นิยม ชี้งบเกษตร 2,200 ล้านไม่ตอบโจทย์ ขอปรับใหม่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๔

นิยม ช่างพินิจ หารือการปรับลดงบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อเน้นการศึกษาวิจัยปัญหาภาคการเกษตรอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ ต้นทุนการผลิต และความต้องการของตลาด พร้อมเสนอให้แก้ปัญหาจากฐานรากขึ้นสู่นโยบาย

นายนิยม ช่างพินิจ พิษณุโลก

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๔ ว่าด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งตั้งไว้แสนกว่าล้านบาท ผมปรับลด ๒ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเงินประมาณ ๒,๒๐๐ กว่าล้านบาท สิ่งที่ผมปรับนี้ไม่ใช่มากครับ แต่ผม อยากจะสะท้อนว่าส่วนที่ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ส่วนที่เป็นไขมันจริง ๆ ที่มันไม่ตอบโจทย์ ให้กับพี่น้อง โดยเฉพาะภาคการเกษตร มันมีหลากหลายครับ ปัญหานี้เยอะมากโดยเฉพาะ ภาคการเกษตร แล้วผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าตลอดระยะเวลา ๗ ปี ๘ ปีที่ผ่านมาผมหวังว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะมีการพัฒนาโดยใช้งบประมาณ ผมว่าหลายแสนล้านบาท เอามาตอบโจทย์ให้กับพี่น้องเกษตรกร แต่เปล่าเลยครับ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ผมอยากให้ ตัดออกมา เอาไว้ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ เอาไปศึกษาจริง ๆ จัง ๆ สิครับ วิจัย วิจัยแบบบูรณาการเลยครับ ความต้องการที่แท้จริงของพี่น้องภาคการเกษตรนี้คืออะไร แล้วอะไรคือปัญหา บอกกันง่าย ๆ เลยครับ วันนี้ถ้าเราจะแข่งขันกับประเทศเวียดนาม เราไปดูเขาจุดแข็งเขา คืออะไร มันมีไม่ยากเลยครับในหลักของตรรกะง่าย ๆ ๑. ต้นทุนในการผลิต มันก็มีเรื่อง ของน้ำ นั่นคือปัจจัยสำคัญเลยครับ น้ำนั่นคือหลักเลยของภาคการเกษตร ไม่ว่าข้าว ข้าวโพด อะไรทุกอย่างก็คือน้ำ ทำเราไม่แก้ปัญหาเรื่องน้ำ ผมเสียดายปี ๒๕๕๔ ครับ ปีที่น้ำท่วม ตอนนั้นสมัยท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ที่จะแก้ปัญหาน้ำแบบบูรณาการ โดยใช้เม็ดเงินแค่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเองครับ ผมไม่ได้หวังว่าจะแก้ปัญหาน้ำท่วมนะครับ ผมหวังว่าจะ แก้ปัญหาภัยแล้ง แก้ปัญหาน้ำแบบบูรณาการ จะเห็นได้ครับ ยกตัวอย่างเอาอำเภอ บางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เป็นโมเดล (Model) ในการที่จะแก้ปัญหา แก้ปัญหาอย่างไรครับ ก็คือว่าพอปี ๒๕๕๔ ผมต้องขอชื่นชมระบบชลประทานในช่วงนั้นนะครับ ขุดอ่างน้ำ ไม่ว่าจะ เป็นบึงตะเคร็ง บึงระมาณ แต่เขาเอาระดับน้ำของปี ๒๕๕๔ มาเป็นตัวชี้วัด แต่หลังจาก ปี ๒๕๕๔ มา น้ำมันไม่ใช่เยอะครับ น้ำมันก็ไปไหลเข้าคลองเล็ก คลองซอย คลองแบบระบบ ก้างปลามันก็ไม่ไปครับ เพราะในการแก้จริง ๆ ต้องแก้ที่เขื่อน อาจจะกั้นเป็นช่วง ๆ เพื่อที่จะ ดันน้ำเข้าไปกักเก็บในบึงเล็ก ๆ ในบึงตะเคร็ง บึงระมาณ และมีอีกหลายบึงครับโดยใช้บูรณาการ บริหารแบบธรรมชาติ ไปต่อยอดกันได้ไหมครับ ไปร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างนี้เป็นต้น แล้วต่อมาครับ นั่นคือเรื่องน้ำนะครับ ถ้าบางระกำทำเสร็จนะครับ ผมหวังว่า จะเป็นโมเดล (Model) ให้กับพื้นที่ต่าง ๆ เสียดายจริง ๆ ครับ เพียงใช้เม็ดเงินแค่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาททั้งประเทศ เอาล่ะครับ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอาไปศึกษาดี ๆ ต้นทุนคืออะไรครับ ปุ๋ย น้ำมันไม่ต้องพูดถึงครับ ถ้าเราแก้แหล่งน้ำได้ น้ำมันเราก็ไปซัปพอร์ต (Support) ราคา น้ำมันขึ้น น้ำมันแพงเราก็ยังไม่ได้ซีเรียส (Serious) เพราะเรามีน้ำแล้ว แต่ปัญหาเรื่องปุ๋ยครับ เมื่อก่อนนี้ความฝันของพรรคเพื่อไทย ๑ อำเภอ ๑ โรงงาน ปุ๋ยวันนี้มันยังไม่มีให้เห็นนะครับ แต่ไม่เป็นอะไร มันเรื่องของอดีต แต่ปัจจุบันนี้จะนำไปสู่ถึงอนาคต วันนี้ราคาข้าวเป็น อย่างไรครับ เราก็มาอ้างว่าถ้าเกิดจะขายสัก ๕,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐ บาทมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าต้นทุนอยู่ที่พันกว่าบาท ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยครับ แต่อันนี้ต้นทุน ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท เขาบอกผมว่าอย่างไรรู้ไหม ท่านประธานครับ ขายข้าว ๒๐ เกวียน ๓๐ เกวียน ๓๐ ตัน หักลบกลบหนี้ค่าแรงขั้นต่ำดีกว่า ๓๐๐ บาท นี่ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท อย่างนั้นจะอยู่ทำไม ก็ต้องขายที่ ขายไร่ ขายนาแล้วจะมาทำงานเป็นอาชีพกรรมกร กรรมกรก็ตกงานอีกล่ะครับ วันนี้หนี้สินของ ธ.ก.ส. ท่านลองไปดูเถอะครับ ผมก็ยังพอรับได้ หนี้ ธ.ก.ส. ตอนนี้ไปถึงหนี้ นอกระบบแล้วครับ วันนี้ผมรับโทรศัพท์ก็มีแต่เรื่องขายไร่ ขายนา เมื่อก่อนสมัย ปี ๒๕๕๔ ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ข้าวนี้นะครับที่รับจำนำ หมายถึงด้านนโยบาย ผมจะไม่โทษนโยบาย ผมเคารพในการตัดสินใจของรัฐบาล ว่าอันไหนมันดี อันไหนไม่ดี ผมไม่ได้มาพูดตรงนี้นะครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดว่าตอนนั้นไม่มีใครขายที่ ขายนาไร่ละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ไม่มีใครขาย แต่รู้ไหมครับ ไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาทครับ ๕๐,๐๐๐- ๖๐,๐๐๐ บาทนะครับ ขายไปน้ำตาย้อยไป น้ำตาร่วงไป เพราะเป็นมรดกตกทอดมาจาก บรรพบุรุษ แต่เขาก็จำเป็นต้องขายครับ เพราะว่าตัดไฟแต่ต้นลม หรือจะไม่เหลืออะไรเลย เพราะฉะนั้นเงิน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทไม่ใช่เยอะเลยครับ ถ้าเราจะไปศึกษาจริง ๆ แล้วนำไป แก้ปัญหาจริง ๆ ผมฝาก และวิธีการแก้นะครับท่านประธาน เราอย่าแก้จากบนลงมาสิครับ ฐานมันเป็นอย่างนี้ พี่น้องเกษตรกร ๘-๙ ล้านครัวเรือนให้เขาคิดเอง คิดขึ้นมาจากล่างขึ้นมา บนว่าเขาต้องการอะไร ไปนั่งบูรณาการกันครับ แก้ทีละอย่าง ต้นทุน แล้วก็ปลายทาง กรมการข้าวต้องคิดให้หนักครับ วันนี้ตลาดโลกเขาต้องการอะไร เขาต้องการข้าวชนิดไหน ต้องคิดให้ทันครับ คุณภาพเป็นอย่างไร ปริมาณต่อผลผลิตต่อไร่ต่อถังเป็นอย่างไร ต้องคิดให้ ละเอียด แล้วเพื่อเราจะสู้ในเวทีโลกได้ มันมีอยู่ ๒ อย่างนะครับ คือราคาที่ปลายทางกับ ต้นทุนการผลิต มันง่ายนิดเดียวเองครับถ้าผมมอง ในฐานะที่ผมต้องพูดอย่างนี้ ผมอยาก เอาเงิน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ไปศึกษาและทำวิจัยจริง ๆ แก้ปัญหาแบบบูรณาการจริง ๆ กระทรวงพาณิชย์ก็ดีครับ วันนี้ทูตพาณิชย์เขาต้องการอะไร เขาต้องการข้าวชนิดไหน ผมเสียดายภูมิประเทศของ ประเทศไทยจริง ๆ ครับ เกิดมาแล้วเสียดายภูมิประเทศ ๗-๘ ปีที่ผ่านมามันไม่ได้มีอะไร ดีขึ้นมาเลยครับ แล้วผมสงสารพี่น้องเกษตรกรที่จะต้องขายไร่ขายนาไปหมด แล้วจะมาพึ่ง อุตสาหกรรมไปไม่ไหวครับ วันนี้ปัญหาวิกฤตโควิด (COVID) ผมจะพูดเลยว่าสิ่งที่อยู่ได้คือ ภาคการเกษตรครับ แต่ภาคการเกษตรก็จะตายหมด ก็คงฝากประเด็นไว้ครับ เงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทที่ผมตัดนี้เอาไปศึกษาจริง ๆ จัง ๆ ล่ะครับ มันไม่เยอะครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน