ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แถลงเหตุผลการสงวนความเห็นต่อการตัดงบประมาณกระทรวงกลาโหม โดยตั้งข้อสังเกตการตัดงบวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่างรุนแรง พร้อมตั้งคำถามถึงความซ้ำซ้อนในการวิจัยของกระทรวงกลาโหม และเสนอให้รวมภารกิจวิจัยไว้กับหน่วยงานเฉพาะทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงตั้งข้อสังเกตการขอจัดสรรงบประมาณ 103.3 ล้านบาทของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมสำหรับโครงการปรับปรุงหน่วยผลิตอาวุธ ทั้งที่มีเงินทุนหมุนเวียนและเงินนอกงบประมาณเหลืออยู่จำนวนมาก โดยไม่ปฏิบัติตามนโยบายรัฐที่กำหนดให้ใช้เงินสะสมก่อนขอเพิ่มงบใหม่ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณการเช่ารถ 319 คันของกองทัพบกที่ตั้งสูงกว่าราคากลางถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ก่อนขอปรับลดภายหลัง ซึ่งตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความจำเป็น จึงขอสงวนความเห็นตัดงบประมาณกระทรวงกลาโหมประมาณ 27,000 ล้านบาท
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมรบกวนฝ่ายโสตเตรียมสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ ผมสงวนความเห็นขอตัดงบประมาณในมาตรา ๘ กระทรวงกลาโหม ด้วยเหตุผลที่ผมจะอภิปรายต่อไปใน ๓ ประเด็นหลัก ๆ ครับ ประเด็นแรกผมขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ประเด็นแรกคือโครงการ ที่เกี่ยวกับการวิจัยของกระทรวงกลาโหมซึ่งมีหน่วยงานสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ดูแลภารกิจด้านนี้อยู่เป็นหลักนะครับ สิ่งแรกที่เราเห็นในภาพนี้คือสถาบันเทคโนโลยีป้องกัน ประเทศได้รับงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาองค์ความรู้ต่าง ๆ ลดลงมาทุกปี จากปี ๒๕๖๓ ๙๒๖ ล้านบาท ปี ๒๕๖๔ เหลือ ๕๘๑ ล้านบาท และปีนี้เหลือเพียงแค่ ๑๕๐ ล้านบาทเท่านั้นครับ นี่แสดงให้เห็นว่ากระทรวงกลาโหมภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นไม่ให้ความสำคัญของการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ ด้านการป้องกันประเทศเลย ทำตัวแต่เป็นสายเปย์ (Pay) ซื้อ ซื้อ ซื้ออย่างเดียวครับ ติดอยู่ที่ อย่างเดียวว่าที่มันไม่ใช่เงินส่วนตัวของท่าน นี่มันเงินภาษีของประชาชนครับ ยิ่งไปกว่า นั้นยังมีการตั้งงบประมาณที่ซ ้าซ้อน เพราะสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมก็ยังมีการตั้งงบ ด้านการวิจัยต่อเนื่องมาทุกปี ถึงแม้ว่าปีนี้จะลดลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อเรากลับไปดู สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่ดูแลงานด้านนี้โดยตรงกลับได้รับงบประมาณลดลงถึง ๗๔ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นงบวิจัยในส่วนที่อยู่ในสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมนั้นก็ไม่ควรจะ ถูกอนุมัติให้ผ่านครับ เพราะว่านี่มันเป็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ถูกที่ถูกทาง คำถามแรก ก็คือสำนักงานปลัดมีหน้าที่รับผิดชอบที่เกี่ยวกับการวิจัย คำถามต่อไปก็คือในเมื่อเรามี สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่ตั้งมาเพื่อทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ มีบุคลากรที่มี ความเชี่ยวชาญเฉพาะ เหตุใดงบด้านวิจัยถึงยังต้องมีไว้ที่หน่วยอื่น ๆ ให้มีภารกิจที่ซ ้าซ้อนกัน อีกแล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำออมาได้ดีเท่ากับหน่วยงานเฉพาะด้านหรือไม่ ดังนั้นผมเห็นว่าในอนาคต ก็ควรที่จะโอนภารกิจเหล่านี้ทั้งหมดกลับไปที่หน่วยงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางทำเท่านั้นครับ
ประเด็นต่อไปยังคงอยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมคือโครงการดำรง ขีดความสามารถและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในรายละเอียดนั้น โครงการนี้เป็นงบประมาณที่เอาไปปรับปรุง ๔ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาวุธ ซึ่งก็เป็นการใช้งบเพื่อไปซื้อเครื่องจักรบ้าง บำรุงเครื่องจักรบ้างนะครับ หน่วยงานตามที่ ขึ้นบนสไลด์ (Slide) ๔ หน่วยงาน ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น ๑๐๓.๓ ล้านบาท แต่ประเด็น คือแบบนี้ครับท่านประธาน ทั้ง ๔ ภารกิจนี้มีเงินทุนหมุนเวียนที่ใช้เพื่อภารกิจเหล่านี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะครับ คือเงินทุนหมุนเวียนศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ เงินทุนหมุนเวียนโรงงานผลิต วัตถุระเบิด เงินทุนหมุนเวียนโรงงานเภสัชกรรมทหาร ซึ่ง ๓ เงินทุนหมุนเวียนนี้ก็ครอบคลุม ๔ ภารกิจที่กล่าวมาเมื่อสไลด์ (Slide) สักครู่นะครับ แล้วถ้านับรวมเงินทุนหมุนเวียนที่อยู่ใน สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมก็มีทั้งสิ้น ๕ เงินทุนหมุนเวียน รวม ๒ เงินทุนหมุนเวียน ด้านล่างนะครับ แล้วถ้าเราไปดูที่งบการเงินของสำนักงานปลัดในส่วนของเงินนอกงบประมาณ เราจะพบว่าเมื่อสิ้นปี ๒๕๖๓ ยังเหลือเงินนอกงบประมาณอยู่ทั้งสิ้น ๗๔๕ ล้านบาท และมีการประมาณการว่าสิ้นงบปี ๒๕๖๔ จะคงเหลือเพิ่มขึ้น ๑๓๐ ล้านบาท และสิ้นงบ ปี ๒๕๖๕ จะคงเหลือเพิ่มขึ้นอีก ๘๕ ล้านบาท เป็นคงเหลือ ๙๕๙ ล้านบาท เมื่อสิ้น ปีงบประมาณปี ๒๕๖๕ ถ้าเราประมาณการเงินคงเหลือในทุนหมุนเวียนที่ใช้กับภารกิจเหล่านี้ โดยตรง เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมากกว่า ๒๐๐ ล้านบาท แล้วหน่วยงานจะมาของบประมาณ ๑๐๓ ล้านบาทนี้ไปทำไม แล้วอย่างที่ ส.ส. พิจารณ์ได้อภิปรายไปมาตรา ๔ ว่าในนโยบาย งบประมาณปี ๒๕๖๕ ที่อยู่ในเล่มงบประมาณโดยสังเขป เล่มสีน ้าเงินนี้ก็เขียนเอาไว้ว่า งบประมาณปี ๒๕๖๕ ปีนี้ให้หน่วยรับงบประมาณที่มีเงินนอกงบประมาณหรือเงินสะสม คงเหลือพิจารณานำเงินดังกล่าวมาใช้ดำเนินภารกิจของหน่วยงานเป็นลำดับแรก ตกลง กระทรวงกลาโหมไม่ต้องทำตามนโยบายนี้หรือครับ
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน เป็นงบการเช่ารถประจำตำแหน่งของ กองทัพบกครับ ผมเองก็เพิ่งทราบว่าการดำรงสภาพความพร้อมในการป้องกันประเทศเฉพาะ กองทัพบกต้องเช่ารถถึง ๓๑๙ คันท่านประธาน แต่ไม่เป็นอะไรครับ ประเด็นของผมก็คือ ผมพบว่าการตั้งงบประมาณส่วนนี้มีอะไรแปลก ๆ ครับ งบประมาณการเช่ารถ ๓๑๙ คัน ในปีนี้ตั้งมาในเล่มขาวคาดแดง ๙๙ ล้านบาท แต่ในการพิจารณาของห้องอนุกรรมาธิการ ก็พบว่ากองทัพบกได้ระบุเข้ามาเองว่าขอตัดลดงบประมาณรายการนี้ลงเหลือเพียงแค่ ๗๖ ล้านบาท ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ ก็ตามที่ขึ้นบนสไลด์ (Slide) นี้ แต่ถ้าดูจากรายละเอียด เราจะเห็นว่ามีการทำสัญญาไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ สิ้นสุดปี ๒๕๖๙ มีการผูกพันงบประมาณ ๕ ปี นั่นหมายความว่างบนี้ได้มีการถูกขอมาเป็นงบผูกพันใหม่ตั้งแต่ งบปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา ซึ่งตอนแรกผมก็เข้าใจว่ากองทัพอาจจะสามารถเปิดประมูลได้ราคา ที่ถูกกว่าที่ตั้งเอาไว้หรือเปล่า แต่ถ้าเรามาดูที่ช่องค่าเช่าต่อเดือน ค่าเช่าต่อเดือน ที่เห็นทั้งหมดจะพบว่าราคาที่เซ็นสัญญามาได้จริงมันก็เท่ากับราคากลางครับ แต่ว่าอย่างไร กองทัพบกก็ไม่สามารถเช่าในราคาที่แพงกว่านี้ได้ ผมก็สงสัยต่อว่าหรือกองทัพบกจะใจดี ประหยัดงบด้วยการเช่าจำนวนคันน้อยกว่าที่ของบมาเมื่อปี ๒๕๖๔ แต่พอไปดูเล่มขาวคาดแดง ปี ๒๕๖๔ ก็พบว่าในคำขอก็ระบุจำนวนคันมา ๓๑๙ คันพอดี แล้วก็เซ็นสัญญาจริง ๓๑๙ คัน ตามที่ปรากฏครับ คำถามของผมก็คือท่านมีทีมงานสำนักงบประมาณอยู่ด้านหลัง ผมก็ต้อง หาว่างบเช่ารถในปี ๒๕๖๔ ที่กองทัพบกขอมานี้เป็นการขอมาเกินกว่าราคากลางหรือไม่ เพราะรวมราคากลางทั้งหมดก็เช่ามาที่ ๗๖ ล้านบาท แต่ทำไมปีที่แล้วจึงขอมาได้ ๙๘.๙ ล้านบาท แล้วมีการของบเกินกว่าราคากลางมาถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ได้อย่างไร ท่านประธานครับ ที่ผมกล่าวมาทั้งหมด ทั้งการตั้งงบที่ซ ้าซ้อนไม่เห็นความสำคัญของ การพัฒนาองค์ความรู้ การตั้งงบที่ไม่เป็นไปตามนโยบายงบประมาณที่รัฐบาลก็ให้เอาไว้เอง และการตั้งงบที่ผิดปกติ ตั้งมาเกินราคากลางแล้วมาขอลดเองทีหลัง ทั้งหมดนี้รวมกับอีก หลาย ๆ เหตุผลที่ ส.ส. ของพรรคก้าวไกลจะอภิปรายต่อไปนะครับเป็นสาเหตุที่ผมขอสงวน ความเห็นตัดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมตามที่อยู่ในเล่มรายงานของคณะกรรมาธิการ ประมาณ ๒๗,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ขอบคุณครับ