบข่าว ใดบ้าง และจะไม่มีการเอนเอียงทางการเมืองในการตรวจสอบข่าวเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และความเป็นกลาง สุดท้ายทางศูนย์เคยยืนยันว่ามีหน้าที่เพียงการตรวจสอบข้อเท็จจริง เท่านั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีต่าง ๆ เกี่ยวกับข่าวปลอมแต่อย่างใด เพราะ คดีความเป็นเรื่องของ ปอท. ที่มาขอสนับสนุนข้อมูลเท่านั้น ผมสรุปสั้น ๆ ว่าศูนย์ต่อต้าน ข่าวปลอมตั้งขึ้นด้วยพันธะสัญญาทางวาจา ๓ ข้อ ก็คือเป็นมาตรฐานสากล เป็นกลาง ไม่เอนเอียง และมีภารกิจในการแฟกต์เช็กกิง (Fact-Checking) หรือตรวจสอบข้อเท็จจริง เท่านั้น ทีนี้เรามาดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นครับ ทางศูนย์แบ่งข่าวออกเป็น ๓ ประเภทคือ ข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน ซึ่งผมก็เคยได้ให้ข้อสังเกตกับทางกระทรวงไว้ครับว่า การตั้งแบ่งแบบนี้มันมีปัญหา เพราะตามมาตรฐานสากลครับท่านประธาน แม้แต่ศูนย์ที่ใช้ คำว่า เฟกนิวส์ (Fake News) ก็มีปัญหาแล้วครับ เพราะว่าในระดับนานาชาตินี้ก็เห็นตรงกัน คำว่า เฟกนิวส์ (Fake News) ไม่เพียงพอต่อกับการอธิบายปัญหาที่ซับซ้อนที่จะเรียกโดยรวม ว่า อินฟอร์เมชันดิสออร์เดอร์ (Information Disorder) ได้ และโดยทั่วไปที่ใช้กันในสากลจะ แบ่งประเภทของอินฟอร์เมชั นดิสออร์เดอร์ (Information Disorder) เป็น ดิสอินฟอร์เมชัน มิสอินฟอร์เมชัน ( Disinformation Misinformation) และ มอลอินฟอร์เมชัน (Malinformation) ซึ่งเป็นสาระสำคัญ เพราะเป็นการแบ่งประเภท ตามเจตนาของผู้เผยแพร่ข่าวที่บิดเบือนครับ
ข้อต่อไปคือความเป็นกลางไม่ลำเอียงครับ แน่นอนว่าข่าวที่เกี่ยวกับวัคซีน โควิด (COVID) เป็นเรื่องที่สำคัญ ทางศูนย์จำเป็นจะต้องตรวจสอบ แต่ข้อสังเกตก็คือ ทางศูนย์นี้จะเลือกตรวจสอบเฉพาะข่าวกรองที่เป็นผลลบต่อนโยบายรัฐบาลเท่านั้น เพราะ เมื่อมีข่าวปลอมที่เป็นผลบวกกับรัฐบาลแบบในภาพนี้ ซึ่งก็มีการยืนยันจากองค์กรนานาชาติ ว่าเป็นข่าวปลอม แต่ก็ไม่มีการตรวจสอบจากศูนย์แต่อย่างใด และภาพนี้ทางเอเอฟที (AFT) นี้ได้ออกมายืนยันว่าเป็นข่าวปลอมเช่นกันที่มีมิตรสหายท่านหนึ่งได้แชร์ (Share) ข่าวนี้ เพราะเนื้อความที่แท้จริงนั้นก็คือบุคคลที่มีอาการแพ้หรือถูกปฏิเสธจากการฉีดเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) นี้ หากเลือกฉีดซิโนแวค (Sinovac) จะได้รับการชดเชยจากรัฐบาลประเทศสิงคโปร์ ไม่ใช่ตามที่บอกว่าคนประเทศสิงคโปร์เลือกที่จะฉีดซิโนแวค (Sinovac) แทน ท่านประธาน ครับเคส (Case) นี้น่าสนใจมากครับ เพราะผมพูดกับหน่วยงานในห้องกรรมาธิการ และทาง หน่วยงานตอบผมว่าการดำเนินงานของศูนย์เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานรัฐ เท่านั้น ไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงจากต่างประเทศได้ แต่ ๒ วันต่อไปทางศูนย์ก็ทำ การตรวจสอบข่าวนี้และระบุว่าเป็นข่าวบิดเบือน นี่พิสูจน์ว่าถ้าจะทำจริง ๆ ก็ทำได้ที่ผ่านมา แค่ไม่ยอมทำเท่านั้นเอง และนี่คือการตอกย้ำว่าศูนย์นี้ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะปกป้องรัฐบาล หรือฟากฝ่ายทางการเมืองข้างใดข้างหนึ่งเพียงเท่านั้น ดังนั้นตราบใดที่หน่วยงานที่ทำแฟกต์ เช็กกิง (Fact-Checking) เป็นหน่วยงานภายใต้รัฐโดยตรง ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเป็น รัฐบาล เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ถูกครหาด้านความเป็นกลางครับ
ข้อต่อไปครับ ทางศูนย์เคยบอกว่ามีภารกิจในการแฟกต์เช็กกิง (Fact- Checking) เท่านั้น ไม่มีภารกิจด้านการปราบปราม ผมขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ แต่ศูนย์ ต่อต้านข่าวปลอมรับงบจากสำนักปลัดงานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่มีตัวชี้วัด ในการดำเนินงานของหน่วยงานคือความสำเร็จของการจับกุมปราบปรามการกระทำผิดทาง เทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีผลสัมฤทธิ์คือการสร้างความเชื่อมั่นครับ และข้อเท็จจริงก็คือที่ผ่านมา ได้มีการขอให้มีการปิดให้การเข้าถึงผู้ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) จำนวนมาก และ ปอท. หน่วยงานที่ทางศูนย์สนับสนุนข้อมูลให้ ก็มีการออกมาขู่ประชาชนว่า อาจดำเนินคดีหากแชร์ (Share) ข่าวเท็จ ทั้ง ๆ ที่เป็นเพียงการเล่นเอพริลฟูลส์เดย์ (April Fool's Day) เท่านั้น และข้อเท็จจริงที่ทางกระทรวงเองก็เป็นผู้ยื่นฟ้องประชาชนจากการ โพสต์ (Post) ในโซเชียลมีเดีย (Social Media) อีกหลายคดี
แล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมก็มีการตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมา ๓ ชุด ที่มีภารกิจ เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ ในอนุกรรมการชุดที่ ๓ ก็จะเห็นว่าหน่วยงานมีหน้าที่และอำนาจ ที่เน้นมาตรการในการปราบปรามดำเนินคดีอย่างชัดเจน ดังนั้นภารกิจของศูนย์ต่อต้าน ข่าวปลอมกับเป้าหมายของสำนักปลัดกระทรวงดิจิทัลในการปราบปรามดำเนินคดีไม่สามารถ ที่จะแยกออกจากกันได้เลย และผมก็สงสัยครับว่าตัวชี้วัดในการปราบปรามที่ท่านบอกว่า จะสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลนั้น มันสร้างความเชื่อมั่นให้ใครครับ แล้วตกลงเรามีกระทรวงนี้ไว้สำหรับสนับสนุนเทคโนโลยีดิจิทัล หรือมีไว้ปิดปากประชาชน กันแน่ครับ ผมจะยกตัวอย่างให้ดูครับว่าการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมันสร้างได้ อย่างไร ในภาพคือระบบของเฟซบุ๊ก (Facebook) ในการเตือนว่าข่าวนี้มีการตรวจสอบโดย องค์กรนานาชาติแล้วว่าไม่ใช่ความจริง ซึ่งระบบนี้จะทำให้เมื่อมีคนแชร์ (Share) ข่าวเท็จมา บนฟีดเฟซบุ๊ก (Feed Facebook) ของเราครับ เราจะเห็นทันทีว่าข่าวนี้มีการตรวจสอบ มาแล้วว่าไม่ใช่ข่าวจริง ระบบนี้มีในทวิตเตอร์ (Twitter) เช่นกัน แล้วก็มีการร่วมมือ ในบางประเทศมีการร่วมมือกับไลน์ (Line) ในการสร้างแชทบอท (Chatbot) เพื่อเตือน ข่าวปลอมขึ้นมาเช่นกัน แบบนี้นี่ล่ะครับที่คือการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีของ ประชาชน ซึ่งจริง ๆ เราก็สามารถทำได้ครับ เพราะเฟซบุ๊ก (Facebook) เปิดโอกาสให้ องค์กรต่าง ๆ เข้าร่วมกับระบบนี้ แต่เงื่อนไขก็คือองค์กรที่จะเข้าร่วมต้องเป็นองค์กรที่ปฏิบัติ ตามหลักการของไอเอฟซีเอ็น (IFCN) แบบที่ศูนย์ต้านข่าวปลอมเคยบอกเอาไว้ว่าจะทำ นะครับ แต่หนึ่งเงื่อนไขของไอเอฟซีเอ็น (IFCN) นี่สำคัญ คือต้องไม่เป็นหน่วยงานภายใต้ กำกับของรัฐ องค์กรระดับโลกเขาก็รู้ครับว่าองค์กรแบบนี้หากอยู่ภายใต้กำกับของรัฐนั้น มีปัญหาแน่นอน แล้วก็แปลว่าทางศูนย์รู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่มีทางจะทำตามที่เคยพูดไว้ได้ แต่ก็ ไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างใด
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมเห็นด้วยครับว่าปัญหาข่าวปลอมเป็นปัญหา ที่ควรได้รับการแก้ไข แต่การไล่ฟ้องดำเนินคดีกับประชาชนไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ อย่างแน่นอน และการเอาอำนาจในการชี้ว่าสิ่งใดคือความจริง ความเท็จ ไปอยู่กับหน่วยงาน ที่ขึ้นตรงกับฝ่ายการเมือง และเป็นหน่วยงานเดียวกันที่ถืออำนาจทางกฎหมายในการ ดำเนินคดีกับประชาชน ก็ไม่มีทางสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ ผมถามง่าย ๆ ครับ ว่าถ้าศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเป็นผู้เผยแพร่ข่าวปลอมเอง ใครจะเป็นคนดำเนินคดี ดังนั้น เราควรจะส่งเสริมองค์กรลักษณะนี้ให้เกิดจากความร่วมมือในภาคประชาสังคมและ สื่อมวลชน ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นอิสระจากภาคการเมือง มีความเป็นกลางมากกว่า และ สุดท้ายตราบใดที่หน่วยงานที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงยังคงอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ เอาเงินภาษี ประชาชนไปใช้ผูกขาดความจริงอยู่กับฝ่ายตัวเอง ใช้อำนาจทางกฎหมายเป็นเครื่องมือในการ ปิดปากประชาชนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็ไม่สมควรได้งบประมาณแม้แต่บาทเดียวครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ