สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๔

คำพอง เทพาคำ แปรญัตติเปลี่ยนชื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็น พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๕ เพื่อเน้นย้ำถึงวัตถุประสงค์ของงบประมาณในการบริหารราชการแผ่นดิน

นายคำพอง เทพาคำ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในสัดส่วน ของตัวแทนภาคอีสาน ผมขอยืนยันกับท่านประธานนะครับว่าสิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้ ขอยืนยันว่าเป็นการแปรญัตติในวาระที่ ๒ นะครับ ไม่ใช่เรื่องของการรับหลักการแต่อย่างใด เพราะผมขอเปลี่ยนชื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๕ เป็น พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๕ ท่านประธานที่เคารพครับ นับจากที่เรามีการใช้ระบบการจัดทำงบประมาณ เราเปลี่ยนมาแล้ว ๓ ครั้ง ครั้งแรกเราใช้ระบบแสดงรายการหรือระบบตะกร้า แล้วก็มา เปลี่ยนเป็นระบบแผนงานโครงการ แล้วล่าสุดก็เปลี่ยนเป็นระบบมุ่งเน้นผลงานตาม ยุทธศาสตร์ นั่นหมายความว่าในการจัดทำงบประมาณมีการเปลี่ยนมาเป็นระบบมุ่งเน้น ผลงานตามยุทธศาสตร์ เมื่อปี ๒๕๔๒ ในยุคที่ท่านประธานดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เสียด้วยซ ้านะครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครรู้ หรืออาจจะรู้ว่ามีการเปลี่ยน แต่ผมคิดว่าผมไม่รู้ เพราะดูเนื้อหาในงบประมาณของแต่ละปีที่จัดทำมาเราจะเห็นว่ามันไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ที่จะมุ่งเน้นในเรื่องของการที่จะทำตามยุทธศาสตร์ ดังนั้นในการจัดทำร่างงบประมาณปีนี้ ทางผู้จัดก็บอกว่าใช้ตามระบบสตราทีจิก เพอฟอร์มานซ์ บาเซด บัดเจติง (Strategic Performance Based Budgeting) หรือระบบที่มุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ แต่จริง ๆ แล้วอย่างที่กระผมกราบเรียนท่านประธานว่ามันยังเป็นระบบเดิมอยู่นะครับ เราก็ยังเห็น คราบไคลของระบบงบประมาณเดิม แม้ว่ามันจะมีเรื่องของคำว่า ยุทธศาสตร์ แต่อย่าลืมว่า ยุทธศาสตร์เป็นยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ใครเป็นคนร่างยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ซึ่งมันหยาบกระด้าง มันแข็งกระด้าง หรือแม้แต่นโยบายเองก็ไม่ได้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันหรืออยู่บน พื้นฐานของความเป็นจริงในปัจจุบันที่จะนำไปสู่อนาคตนะครับ นอกจากยุทธศาสตร์แล้วกลไก ของเอสพีบีบี (SPBB) หรือระบบงบประมาณที่ใช้ผลงาน มุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์นี้ กลไกอื่นอีก ๖ กลไก ยุทธศาสตร์บอกไปแล้วว่าไม่ได้ตอบรับ มันไม่ได้สอดรับกับสถานการณ์ ปัจจุบันหรือว่าเพื่อที่จะนำไปสู่อนาคตเลย อีกอันหนึ่งก็คือเอ็มทีอีเอฟ (MTEF) ซึ่งตัวนี้ ก็จะไม่ได้แสดงบทบาทในการที่จะทำให้งบประมาณฉบับนี้ได้อย่างตรงกับระบบ การเพิ่มขอบเขตครอบคลุม ไม่ครอบคลุมหรอกครับ การกระจายอำนาจธรรมาภิบาล การติดตามประเมินผล ทั้ง ๓ ส่วน ๔ ส่วน ๕ ส่วนนี้เป็นอัมพาตนะครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในการที่ผมจะแปรญัตติในการเปลี่ยนชื่อพระราชบัญญัติ จาก พระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำตามประเพณีกันมาว่า พอสิ้นปี พอถึงฤดูกาลก็ทำงบประมาณประจำปี มาเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ก็เพื่อที่จะให้ชื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพื่อบริหาร ราชการแผ่นดินเข้ามากำกับให้กฎหมายฉบับนี้ได้ทั้งกระบวนการ โดยเฉพาะในกระบวนการ จัดทำมันผ่านไปแล้วล่ะ แต่ในส่วนของกระบวนการที่จะบริหารงบประมาณในอนาคต ในปี ๒๕๖๕ หลังจากที่งบประมาณฉบับนี้ผ่านสภาไปแล้วจะได้อยู่ในระบบ ซึ่งรัฐบาล สำนักงบประมาณนำมาใช้ในการจัดทำงบประมาณ ถึงแม้ว่าจะไม่ครบถ้วน อย่างน้อย ๆ การใช้งบประมาณการบริหารจัดการงบประมาณ ซึ่งเราก็เห็นว่าทั้งกระบวนการจัดทำ การทำข้อมูล นโยบาย ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ หรือแม้แต่แผนงานโครงการมันเป็นเรื่องของ การท็อปดาวน์ (Top Down) ทั้งนั้นเลย เป็นการสั่งการ เป็นงบประมาณที่ท็อปดาวน์ (Top Down) ดังนั้นเรื่องของการกระจายอำนาจซึ่งเป็นกลไกสำคัญของระบบเอสพีบีบี (SPBB) มันเกือบจะไม่ได้มีผลอะไรเลยนะครับ ดังนั้นผมคิดว่าการเปลี่ยนชื่อพระราชบัญญัติงบประมาณมาเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน เราก็จะเห็นชัดว่างบประมาณมันต้องเอาไปใช้เพื่อ การบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่เอาไปจับจ่ายใช้สอยตามหน่วยงาน บางหน่วยงานก็ไม่รู้ ตามอำเภอใจหรือเปล่า ผมก็ไม่อยากจะกล่าวหานะครับ แต่ว่าชื่อของพระราชบัญญัติ งบประมาณเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๕ ถ้าหากได้รับการเห็นชอบจาก ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภาแห่งนี้ก็จะเป็นบรรทัดฐานว่าการที่เราจะนำหลักการอะไร ก็แล้วแต่ที่จะมาใช้ในการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน มันจะต้องมีความชัดเจน แล้วก็เป็นไป ตามหลักการนั้นด้วย แล้วก็มีประสิทธิภาพเป็นประโยชน์กับแผ่นดิน เป็นประโยชน์กับ ประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ขอบคุณท่านประธานครับ